รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
บ้านเช่าหลังหนึ่งอาจดูเป็นเพียงพื้นที่ชั่วคราวของชีวิต แต่สำหรับใครบางคน บ้านหลังนั้นอาจเก็บทุกอย่างไว้มากกว่าข้าวของ เฟอร์นิเจอร์ หรือรอยฝุ่นตามมุมห้อง เพราะสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในบ้าน อาจเป็นเสียงหัวเราะที่เคยดังอยู่ในคืนธรรมดา เป็นบทสนทนาที่พูดไม่จบ เป็นความเงียบที่ไม่เคยได้รับการอธิบาย หรือเป็นรอยร้าวของความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าควรถูกซ่อมแซม หรือควรถูกปล่อยให้กลายเป็นอดีต
นี่คือหัวใจของ “ONCE AGAIN” อีกสักครั้ง…ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก ละครเวทีพูดที่พาผู้ชมกลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำของคน 3 คู่ ต่างช่วงเวลา แต่เชื่อมโยงกันผ่านบ้านเช่าหลังเดียวกัน บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นของความฝัน ความรัก ความหวัง และในเวลาเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่บางความสัมพันธ์ค่อย ๆ แตกสลายลงอย่างเงียบงัน
สำหรับ บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ การเดินเข้าสู่บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรับบทบาทใหม่ในฐานะนักแสดง แต่คือการก้าวขึ้นสู่เวทีละครพูดเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานของเขา หลังจากอยู่ในวงการบันเทิงมานานเกือบสองทศวรรษ “เรื่องแรกครับ” บอยตอบทันทีเมื่อ #legend ถามว่านี่คือละครเวทีเรื่องแรกของเขาหรือไม่ ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงของคนที่ไม่ได้เพิ่งค้นพบเสน่ห์ของเวที แต่เฝ้ามองมันมานานแล้ว “ความจริงแล้วผมเป็นคนชอบดูละครเวทีมากครับ ดูมาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการด้วยซ้ำ ที่บ้านก็ดูเหมือนเป็นเรื่องของครอบครัว แม่ชอบดู แล้วก็มากันทั้งบ้าน” บอยย้อนถึงความทรงจำของการเป็นผู้ชมละครเวที ตั้งแต่ผลงานที่เขาจำได้อย่าง เนื้อคู่ 11 ฉาก, ข้างหลังภาพ ไปจนถึง สี่แผ่นดิน ทุกครั้งที่เขานั่งอยู่ในโรงละคร เขาไม่ได้มองเวทีเพียงในฐานะผู้ชมทั่วไป แต่ยิ่งเมื่อเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เขากลับยิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย “พอเราเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เราจะรู้สึกว่า นักแสดงที่อยู่บนสเตจนี่มันเก่งจริง ๆ เรารู้สึกชื่นชม แล้วก็อยากเก่งแบบนั้นบ้าง”
ความอยากลองอยู่ตรงนั้นมานาน เพียงแต่บอยรู้ดีว่าละครเวทีส่วนใหญ่ต้องอาศัยทักษะการร้องเพลง ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่เขาพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เขาจึงเคยฝากความตั้งใจไว้กับ “พี่บอย” ว่า หากวันหนึ่งมีละครพูด และมีตัวละครที่ใกล้กับตัวเขา ขอให้เรียกเขาไปแคสต์บ้าง “ผมเคยบอกพี่บอยไว้นานมากแล้วครับว่า ถ้าเกิดมีละครพูด แล้วมีคาแรกเตอร์ใกล้ ๆ ผม เรียกผมแคสต์ได้นะ ผมอยากเล่น” เวลาผ่านไปนานพอสมควร จนในที่สุด “ONCE AGAIN” ก็กลายเป็นโปรเจกต์ที่พอดีกับความตั้งใจนั้น ทั้งในแง่รูปแบบของละคร บทที่เขารู้สึกว่าน่าสนใจ และนักแสดงคู่ของเขาในเรื่องอย่าง นุ่น ศิรพันธ์ ที่เขาให้ความนับถือในฝีมือการแสดง
