“…เคมีระหว่างนักแสดงเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผู้ชม หยุดความสนใจและพุ่งโฟกัสไปที่การแสดงได้อย่างจดจ่อ ซี เดชชาติ ทาศิลป์ และ คีน สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์ นักแสดงจาก GMMTV เป็นอีกหนึ่งคู่ที่เมื่อเราได้เห็นการแสดงที่มีเสน่ห์ของพวกเขาแล้วมันชวนให้เราเชื่อว่าทั้งคู่สนิทสนมกันและเป็นตัวละครนั้นจริงๆ
จากซีรีส์ ‘แค่ที่แกง’ มาจนถึงเรื่อง ‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน’ ทั้งสองคนเติบโตขึ้นในบทบาทของนักแสดง ล่าสุดพวกเขากำลังจะมีแฟนมีตติ้งครั้งแรกในประเทศไทย เราจึงอยากชวนทั้งคู่ย้อนความทรงจำไปยังวันแรกที่มาเจอกันก่อนจะเป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมงานกันในทุกวันนี้…”

#legend_th ชวนทั้งสองคนย้อนกลับไปถึงความทรงจำแรกที่ได้พบกัน ภาพวันนั้นยังชัดเจนพอจะเรียกรอยยิ้มบางๆ และทำให้ทั้งคู่มองเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
ซี: “ก็ตื่นเต้นครับผม เพราะว่าวันแรกที่เจอกันมีคนบอกผมว่า คนนี้น่าจะได้แสดงคู่กับเรา มาจากโปรเจกต์ Alpha เราก็ไปเซิร์ชดูว่า คนนี้เหรอ ‘คีน’ โพรเจกต์ Alpha พอมาเจอจริงๆ ผมตื่นเต้นมากเขาเป็นคนที่ดูอะเลิร์ตมากตอนแรกที่ได้เจอกัน บุคลิกต่างจากผมมากเลย คือผมเป็นคนนิ่งมาก วันแรกที่เจอผมแทบไม่คุยกับเขาเลย”
คีน: “ผมว่าเป็นแนวงงๆ แล้วก็ตื่นเต้นด้วยผสมกัน เป็นตอนแคสติ้ง ผมเดินเข้าห้องมาก็เจอเขานั่งรออยู่แล้ว ตอนนั้นเขาดูเงียบ ๆ ด้วยความที่ช่วงนั้นผมค่อนข้างที่จะเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต และอยากคุยกับทุกคน เลยคุยกับเขาไปเรื่อยครับ เขาก็ไม่ตอบเราสักเท่าไหร่”

จากวันแรกที่เต็มไปด้วยความเกร็งและระยะห่าง วันนี้ทั้งซีและคีนต่างเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อถูกถามว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนไปอย่างไร คำตอบของทั้งคู่ไม่ได้พูดเพียงเรื่องนิสัยภายนอก แต่ยังสะท้อนถึงการได้เห็นกันและกันในช่วงวัยสำคัญของชีวิต
คีน: “ซีน่าจะมีความเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตมากขึ้น แล้วก็เล่นมุขเป็นมากขึ้น กล้าเล่น กล้าแสดงออกมากขึ้นครับผม”
ซี: “ด้วยความที่เราเจอกันมาแบบ 3 ปี คือนานมาก เจอกันตั้งแต่อายุแบบประมาณ 18, 19 ตอนนั้นยังเด็กอยู่ จนมาแบบ 20 แล้ว เรารู้สึกว่าเราอยู่ด้วยกัน เราเห็นพัฒนาการของกันและกันแบบมาตลอด ผมเห็นว่าคีนเขาดูโตขึ้น ดูนิ่งขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะมาก”
สำหรับนักแสดง การได้เห็นอีกฝ่ายเข้าถึงอารมณ์ตัวละครอย่างเต็มที่มักเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ทรงพลังที่สุด และสำหรับคีน ภาพที่เขายังจำได้ชัดคือฉากที่ซีสามารถพาตัวเองไปถึงอารมณ์เศร้าได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง จนทำให้เขารู้สึก “อึ้ง”
คีน: “ของผมที่เห็นซีนี่ผมรู้สึกว่าอึ้งเลย ก็คือเขาสามารถสั่งให้น้ำตาไหลได้ และทำติดต่อกันหลายเทค รู้สึกว่าสุดยอดมากเลย โดยเฉพาะการแสดงบทเจโรมในซีรีส์ ‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน’ ที่เพิ่งจบไปครับ”
ซี: “จะเป็นตอนที่ได้เล่นกันเรื่องแรก ‘แค่ที่แกง’ ผมยังใหม่มากกับการแสดง มันเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผมมาก แล้วเราเห็นเขาเล่นออกมาเต็มที่ ปลดปล่อยมาเต็มที่ โดยที่ไม่เขินอะไรเลย ตอนนั้นผมยังมีกำแพงกับการแสดงอยู่ ยังมีความเขิน กังวลว่าเราทำแบบนี้ดีไหม แต่เขากลับไม่กลัวและแสดงออกมาได้เต็มที่ครับ พอเราเห็นเรารู้สึกว่าทำไปได้ยังไง คือเรายังทำไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่ผมว้าวมากครับ”

