บางเรือนเวลาอาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อนทำหน้าที่ในการบอกเวลาเพียงอย่างเดียว เมื่อการสะท้อนเรื่องราวกลับกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! โดย Philippe Delhotal คือหนึ่งในนั้น เรือนเวลาที่แม้แต่ชื่อก็ยังส่งเสียงคำราม ราวกับ Hermès ต้องการให้ผู้สวมใส่รู้ว่า สิ่งที่อยู่ในมือคุณนั้นไม่ใช่แค่เครื่องนับเวลา

จากจุดเริ่มต้น ณ ทุ่งหญ้าสะวันนา และจากภาพวาดของ Alice Shirley ศิลปินชาวอังกฤษผู้เนรมิตลายผ้าพันคอไหมจนสิงโตมีชีวิต ปากอ้ากว้าง แผงคอฟู่ฟ่อง สายตาจับจ้องสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ภาพนั้นถูกหยิบขึ้นมาตีความใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่บนผืนผ้า แต่เป็นพื้นที่ขนาดเล็กบนฝานาฬิกาพก ด้วยไม้ล้ำค่าสิบชนิดที่ช่างฝีมือคัดสรรมาตามโทนสีธรรมชาติของสิงโต

ทั้งอะมารันธ์ เบิร์ล บูบิงก้า ทิวลิป และเมเปิล แต่ละชิ้นถูกตัดออกมาในขนาดต่างกัน ก่อนจะประกอบเข้าหากันราวกับจิ๊กซอว์ที่ไม่มีกล่องให้ดู มีแต่ภาพในหัวของช่างที่ต้องแม่นยำกว่าไม้แต่ละแผ่นที่วางลง ผลลัพธ์ที่ได้คือแผงคอของสิงโตที่มีลุ่มลึก ที่ซึ่งขนแต่ละเส้นดูราวกับมีลมพัดผ่าน

เมื่อพลิกเปิดฝานั้นขึ้นมา จะพบว่าโลกอีกหนึ่งใบกำลังรอคอยต้อนรับอยู่ หน้าปัดลงยาแบบ Grand Feu ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อนกว่า 800 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ใช่แค่การอบสีให้แห้ง แต่เป็นการหลอมสีเข้าไปในเนื้อโลหะจนแยกจากกันไม่ได้อีกต่อไป

ถ่ายทอดด้วยลวดลายก้างปลาซึ่งสะท้อนเล่นกับแสงทั่วหน้าปัดได้จากหลากหลายมุม ก่อนที่จะนำมาวาดระบายตกแต่งอย่างสม่ำเสมอไว้บนฐานไวท์โกลด์ขนาด 45 มม. และกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1950 ทำงานอยู่เงียบๆ โดยไม่ต้องการความสนใจจากใคร

เพราะเรือนเวลานี้ ความแม่นยำไม่ใช่จุดสูงสุดแต่เป็นเพียงรากฐาน ส่วนที่อยู่เหนือไปอีกขั้นคืองานศิลป์ มาพร้อมสายหนังคล้องและกระเป๋าหนังจระเข้สีเขียวที่ตัดเย็บอย่างเฉพาะเจาะจงในโทสี แวร์ เซเปร และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์แบบด้าน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของสองเฉดสีในผลงานรุ่นผลิตจำนวนจำกัดเพียงสีละสามเรือน หรือทั้งหมดเพียงหกเรือนในโลกใบนี้



