“…ขนาดเรือนเวลาที่เล็กลง อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์เรือนเวลาในปีนี้ เราได้เห็นนาฬิกาสุภาพบุรุษในขนาด 36-39 มม. มากขึ้น ในขณะที่ตัวเรือนขนาดโอเวอร์ไซส์ก็ได้รับการลดทอนขนาดให้ลดลงและกระชับข้อมือมากยิ่งขึ้น โดยยังคงคุณสมบัติเด่นของแต่ละเรือนเวลาไว้อย่างครบถ้วน…”
Grand Seiko Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver

Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver นาฬิกาดำน้ำรุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Evolution 9 ที่สะท้อนทั้งความแม่นยำทางวิศวกรรมและความงามแบบญี่ปุ่นไว้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกลไก Spring Drive Calibre 9RB1 รุ่นล่าสุดที่ได้รับนิยาม U.F.A. หรือ Ultra Fine Accuracy พร้อมความแม่นยำระดับ ±20 วินาทีต่อปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนด้วย เมนสปริงที่แม่นยำที่สุดในโลก ตัวเรือนขนาด 40.8 มม. หนา 12.9 มม. นับเป็นนาฬิกาดำน้ำขนาดเล็กที่สุดของแกรนด์ ไซโก ช่วยให้สวมใส่สบายยิ่งขึ้น ผลิตจาก High-Intensity Titanium ที่มีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลราว 30% และมอบความแข็งแกร่งสำหรับการใช้งานระดับนักดำน้ำ พร้อมคุณสมบัติกันน้ำลึก 300 เมตร


หน้าปัด ‘Ushio’ ซึ่งแปลว่ากระแสน้ำ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากท้องทะเลที่โอบล้อมหมู่เกาะญี่ปุ่น ผ่านตัวเลือกในสองรูปแบบ คือเฉดสีน้ำเงินและสีเขียวไล่ระดับที่สะท้อนทั้งความลึกของมหาสมุทรและความสงบนิ่งของชายฝั่ง มาพร้อมพร้อมขอบตัวเรือนเซรามิก ขณะที่รายละเอียดในสไตล์ Evolution 9 ไม่ว่าจะเป็นหลักชั่วโมงแบบ multi-faceted ที่ตัดด้วยเทคนิค diamond-cut เข็มทรงเฉียบคม และ Lumibrite ถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน ช่วยเสริมการอ่านค่าเวลาที่ชัดเจนในทุกสภาพแสง รวมถึงการย้ายหน้าปัดบอกเวลาสำรองมาไว้ด้านหน้าเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย


เรือนเวลามาพร้อมสาย High-Intensity Titanium รุ่นใหม่ที่ติดตั้ง locking extension clasp พร้อมระบบ micro-adjustment เพื่อเพิ่มความสบายและความยืดหยุ่นในการสวมใส่ ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของแกรนด์ ไซโกที่ผสานฟังก์ชันความทนทาน และความงามไว้ในเรือนเวลาเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ
A. Lange & Söhne Saxonia Annual Calendar

Saxonia Annual Calendar นับเป็นหนึ่งโมเดลคลาสสิกที่ A. Lange & Söhne ที่ได้รับการยกระดับในตัวเรือนขนาดเล็กลง พร้อมกลไกใหม่ทั้งหมด นำเสนอในตัวเรือนขนาด 36 มม. หนาเพียง 9.8 มม. ยังคงความสง่างามในทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นการจัดวางเลย์เอาต์ให้สะอาดตา อ่านง่าย แต่ปรับรายละเอียดหน้าปัดให้หรูหรามากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ calibre L207.1 พร้อมโรเตอร์แพลทินัม บาลานซ์แบบสกรู และ barrel ใหม่ที่มอบพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง ซึ่งมีความซับซ้อนจนต้องปรับวันที่เพียงปีละครั้งเท่านั้นในช่วงเปลี่ยนจากเดือนกุมภาพันธ์สู่มีนาคม