ซียังเสริมว่าในการเข้าฉากที่จะต้องปะทะอารมณ์กันพวกเขาเน้นการ improvise มากกว่าการเตรียมตัว เพื่อเข้าถึงอารมณ์ที่แท้จริงของตัวละคร “เราจะเน้นแบบใส่อารมณ์ไปให้มากที่สุด เพราะว่าเวลาเข้าซีน พอเราเล่นกับคู่ที่อยู่ตรงหน้า ถ้าเรายิ่งมีอารมณ์ใส่เข้าไปในบทมากเท่าไหร่ การตอบรับมันมันจะอิมแพคกลับมา เหมือนส่งไปแล้วส่งกลับ มันจะยิ่งเติมพลังให้กันครับ”
ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น ทั้งคู่ก็ยิ่งค้นพบมุมใหม่ๆ คีนบอกว่าสิ่งที่เซอร์ไพรส์เขาเกี่ยวกับซีคือการเป็นคนที่ “อะไรก็ได้” จริงๆ แบบไม่เสแสร้ง
คีน: “เป็นคนที่อะไรก็ได้ ที่แปลว่าอะไรก็ได้จริง ๆ ครับ”
ซี: “ตอนแรกที่เห็นคีนเขาอะเลิร์ต ผมก็คิดว่าเขาตื่นตัวตลอดเวลา คนภายนอกเห็นว่าเขาร่าเริงตลอดเวลา แต่ว่าเขาก็มีอีกมุมหนึ่งที่เป็นคนจริงจังเหมือนกัน”
เมื่อผ่านงานแสดงมาด้วยกันหลายเรื่องทั้งสองคนจึงเริ่มมองเห็นชัดว่าอีกฝ่ายมีพลังแบบไหน และยังมีพื้นที่แบบไหนที่อยากเห็นเขาได้ลองเข้าไปสำรวจ
คีน: “ด้วยความที่บุคลิกของซีเขาจะนิ่งนิดหนึ่ง ผมอยากเห็นซีเล่นบทน้องหมูครับ บทที่มันต้องเคลื่อนไหวเยอะๆ”
ซี: “ผมอยากลองเห็นคีนเล่นบทบาทที่นิ่งแบบนิ่งเลย อยากดูว่าจะเป็นยังไง เพราะว่า 3 เรื่องที่ผ่านมาคือเขาเล่นแบบวิ่งตลอดเวลา ไม่วิ่งก็พูดเยอะ ไม่พูดเยอะก็วิ่งอยู่แค่นั้นครับ บทบาทที่ผ่านมาเขาจะใช้การขยับร่างกายเยอะมาก ในซีรีส์เรื่องใหม่ ‘WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา’ เขาก็ยังต้องขยับตัวเยอะอยู่”
หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจที่สุดของบทสนทนาครั้งนี้คือช่วงที่ทั้งคู่พูดถึง “แรงบันดาลใจ” เพราะคำตอบของซีสะท้อนความรู้สึกที่ลึกและจริงมาก เขาบอกว่าถ้าจะให้พูดถึงคนที่มองเป็นตัวอย่างในการทำงาน คนคนนั้นก็คือคีน
ซี: “ผมมองคีนเป็นแบบอย่าง คืออันนี้พูดจริง พอเรามามองคู่พาร์ตเนอร์ ก็เหมือนอยากเติบโตไปด้วยกันนะครับ เราก็ดูนิสัยเขา ดูว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พัฒนาการเขาเป็นยังไง เราก็พยายามให้ทันเขา เห็นเขาเป็นแรงบันดาลใจ เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกันครับ
ด้านคีนกลับตอบในอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เขาบอกว่าเขาไม่ได้มีต้นแบบการทำงานที่ชัดเจน เพราะในสายงานการแสดง เขาเชื่อว่าแต่ละคนมีวิธีของตัวเอง ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
คีน: “ผมไม่มีครับรู้สึกว่าทำของเราให้ดีที่สุดก็พอ ทุกวันนี้ผมก็เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นหลายคน ในการแสดง solution ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน เช่นการที่เราจะร้องไห้ในซีนหนึ่ง วิธีการแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน วิธีการแสดงออกอารมณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลยคิดว่าเราก็ต้องหาทางออกในทางของเราครับ”
อ่านบทความฉบับเต็มได้ในนิตยสาร #legend_th เดือนเมษายน