“บทที่ติดต่อมา มันน่าสนใจมาก แล้วคู่ที่เล่นก็คือพี่นุ่น ศิรพันธ์ ซึ่งเก่งมากด้วย เรารู้สึกว่ามันเป็นโปรเจกต์ที่ยังไงเราก็ต้องรับแน่นอน”

ใน “ONCE AGAIN” บอยรับบทเป็น ธนา สถาปนิกหนุ่มผู้เคยอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหลังนี้กับ นภา ภรรยาของเขา ทั้งคู่คือคู่ที่อยู่ในช่วงเวลาที่โตที่สุดในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งสามคู่ของเรื่อง พวกเขาเคยเริ่มต้นชีวิตคู่ในบ้านหลังนี้พร้อมความฝันเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ นั่นคือการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีชีวิตแต่งงานที่สดใส และมีอนาคตร่วมกันที่ทั้งคู่เคยเชื่อว่าจะไปถึง แต่ความสัมพันธ์จำนวนมากไม่ได้พังลงเพราะเหตุการณ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว บ่อยครั้งมันค่อย ๆ สึกกร่อนจากความไม่เข้าใจ ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน และบาดแผลที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะเยียวยาอย่างไร สำหรับบอย ธนาเป็นตัวละครที่มีความฝันชัดเจนมาก ความฝันของเขาอาจไม่ซับซ้อน แต่กลับมีน้ำหนักทางอารมณ์สูง เพราะมันคือความหวังของคนที่อยากมีบ้าน มีภรรยา และมีชีวิตครอบครัวที่เขาเชื่อว่าจะเป็นความสุขของตัวเอง “ธนาเป็นสถาปนิกหนุ่มที่มองการมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์เป็นความฝันของตัวเอง เขาอยากมีภรรยา อยากมีลูกกับนภา ความฝันเขาก็มีอยู่แค่นั้น” ในสายตาของบอย นภาไม่ใช่ตัวละครที่อ่อนหวานตามสูตรสำเร็จ แต่เป็นผู้หญิงที่มีความแข็ง มีความตึง มีความเป็นคนเจ้าหน้าที่เจ้าการในแบบของตัวเอง ทว่าในมุมของธนา เพียงแค่รอยยิ้มของนภาก็เพียงพอจะทำให้เขารู้สึกว่าครอบครัวที่ฝันไว้มีความหมาย “นภาเป็นคนที่ดูแข็ง ๆ ตึง ๆ แต่เวลาเขายิ้ม มันทำให้ธนามีความสุขมาก”
นอกจากคู่ของนภาและธนา “ONCE AGAIN” ยังวางความสัมพันธ์อีกสองแบบไว้ในบ้านหลังเดียวกัน มีนา และ ต้า คือเพื่อนสนิทที่ใช้ชีวิตร่วมกันจนเส้นบาง ๆ ระหว่างคำว่าเพื่อนกับความรักเริ่มสั่นไหว ส่วน พายุ และ อารัณย์ คือความสัมพันธ์ที่เกิดจากแรงดึงดูดของคนสองคน ในจุดที่สมองบอกให้หยุด แต่หัวใจยังเรียกร้องให้อยู่ต่อ ทั้งสามคู่ไม่รู้จักกัน และอยู่คนละช่วงเวลา แต่ละครเลือกทำให้พวกเขาปรากฏบนเวทีเดียวกัน ราวกับความทรงจำของบ้านหลังนี้กำลังพูดคุยกันข้ามกาลเวลา “นี่แหละคืออีกหนึ่งความน่าสนใจของละครเวทีเรื่องนี้ คือคน 3 คู่ที่อยู่คนละช่วงเวลาและไม่รู้จักกันเลย แต่มันดันมาอยู่บนสเตจในเวลาเดียวกัน แล้วมีคำพูดที่คล้าย ๆ จะตอบโต้กัน”