เรือนเวลามีให้เลือกทั้งเวอร์ชันพิงก์โกลด์จับคู่หน้าปัดสีเทาอบอุ่น และไวท์โกลด์จับคู่กับหน้าปัด argente รายละเอียดต่างๆ บนหน้าปัดได้รับการตกแต่งอย่างละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็น Moon phase ขนาดเล็กที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวมากถึง 428 ดวง ปลายหลักชั่วโมงได้รับการออกแบบใหม่ให้มีลักษณะคล้ายพีระมิด และหน้าปัดย่อยทั้งสามวงยังถูกตกแต่งด้วยลวดลาย fligreed azurage สุดประณีตที่ทำให้เกิดเอฟเฟกต์แบบสามมิติ คริสตัลแซปไฟร์ด้านหลังเผยให้เห็นกลไกอันสง่างามที่สอดรับกับดิไซน์ด้านหน้าอย่างลงตัว
Bvlgari Octo Finissimo Automatic 37

ไม่มีใครสงสัยในคุณสมบัติความบางของนาฬิการุ่น Octo Finissimo อีกต่อไปแล้ว ในปีนี้ Bvlgari สานต่อความสำเร็จของเรือนเวลารุ่นนี้ด้วยการนำเสนอนาฬิกาในขนาดที่เล็กลง จากเดิมที่มีเฉพาะขนาด 40 มม. ซึ่งอาจดูใหญ่เกินไปสำหรับบางคน มาสู่เวอร์ชั่นใหม่ในขนาด 37 มม. ที่ใช้เวลาในการพัฒนานานกว่าสามปี ดิไซน์ใหม่ยังคงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและความบางเฉียบไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยตัวเรือนที่มีความหนาเพียง 6.45 มม.

นำเสนอรูปแบบใหม่ทั้งหมดในสามเวอร์ชัน ได้แก่ ไทเทเนียมผิวแมตต์ ไทเทเนียมขัดซาติน และเยลโลว์โกลด์ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกใหม่ calibre BVF 100แม้จะหนากว่ากลไกของรุ่น 40 มม. เล็กน้อย แต่กลับใช้พื้นที่โดยรวมน้อยกว่า พร้อม micro-rotor สูงเพียง 2.35 มม. แต่ยังสำรองพลังงานได้อย่างน่าประทับใจนานถึง 3 วัน
IWC Big Pilot’s Watch Perpetual Calendar ProSet Le Petit Prince

จากตัวเรือนสเตทเมนต์ขนาด 46 มม. IWC Schaffhausen ได้ปรับไซส์เรือนเวลารุ่นไอคอนิก Big Pilot ลงมาในขนาด 42 และ 43 มม. พร้อมเปิด ตัว Perpetual Calendar ProSet กลไก perpetual calendar เจเนอเรชันใหม่ที่ยกระดับความซับซ้อนของระบบปฏิทินให้ใช้งานง่ายและล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิม ผ่านสามเวอร์ชั่นใหม่ในตระกูลนี้ทั้งรุ่น Le Petit Prince ตัวเรือนเซรามิกสีขาวและสแตนเลสสตีลหน้าปัดสีน้ำเงิน รวมถึงรุ่นทอง 18K 5N หน้าปัดสีเขียวมะกอก โดยหัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้คือระบบปฏิทินที่สามารถปรับได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังผ่านเม็ดมะยมเพียงตำแหน่งเดียว โดยไม่ต้องใช้ปุ่ม corrector หรือขั้นตอนการตั้งค่าที่ซับซ้อนเหมือน perpetual calendar แบบดั้งเดิม



กลไกทั้งหมดได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโครงสร้างเฟืองหลายชั้นและ flexible fingers ที่สามารถยึดและหดได้ เพื่อคำนวณจำนวนวันในแต่ละเดือน รวมถึงปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำ พร้อมหน้า ปัด Moon Phase ที่มีค่าคลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งวันในทุก 1,040 ปี ขณะที่ระบบ Double Moon™” ยังสามารถแสดง ข้างขึ้นข้างแรมได้ทั้งซีกโลกเหนือและใต้ เพื่อรองรับความซับซ้อนของชิ้นส่วนต่างๆ

