“…สีสันของอัญมณีที่ชวนสะกดสายตา ผสานเข้ากับขนาดและความหายากในระดับที่อาจเรียกได้ว่า one-of-a-kind คือเอกลักษณ์ที่เรามักพบเห็นได้เสมอจากคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูงของ Bvlgari แต่สำหรับ Eclettica ผลงานล่าสุดจากเมซงแห่งกรุงโรม กลับยกระดับโลกแห่ง High Jewellery ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม ผ่านแนวคิด ‘artsmanship’ การหลอมรวมระหว่างศิลปะและงานฝีมือชั้นสูง เพื่อสร้างสรรค์จิวเวลรีที่สามารถนิยามได้อย่างเต็มปากว่าเป็น wearable art…”
คอลเลกชันเครื่องประดับและเรือนเวลาชั้นสูงครั้งนี้ถ่ายทอดแนวคิด eclecticism ผ่านผลงานกว่า 150 ชิ้น โดยมีผลงาน transformable ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้มากถึง 15 ชิ้น มากที่สุดเท่าที่เมซงเคยสร้างสรรค์ รวมถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซทั้ง 9 ชิ้นภายใต้ชื่อ ‘Capolavori’ คำภาษาอิตาเลียนที่หมายถึงผลงานชิ้นเอก ซึ่งแต่ละชิ้นเปรียบเสมือนจุดสูงสุดของความคิดสร้างสรรค์ สุนทรียศาสตร์ และความสมบูรณ์แบบเชิงเทคนิค
แรงบันดาลใจหลักของ Eclettica ยังคงยึดโยงอยู่กับรากเหง้าของบุลการี ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม จิตรกรรม หรือสถาปัตยกรรมแห่งกรุงโรม ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ผ่านปริมาตร เส้นสาย และการจับคู่สีของอัญมณีอย่างโดดเด่น แม้เราจะเคยเห็นงานออกแบบเครื่องประดับชั้นสูงจากเมซงนี้มานับไม่ถ้วน แต่ต้องยอมรับว่าคอลเลกชันล่าสุดชวนให้เราหยุดมองและเพ่งพินิจในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะผลงานไฮไลต์ทั้งเก้าชิ้นที่เผยอีกขั้นของศิลป์อัญมณีอย่างน่าตื่นตา
THE SERES SCARF




หนึ่งในผลงานที่สะท้อนวิสัยทัศน์ครั้งใหม่นี้ได้อย่างชัดเจนคือสร้อยคอ ‘Seres Scarf’ งานออกแบบที่ถักทอเส้นทองคำเข้าด้วยกันราวกับผ้าพันคออันอ่อนนุ่ม ตัวเรือนไวท์โกลด์ลวดลายกราฟิกได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะอาร์ตเดโค และประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนกว่า 1,180 ชิ้น ผ่านงานฝีมือกว่า 1,600 ชั่วโมง แซปไฟร์และมรกตถูกเรียงร้อยเป็นจังหวะสีสันอย่างงดงาม ขณะที่ใจกลางประดับด้วยแซปไฟร์จากศรีลังกา เจียระไนรูปทรงชูการ์โลฟขนาด 31.90 กะรัต ซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นเข็มกลัดได้ ผลงานชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ว่าบุลการีกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเองไปอีกขั้น
THE EMERALD STRATA NECKLACE