ความซับซ้อนของละครเวทีจึงไม่ได้อยู่แค่บทพูดหรือความยาวของการแสดง แต่คือการทำให้ความทรงจำของคนต่างช่วงเวลาดำรงอยู่พร้อมกันอย่างมีจังหวะ มีน้ำหนัก และมีชีวิตจริงบนเวที บอยยอมรับว่าก่อนจะเริ่มซ้อม เขาเคยสงสัยเหมือนผู้ชมหลายคนว่าการแสดงละครเวทีต่างจากงานแสดงหน้ากล้องอย่างไร โดยเฉพาะคำว่า “เล่นใหญ่” ที่มักถูกใช้เมื่อพูดถึงละครเวที แต่เมื่อได้เข้ามาเรียนรู้จริง เขาพบว่าการ “เล่นใหญ่” ไม่ได้หมายถึงการเล่นเกินจริง หากหมายถึงการทำให้อารมณ์และร่างกายสื่อสารไปถึงผู้ชมทุกที่นั่งในโรงละคร “ต้องตั้งต้นที่อินเนอร์เท่ากัน อินเนอร์เท่ากับการทำงานชิ้นอื่น ๆ แต่การเล่นใหญ่หมายถึงว่าคนดูมีทั้งคนที่นั่งใกล้และนั่งไกล เพราะฉะนั้นท่าทาง การเคลื่อนไหว หรือการพูดจา อาจจะต้องชัด ต้องคม ต้องอธิบายให้คนที่อยู่ไกล ๆ เข้าใจได้ว่า ตอนนั้นเรารู้สึกอะไร”
สำหรับบอย นี่คือศาสตร์อีกแบบหนึ่งที่ทำให้เขาต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่การจำบทให้ได้ แต่คือการรักษาความสดใหม่ของการแสดงซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีมีพลังเหมือนครั้งแรก “ตอนแรกที่ผมกลัวเลยก็คือ จะเล่นยังไง สมมุติเรื่องนี้มี 15 รอบ ก็ต้องเล่นด้วยความรู้สึกสดใหม่ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่แค่ 15 รอบ เพราะตอนซ้อมเรารันทรูเต็มรอบมาเกิน 15 รอบแล้ว ไหนจะเจาะทีละฉากอีก ทำยังไงให้มันสดใหม่ตลอดจริง ๆ โอ้โห ยากมาก” ความยากของละครเวทีสำหรับบอยไม่ได้จบลงเมื่อเขาเดินออกจากฉาก เพราะหลังเวทีก็ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผู้ชมมองไม่เห็น ตั้งแต่การเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว การเช็กพร็อพให้ครบ การออกให้ตรงจังหวะ ไปจนถึงการรักษาอารมณ์ของตัวละครไว้ แม้ร่างกายกำลังทำสิ่งอื่นอยู่ในความมืดหลังฉาก “คนข้างหน้าอาจจะเห็นว่าเราเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วออกมา แต่จริง ๆ มันมีดีเทลเยอะกว่านั้น เข้าไปข้างหลังก็ต้องเปลี่ยนชุดเร็ว ๆ เช็กของครบไหม ต้องออกมาให้ตรงไทม์มิ่ง แล้วระหว่างนั้นก็ต้องโทรอารมณ์ไว้ด้วย สมาธิมันต้องแบ่งไปทำหลายอย่าง”
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ละครเวทีมีเสน่ห์เฉพาะตัว สำหรับนักแสดง ทุกคืนไม่เคยเหมือนเดิมอย่างแท้จริง แม้จะเป็นบทเดิม ฉากเดิม และคู่แสดงคนเดิม แต่พลังของผู้ชม จังหวะของเพื่อนร่วมเวที และการค้นพบเล็ก ๆ ระหว่างการเล่น สามารถทำให้ตัวละครค่อย ๆ เปิดเผยอะไรใหม่เสมอ “พอเล่นจริง มันมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ให้เข้ากับสถานการณ์ เข้ากับเวที แล้วมันเปิดโอกาสให้ตัวละคร ก็คือตัวเรา ได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ” หนึ่งในแรงพยุงสำคัญของบอยในงานครั้งนี้คือการทำงานกับนุ่น ศิรพันธ์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีและเก่งมาก ในละครที่ตัวละครของทั้งคู่ต้องแบกรับบาดแผลของชีวิตคู่ ความไว้วางใจระหว่างนักแสดงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง “การทำงานกับพี่นุ่นไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพราะพี่นุ่นเป็นคนที่เข้าใจเรื่องการแสดงมาก ๆ เป็นคนที่เก่งมาก ๆ มีอะไรเราก็ปรึกษากันได้ พี่นุ่นเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีมาก”

