May 26, 2026

และทำให้ “การท่องเที่ยว” กลายเป็นโครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล

รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล 

มีบางข่าวในโลกธุรกิจที่ไม่ได้สำคัญเพียงเพราะเป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ แต่สำคัญเพราะมันบอกเราว่า “โลกกำลังมองประเทศไทยอย่างไร” และการที่ Visa เลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสำหรับการเปิดตัว Visa Destinations ก็เป็นหนึ่งในข่าวแบบนั้น

ในระดับผิวเผิน นี่อาจดูเหมือนการเปิดตัวแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่รวบรวมสิทธิประโยชน์ ประสบการณ์พรีเมียม ร้านอาหาร โรงแรม การเดินทาง และไลฟ์สไตล์สำหรับผู้ถือบัตร Visa แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่านั้น Visa Destinations ไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวในฐานะ “กิจกรรม” อีกต่อไป หากแต่กำลังชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวได้กลายเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงข้อมูล การใช้จ่าย ประสบการณ์ การค้าปลีก ธุรกิจท้องถิ่น และดิจิทัลคอมเมิร์ซเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น

ประเทศไทยจึงไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะมีทะเลสวย อาหารดี วัฒนธรรมเข้มข้น หรือภาพจำของเมืองท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกรู้จัก หากแต่ถูกเลือกเพราะไทยเป็นตลาดที่มี “พลังการใช้จ่าย” และมีระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวที่ซับซ้อนพอจะต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้จริง

หลังจากความสำเร็จของ Visa Destinations ในเมืองระดับโลกอย่างปารีส ลอนดอน และดูไบ การมาถึงของแพลตฟอร์มนี้ในประเทศไทยจึงมีความหมายมากกว่าแค่การขยายจุดหมายปลายทางใหม่ แต่มันคือการวางประเทศไทยลงบนแผนที่ของ global destination economy อย่างเป็นทางการ เป็นการบอกว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่ผู้คนเดินทางมา “พักผ่อน” แต่เป็นประเทศที่โลกกำลังมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญของการใช้จ่ายระดับพรีเมียม การค้าไร้เงินสด และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ถูกออกแบบอย่างมีมูลค่า

ในปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากกว่า 33 ล้านคน และสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สำคัญไม่ใช่เพียงเพราะมันใหญ่ แต่เพราะมันสะท้อนว่าการท่องเที่ยวไทยไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะโรงแรม สายการบิน หรือแลนด์มาร์กระดับชาติเท่านั้น หากแต่กระจายตัวไปยังร้านอาหาร ร้านค้า ไลฟ์สไตล์ รีเทล การเดินทาง สุขภาพ และธุรกิจ SME จำนวนมหาศาลทั่วประเทศ

นี่คือเหตุผลที่ Visa Destinations น่าสนใจในเชิงธุรกิจ เพราะแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มองนักท่องเที่ยวเป็นเพียง “คนเดินทาง” แต่เห็นพวกเขาเป็นผู้บริโภคระดับโลกที่ต้องการความสะดวก ความมั่นใจ ความยืดหยุ่น และประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ระหว่างอยู่ในจุดหมาย ไปจนถึงทุกการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในเมืองนั้น ๆ

ในยุคก่อน การท่องเที่ยวอาจเริ่มต้นจากคำถามว่า “จะไปไหน” แต่ในยุคของ data-driven travel คำถามสำคัญกว่าอาจเป็น “จะใช้จ่ายอย่างไร ใช้จ่ายกับใคร และประสบการณ์นั้นสร้างมูลค่ากลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน”

ข้อมูลการใช้จ่ายข้ามพรมแดนของ Visa สะท้อนว่า ประเทศไทยดึงดูดนักเดินทางที่หลากหลายและมีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก โดยราวสองในสามของการใช้จ่ายผ่านบัตร Visa ในไทยมาจากนักเดินทางนอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งล้วนเป็นตลาดต้นทางที่มีการใช้จ่ายสูง

นี่คือภาพที่น่าสนใจมาก เพราะมันบอกว่าไทยไม่ได้เป็นเพียง destination ของนักท่องเที่ยวระยะใกล้ แต่ยังเป็นจุดหมายของ long-haul travellers และกลุ่ม affluent travellers ที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณภาพมากกว่าเพียงราคาที่คุ้มค่า

เมื่อ Visa ระบุว่านักเดินทางกลุ่มมีกำลังซื้อสูงคิดเป็น 75% ของยอดใช้จ่ายผ่านบัตร Visa ทั้งหมด ภาพของการท่องเที่ยวไทยจึงเริ่มเปลี่ยนจาก mass tourism ไปสู่ value-driven tourism อย่างชัดเจนขึ้น ไทยไม่ได้แข่งขันด้วยจำนวนคนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันด้วยคุณภาพของประสบการณ์ ความพร้อมของระบบชำระเงิน และความสามารถของธุรกิจท้องถิ่นในการเชื่อมตัวเองเข้ากับกำลังซื้อระดับโลก