การจับคู่ระหว่างทองคำโทนสีอุ่นสุกสกาวกับมรกตสีเขียวลุ่มลึกยังคงเป็นหนึ่งในภาษาดิไซน์ที่บุลการีถ่ายทอดได้อย่างสง่างามที่สุด และถูกนำเสนออย่างโดดเด่นผ่านสร้อยคอ ‘Emerald Strata’ ตัวเรือนโรสโกลด์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสา Corinthian และงานเทเลอร์ร่วมสมัย ถ่ายทอดเส้นสายแนวดิ่งของสถาปัตยกรรมผ่านรูปทรงคล้าย cravat หรือผ้าผูกคอที่ดูพลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงพลังด้วยมรกตรูปทรงชูการ์โลฟจากแซมเบียทั้ง 5 เม็ด น้ำหนักรวม 26.05 กะรัต พร้อมองค์ประกอบกว่า 750 ชิ้นที่ช่วยให้โครงสร้างแข็งแรงแต่ยังคงอ่อนช้อยยามสวมใส่
THE SERPENTI ILLUSIO NECKLACE
แน่นอนว่าในทุกคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูงของบุลการีเรามักคาดหวังจะได้เห็น Serpenti ในรูปแบบที่เหนือความคาดหมาย และครั้งนี้บุลการีก็ยังคงทำให้เราต้องตกตะลึงกับการตีความงูอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมซง ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ ‘Serpenti Illusio’ งานออกแบบที่เล่นกับมิติและภาพลวงตา ราวกับกำลังสวมสร้อยคอสองเส้นซ้อนกัน รูปทรงงูถูกเผยผ่านแผงเพชรลวดลายสามเหลี่ยมที่สร้างจังหวะราวประติมากรรมร่วมสมัย ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบกว่า 235 ชิ้น ใช้เวลารังสรรค์กว่า 1,300 ชั่วโมง และมีแซปไฟร์เจียระไนรูปทรงคุชชั่นแบบโบราณขนาด 14.01 กะรัตจากมาดากัสการ์เป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดสายตาได้ตั้งแต่แรกเห็น
THE SERPENTI SPIRA BRACELET



ขณะที่ผลงานซึ่งทำให้งูดูราวกับมีชีวิตมากที่สุดคือกำไลข้อมือ ‘Serpenti Spira’ งานออกแบบที่ Lucia Silvestri นิยามว่าเป็น “ศิลปะในรูปแบบที่สวมใส่ได้” กำไลไวท์โกลด์ไร้ตัวล็อกได้รับแรงบันดาลใจจากเสาโรมัน โครงสร้างโอบรับลำตัวงูอย่างต่อเนื่องและพลิ้วไหว พร้อมเพชร Fancy Vivid Yellow รูปทรงหยดน้ำขนาด 5.08 กะรัตที่เปล่งประกายอยู่ ณ ใจกลาง รวมถึงโครงสร้างโมดูลาร์กว่า 340 ชิ้นที่ซ่อนกลไกพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงไว้ภายใน
THE SECRET GARDEN NECKLACE


และหากพูดถึงจิวเวลรีที่หลอมรวมสีสันและรูปทรงของอัญมณีได้อย่างสมบูรณ์แบบภายใต้แนวคิด eclectic แล้ว สร้อยคอ ‘Secret Garden’ คือหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุด สร้อยคอเส้นนี้ถ่ายทอดบรรยากาศของสวนลับที่ซ่อนตัวอยู่ในกรุงโรมยามพระอาทิตย์ตก ผ่านพัดพารัชชาแซปไฟร์สีชมพูอมส้มขนาด 26.65 กะรัตจากศรีลังกา อัญมณีที่ Lucia Silvestri เปรียบว่าเป็นดั่ง ‘รักแรกพบ’ ด้วยสมดุลของเฉดสีที่หาได้ยาก ความงดงามของอัญมณีเม็ดกลางถูกขับเน้นด้วยมรกตคาโบชอง แซปไฟร์สีม่วง งานฝังออนิกซ์อย่างประณีต และการประดับเพชรหลากรูปทรงทั้งบาเกตต์และทรงกลม ซึ่งช่วยเติมมิติให้สร้อยคอเส้นนี้งดงามราวภาพวาดที่มีชีวิต



Jean-Christophe Babin ซีอีโอของ Bvlgari Group ได้กล่าวถึงคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูงครั้งนี้ของบุลการีว่า “คอลเลกชันนี้สะท้อนตัวตนของเราได้อย่างชัดเจน เพราะความ eclectic คือส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของบุลการี และกรุงโรมเองก็เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการหลอมรวมศิลปะหลากยุคเข้าด้วยกัน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กัน และก่อกำเนิดความงามใหม่อยู่เสมอ
คอลเลกชัน Eclettica เปรียบเสมือนการกลั่นจิตวิญญาณนั้นออกมาเป็นภาษาสร้างสรรค์ในแบบของเมซง พร้อมผลักดันขอบเขตของ High Jewellery และ High-End Watchmaking ให้ไปไกลกว่าที่เคย”