ในขณะเดียวกัน บอยยังพูดถึงนักแสดงทั้ง 6 คนด้วยความรู้สึกของการเป็นทีม เพราะแม้ในเรื่องทั้งสามคู่จะอยู่คนละช่วงเวลาและแทบไม่รู้จักกัน แต่ในกระบวนการซ้อม ทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน เคลื่อนไหวร่วมกัน และรับส่งพลังของกันและกันตลอดเวลา “ผมรู้สึกว่านักแสดงเรื่องนี้เป็นทีมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทุกคนตั้งใจทำงาน มีอะไรก็แชร์กัน คุยกัน ถึงเวลานั่งเล่นก็คุยเล่นกัน แต่พอทำงานทุกคนก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลุยไปด้วยกัน”
หลังจากทำงานในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน บอยอยู่ในช่วงชีวิตที่เริ่มเลือกงานด้วยความตั้งใจมากขึ้น การเป็นนักแสดงอิสระทำให้เขามีพื้นที่ในการตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากทำจริง ๆ และอะไรคือบทบาทที่จะทำให้ผู้ชมได้เห็นศักยภาพอีกด้านของเขา “พอมาเป็นฟรีแลนซ์ มันทำให้เราสามารถเลือกรับงานได้มากขึ้น อันไหนที่เราชอบ อันไหนที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจจริง ๆ เราก็ทำ” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เขาใช้เวลา พลัง และร่างกายกับการทำงานในวงการไปมาก วันหยุดแทบเป็นสิ่งที่นับได้ด้วยมือ วันนี้ความสำเร็จสำหรับบอยจึงไม่ได้หมายถึงการรับงานมากที่สุด แต่คือการทำงานที่ยังทำให้เขาเติบโต ในขณะเดียวกันก็เหลือพื้นที่ให้กับตัวเอง ครอบครัว และคนรัก “ผมรู้สึกว่าเราทำงานเยอะมาก ใช้พลังกับการทำงานเยอะมาก พอถึงตอนนี้ก็อยากทำสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ แล้วก็เหลือเวลาให้ตัวเองมากขึ้น มีเวลาให้ครอบครัว มีเวลาให้คนรัก”
นอกจากงานแสดง บอยยังมีบทบาทในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและบริการที่เขาทำมาระยะหนึ่ง ทั้งร้านที่คนคุ้นเคย รวมถึงโปรเจกต์ล่าสุดอย่างร้านอาหารไทยประยุกต์ Thaicoon ย่านสีลม ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นร้านที่หยิบเมนูไทยที่คนคุ้นเคยมาตีความใหม่ด้วยรายละเอียดและรสชาติที่ต่างออกไป “เมนูมันเป็นชื่อที่ทุกคนเคยได้ยิน เช่น แกงเขียวหวาน แต่ของเราจะเป็นแกงเขียวหวานเนื้อตุ๋น เป็นแกงเขียวหวานแห้ง หรือขนมครกก็เป็นขนมครกหลนปู คือมีความประยุกต์ แต่ยังเป็นเมนูที่คนไทยคุ้นเคย”
อย่างไรก็ตาม บอยไม่ได้นิยามตัวเองในฐานะนักลงทุนเต็มตัว เขามองธุรกิจจากความชอบในงานบริการ ความสนุกในการดูแลคน และการเรียนรู้เพื่ออนาคตมากกว่า “ผมไม่ได้เคยมองว่าตัวเองเป็นนักลงทุนขนาดนั้น ส่วนใหญ่ร้านที่ทำก็เป็นร้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ แล้วเราชอบเองด้วย ผมเป็นคนชอบงานบริการ ชอบดูแลลูกค้า” เขาพูดถึงธุรกิจด้วยความจริงใจ ไม่โรแมนติไซซ์ความสำเร็จ และไม่ปิดบังว่าการทำร้านมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง “ทุกอย่างมีความเสี่ยง ต้องตัดสินใจให้ดี คิดให้ดี ต้องศึกษาหลายอย่าง โลเคชั่นเป็นยังไง กลุ่มเป้าหมายเป็นยังไง ราคาเป็นยังไง ที่ผ่านมาผมทำแล้วปิดไปก็มี เพราะฉะนั้นต้องศึกษาให้ดี”