นี่คือจุดที่ Visa Destinations อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่ใช่เพียงสำหรับนักท่องเที่ยว แต่สำหรับธุรกิจไทยด้วย

เพราะเมื่อแพลตฟอร์มหนึ่งสามารถเชื่อมโยงผู้ถือบัตรจากทั่วโลกเข้ากับร้านอาหาร โรงแรม ประสบการณ์ท้องถิ่น การเดินทาง สุขภาพ การช้อปปิ้ง และไลฟ์สไตล์ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุยได้อย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ดีล” หรือ “สิทธิพิเศษ” แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทยในโลกดิจิทัล

ร้านค้าเล็กอาจเข้าถึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น โรงแรมอาจออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียมได้แม่นยำขึ้น ธุรกิจอาหารอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของ travel itinerary ระดับโลก และ SME ไทยอาจมีโอกาสเข้าไปอยู่ในเส้นทางการใช้จ่ายของนักเดินทางที่ก่อนหน้านี้อาจเข้าถึงได้ยาก

ในมุมนี้ Visa Destinations จึงไม่ใช่เพียง travel platform แต่เป็น commerce layer ที่วางทับอยู่บนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย เป็นชั้นเชื่อมต่อระหว่างความฝันของนักเดินทางกับรายได้ของธุรกิจท้องถิ่น และระหว่างภาพจำของประเทศไทยกับระบบการชำระเงินที่ต้องปลอดภัย ราบรื่น และน่าเชื่อถือมากพอสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการ Visa ประจำประเทศไทย กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อภาพรวมการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่เพียงในฐานะจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทาง แต่เพราะการท่องเที่ยวยังเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยทั่วประเทศ ประโยคนี้อาจฟังเหมือนถ้อยแถลงทางธุรกิจทั่วไป แต่หากอ่านให้ดี มันคือการยืนยันว่าการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนึ่งใน GDP หากแต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงคนจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึงร้านค้ารายย่อย

และนั่นคือเหตุผลที่การผลักดันให้ไทยเดินหน้าไปสู่การท่องเที่ยวแบบ cash-lite จึงมีนัยสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

การลดแรงเสียดทานในระบบชำระเงินอาจฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่ในโลกของการท่องเที่ยว มันคือเรื่องของความรู้สึกโดยตรง นักเดินทางที่จ่ายเงินได้ง่าย มั่นใจ และปลอดภัย มีแนวโน้มจะใช้จ่ายมากขึ้น ทดลองประสบการณ์ใหม่มากขึ้น และเชื่อมต่อกับธุรกิจท้องถิ่นได้มากขึ้น ขณะที่ร้านค้าไทยที่รับชำระเงินดิจิทัลได้ราบรื่น ก็มีโอกาสเปลี่ยน traffic ของนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นรายได้จริงได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ความหมายของ Visa Destinations จึงอยู่ตรงนี้เอง มันไม่ได้ขายประเทศไทยในฐานะโปสการ์ด แต่มองประเทศไทยในฐานะแพลตฟอร์มทางเศรษฐกิจที่มีชีวิต มีผู้คน มีวัฒนธรรม มีร้านค้า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการเติบโตต่อ หากได้รับเครื่องมือที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสในการยกระดับการท่องเที่ยวจากการเป็น destination ที่คนรัก ไปสู่การเป็น destination ที่สร้างมูลค่าได้ลึกขึ้น ฉลาดขึ้น และกระจายตัวมากขึ้น

สำหรับ Visa นี่คือการวางบทบาทของตัวเองในฐานะมากกว่าผู้ให้บริการชำระเงิน แต่เป็นผู้เชื่อมระบบนิเวศของการเดินทาง การใช้จ่าย และประสบการณ์เข้าไว้ด้วยกัน

และสำหรับธุรกิจไทย นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าอนาคตของการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่แค่การรอนักเดินทางเดินเข้าร้าน แต่อยู่ที่การทำให้ธุรกิจของตัวเองถูกค้นพบ ถูกเลือก และถูกจ่ายเงินได้ง่ายในช่วงเวลาที่นักเดินทางพร้อมจะใช้จ่ายมากที่สุด

ในท้ายที่สุด การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิกสำหรับ Visa Destinations อาจไม่ใช่แค่ข่าวดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนของโอกาสทางธุรกิจชุดใหม่ของประเทศ

เพราะในวันที่การเดินทางไม่ได้จบลงที่ตั๋วเครื่องบิน และการใช้จ่ายไม่ได้จบลงที่บัตรเครดิต ประเทศไทยกำลังถูกมองในฐานะพื้นที่ที่ประสบการณ์ วัฒนธรรม และดิจิทัลคอมเมิร์ซสามารถพบกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

และบางที นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงว่า “โลกอยากมาเที่ยวไทยมากแค่ไหน” แต่คือ “ไทยพร้อมเปลี่ยนความสนใจจากโลกให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไกลแค่ไหน”

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search