IWC ยังนำเทคนิค LIGA process มาใช้ในการผลิตระดับ micro-engineering ซึ่งช่วยสร้างชิ้นส่วนที่มีความละเอียดสูงและรวมหลายฟังก์ชันไว้ในองค์ประกอบเดียว ภายในเรือนเวลา ขับเคลื่อนด้วย กลไก calibre 82665 มาพร้อม nickel-phosphorus escapement, silicon hairspring และระบบ Pellaton winding system ที่ขึ้นลานได้ทั้งสองทิศทาง พร้อมชิ้นส่วน zirconium oxide ceramic ที่ทนทานต่อการสึกหรอ ทั้งหมดถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยลวดลาย circular graining และ Geneva stripes โดยเผยให้เห็นผ่านฝาหลังคริสตัลแซปไฟร์แบบโปร่งใส สะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ของ IWC ที่ผสานนวัตกรรมวิศวกรรม และความสะดวกในการใช้งานเข้ากับกลไกซับซ้อนระดับสูงได้อย่างร่วมสมัย
Vacheron Constantin Overseas Self-Winding Ultra-Thin

Vacheron Constantin เปิดตัว Overseas Self-Winding Ultra Thin รุ่นใหม่พร้อมกลไกอัตโนมัติ ultra-thin calibre 2550 ที่ใช้เวลากว่า 7 ปีในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความบางเฉียบ ประสิทธิภาพ และพลังงานสำรองอันยาวนาน กลไกใหม่นี้มีความหนาเพียง 2.4 มม. แต่มอบพลังงานสำรองได้ถึง 80 ชั่วโมง ผ่านความซับซ้อนทางกลไกใหม่ที่ผสาน micro-rotor, suspended double barrel และ compact single-level gear train เข้าไว้ด้วยกันอย่างล้ำสมัย โดย calibre 2550 ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกภายใน Overseas Self-Winding Ultra-Thin รุ่นใหม่



ตัวเรือนแพลทินัม 950 เป็นอัลลอยสูตรพิเศษที่ผสมทองแดงที่มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนมากกว่าแพลทินัมทั่วไปถึง 2.7 เท่า ในขนาด 39.5 มม. นับเป็น Overseas ที่บางที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ด้วยความหนาเพียง 7.35 มม. หน้าปัดแซลมอนแลคเกอร์แบบขัดเงาลายรัศมีจับคู่กับ minute track พื้นผิว velvet นับเป็นการจับคู่ระหว่างแพลทินัมและหน้าปัดสีแซลมอนที่สืบทอดมาจากเรือนเวลาประวัติศาสตร์ในยุค 1940s ผลิตจำกัดเพียง 255 เรือน พร้อมระบบ interchangeable straps แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ
H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands

หลังจากคอลเลกชัน Streamliner เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง H. Moser & Cie. ได้เปิดตัว Streamliner Two Hands สองรุ่นใหม่ในขนาด 34 มม. และ 28 มม. นาฬิกากลไกขนาดเล็กที่รักษาคุณภาพระดับเรือนเวลาชั้นสูงเอาไว้อย่างสมบูรณ์ สัดส่วนที่กะทัดรัดยิ่งขึ้นมาพร้อมกลไกอัตโนมัติ H. Moser & Cie. ตอกย้ำเอกลักษณ์งานดิไซน์ที่เรียบง่ายโดยเลือกใช้เพียงสองเข็ม ไม่มีเข็มวินาที ไม่มีองค์ประกอบที่ไม่จำเป็น หน้าปัดลดทอนจนเหลือเพียงพื้นผิวที่มีเอกลักษณ์ผ่านเทคนิค frosted texture ที่เกิดจากการแกะลายด้วยมือก่อนเคลือบ gradient lacquer ในเฉดสีเทาและเบอร์กันดี


โลโก้ของแบรนด์ถูกถอดออกเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของงานออกแบบเอาไว้ Streamliner รุ่นนี้ยังคงเส้นสายตัวเรือนและสายที่ลื่นไหลไปกับสรีระร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ และ integrated bracelet พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ 12 ATM ขับเคลื่อนด้วยกลไก อัตโนมัติ HMC 400 และ IMC 410 พร้อมโรเตอร์ทองคำแดง 18K Straumann® hairspring และพลังงานสำรองอย่างน้อย 60 ชั่วโมง ทั้งหมดสะท้อนมุมมองของ H. Moser & Cie. ที่ตีความความหรูหราผ่านความเรียบง่ายอย่างแท้จริง