ท่าทีนี้ทำให้เห็นอีกด้านของบอยที่อาจไม่ต่างจากธนาใน “ONCE AGAIN” มากนัก ทั้งคู่ต่างเป็นผู้ชายที่มองชีวิตผ่านความรับผิดชอบ ความฝัน และความพยายามในการสร้างบางสิ่งให้มั่นคง แม้ในโลกจริง ความมั่นคงจะไม่เคยเป็นสิ่งที่ใครควบคุมได้ทั้งหมด

ท้ายที่สุด เมื่อ #legend ถามบอยถึง “once again” ในความหมายส่วนตัว ช่วงเวลาที่เขาอาจอยากกลับไปอีกสักครั้ง คำตอบของเขาไม่ได้พาเราไปสู่ความสำเร็จบนหน้าจอหรือแสงไฟของวงการบันเทิง แต่กลับพาไปสู่ความทรงจำที่เรียบง่ายและอ่อนโยนที่สุด นั่นคือช่วงเวลาที่ได้อยู่กับแม่ “ถ้าพูดจริง ๆ ก็ไม่ได้อยากกลับไป แต่ถ้าพูดถึงช่วงชีวิตที่ดี ก็คงเป็นช่วงที่มีแม่ เรามีคนให้คอยปรึกษา มีคนให้คอยคุยเรื่องต่าง ๆ มีคนคอยจับมือเดิน เพราะแม่เป็นทุกอย่างของเรา” เขาหยุดอยู่ตรงความทรงจำนั้นด้วยน้ำเสียงของคนที่รู้ดีว่าบางความสุขไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก เพราะมันชัดเจนอยู่ในใจอยู่แล้ว “ทุกโมเมนต์ ทุกช่วงที่ได้อยู่กับเขา คือช่วงที่มีความสุข เป็นความสุขแบบที่ไม่ต้องพูดว่ามีความสุข แต่มันอยู่ในใจ”
อีกช่วงหนึ่งที่เขานึกถึงคือชีวิตมัธยมปลาย วันที่ความรับผิดชอบยังไม่หนักเท่าปัจจุบัน วันที่ได้ไปโรงเรียน ใช้เวลากับเพื่อน เล่นสนุก เครียดกับการสอบบ้าง แต่ยังเป็นช่วงชีวิตที่เบาและเป็นอิสระกว่าวันนี้ “น่าจะเป็นช่วง ม.ปลาย เป็นช่วงที่สนุก อยู่กับเพื่อน ไปโรงเรียน เลิกเรียนก็ไปเดินเล่น ชีวิตยังไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องรับผิดชอบมาก”
คำตอบของบอยทำให้ “ONCE AGAIN” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของละครเวที แต่กลายเป็นคำถามที่ทุกคนอาจเคยถามตัวเองในบางช่วงชีวิต หากมีโอกาสกลับไปอีกครั้ง เราจะเลือกซ่อมความสัมพันธ์ที่พังลงหรือไม่ เราจะเลือกพูดบางคำที่เคยกลืนไว้หรือเปล่า เราจะเลือกเจ็บเหมือนเดิมเพื่อรักษาความทรงจำเดิม หรือจะเริ่มใหม่ในแบบที่โตขึ้นกว่าเดิม สำหรับบอย ปกรณ์ การขึ้นเวทีครั้งนี้อาจเป็น “อีกสักครั้ง” ในอีกความหมายหนึ่งเช่นกัน ไม่ใช่การย้อนกลับไปแก้ไขอดีต แต่คือการให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ศาสตร์การแสดงแบบใหม่ ได้เผชิญหน้ากับความกลัวใหม่ ได้กลับไปเป็นนักแสดงที่ยังตื่นเต้น ยังสงสัย และยังอยากเก่งขึ้นเหมือนวันที่เคยนั่งอยู่ในโรงละครในฐานะผู้ชม
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เวทีมีพลังเสมอ เพราะมันไม่ได้ให้โอกาสแค่ตัวละครได้กลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำ แต่ยังให้โอกาสนักแสดงและผู้ชมได้ถามตัวเองอย่างเงียบ ๆ ว่า หากชีวิตยื่นโอกาส “อีกสักครั้ง” มาให้ตรงหน้า เราจะเลือกซ่อมสิ่งที่แตกสลาย หรือจะยอมรับรอยร้าวนั้นในฐานะส่วนหนึ่งของการเติบโต
- “ONCE AGAIN” อีกสักครั้ง…ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก นำแสดงโดย บอย ปกรณ์, นุ่น ศิรพันธ์, ยูโร ยศวรรธน์, ต้นข้าว ชยุตม์, เอม ภูมิภัทร และเพิร์ธ วีริณฐ์ศรา ละครเวทีพูดที่จะพาผู้ชมกลับเข้าไปในบ้านเช่าหลังหนึ่ง เพื่อมองความรัก ความเจ็บปวด และความทรงจำด้วยสายตาที่อาจเปลี่ยนไปจากเดิม 15 มิถุนายน 2569 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์



