The Legacy of Justice, Compassion and Global Vision
ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศไทย มีบุคคลไม่มากนักที่สามารถเชื่อมโยงโลกซึ่งดูเหมือนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
โลกของตัวบทกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักการ
โลกของผู้เปราะบางซึ่งต้องการความเข้าใจและโอกาส
โลกของการทูตระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความร่วมมือ
และโลกของความมั่นคงที่ต้องอาศัยวินัย ความกล้าหาญ และความเสียสละ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นบุคคลผู้ทำให้โลกเหล่านี้มาบรรจบกันผ่านพระราชกรณียกิจตลอดพระชนมชีพ
พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงได้รับการปลูกฝังทั้งด้านการศึกษา ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พระราชจริยวัตรที่เรียบง่าย ความมุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้ และพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติพระกรณียกิจ กลายเป็นคุณลักษณะที่ผู้คนจดจำพระองค์มาโดยตลอด แม้พระองค์จะทรงดำรงพระสถานะในฐานะพระราชธิดาแห่งพระมหากษัตริย์ไทย แต่เส้นทางแห่งพระราชกรณียกิจของพระองค์กลับสะท้อนภาพของสตรีร่วมสมัยผู้เลือกใช้ “ความรู้” เป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะศาสตร์แห่งกฎหมาย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแกนกลางของพระราชปณิธานในการทรงงาน
THE SCHOLAR
เส้นทางแห่งกฎหมายของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ เริ่มต้นจากการศึกษาในประเทศไทย พระองค์ทรงศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ก่อนจะทรงศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนจิตรลดา เส้นทางการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความใฝ่รู้ของพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะทรงเลือกศึกษาต่อในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างของสังคม นั่นคือ “นิติศาสตร์”
พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความคิดด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ของประเทศไทย หลังจากนั้น พระองค์ทรงขยายขอบเขตองค์ความรู้สู่เวทีนานาชาติ ด้วยการศึกษาต่อด้านกฎหมายในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาแห่งประเทศไทยควบคู่กันไป
เส้นทางทางวิชาการที่ครอบคลุมทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้พระองค์ทรงมีมุมมองที่เชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก แต่สิ่งที่ทำให้การศึกษาของพระองค์มีความหมายมากกว่าความสำเร็จทางวิชาการ คือการนำองค์ความรู้นั้นออกจากตำรา และนำไปสู่การทำงานกับชีวิตจริงของผู้คน
เพราะสำหรับพระองค์ กฎหมายมิใช่เพียงระบบของบทบัญญัติ หากเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างความเป็นธรรม และรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้
THE LAWYER
ภายหลังทรงสำเร็จการศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ ทรงเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย และทรงปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประสบการณ์ในโลกของการบังคับใช้กฎหมายทำให้พระองค์ทรงเห็นอีกด้านหนึ่งของความยุติธรรม นั่นคือชีวิตของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังแฟ้มคดี ผู้ต้องหา ผู้ต้องขัง เด็กและเยาวชน หรือผู้ที่ก้าวพลาดในชีวิต ต่างมีเรื่องราวและเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวที่ซับซ้อนเกินกว่าจะถูกมองผ่านตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว
พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง “ความเป็นธรรมในทุกมิติ” และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่สมบูรณ์ไม่ควรจบลงเพียงการกำหนดโทษ แต่ต้องรวมถึงการฟื้นฟู การเยียวยา และการเปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถกลับมาดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหัวใจของพระราชกรณียกิจด้านกฎหมายของพระองค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของงานปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับโลก
THE REFORMER
ในระบบกระบวนการยุติธรรมของโลกสมัยใหม่ หนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียง “ผู้กระทำผิดควรได้รับโทษอย่างไร” แต่คือ “สังคมจะทำอย่างไรเพื่อให้มนุษย์คนหนึ่งมีโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง”
คำถามนี้เป็นหัวใจสำคัญของพระราชปณิธานในการทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ
จากประสบการณ์ในฐานะนักกฎหมายและการทรงงานใกล้ชิดกับระบบอาญา พระองค์ทรงตระหนักว่า ผู้ต้องขังจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงและเยาวชน มิได้เป็นเพียง “ผู้กระทำผิด” ตามนิยามของกฎหมาย หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีประวัติชีวิต ความเปราะบาง และเงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่างกัน ผู้ต้องขังหญิงจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาระในฐานะแม่ ผู้ดูแลครอบครัว หรือผู้ที่เคยผ่านความรุนแรง ความยากจน และข้อจำกัดทางโอกาสมาก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ด้วยพระราชปณิธานที่เชื่อว่า “การลงโทษโดยปราศจากการฟื้นฟู ไม่อาจนำไปสู่ความยุติธรรมที่สมบูรณ์” พระองค์จึงทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจในพระดำริ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง รวมถึงส่งเสริมการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม โครงการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการช่วยเหลือด้านสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ แต่ครอบคลุมถึงการส่งเสริมการศึกษา การฝึกทักษะอาชีพ การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ การสร้างกำลังใจ และการสร้างโอกาสใหม่ในชีวิต
แนวคิดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อผู้ต้องขัง จากผู้ที่เคยถูกนิยามผ่านความผิดพลาดในอดีต ไปสู่การมองเห็นศักยภาพของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงและเติบโต ในมิติหนึ่ง พระราชกรณียกิจของพระองค์จึงไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบเรือนจำ หากเป็นการตั้งคำถามใหม่ต่อความหมายของคำว่า “ความยุติธรรม”
ความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมาย แต่คือการสร้างสังคมที่เข้าใจเหตุแห่งปัญหา ลดโอกาสของการกลับไปกระทำผิดซ้ำ และเปิดพื้นที่ให้มนุษย์สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าได้อีกครั้ง
THE HUMANITARIAN
แม้พระราชกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมจะเป็นหนึ่งในบทบาทที่โดดเด่นที่สุดของพระองค์ แต่แนวคิดเรื่องการมองเห็นคุณค่าของมนุษย์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระบบกฎหมาย พระเมตตาและความห่วงใยต่อประชาชนได้ขยายไปสู่การทำงานด้านสาธารณกุศลและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ประสบความเดือดร้อนทั่วประเทศ
ในฐานะ ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างเป็นระบบ จากอุทกภัยครั้งใหญ่ ภัยแล้ง ไปจนถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มิได้มุ่งเพียงการนำสิ่งของจำเป็นไปมอบให้ในช่วงเวลาวิกฤต แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูชีวิตของประชาชนในระยะยาว
แนวทางการทำงานของมูลนิธิสะท้อนแนวคิดเดียวกับพระราชกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรม คือ “การช่วยเหลือที่แท้จริงต้องทำให้มนุษย์กลับมายืนหยัดด้วยตนเองได้อีกครั้ง” ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหญิงที่ต้องการโอกาสใหม่ หรือประชาชนที่สูญเสียบ้านเรือนจากภัยธรรมชาติ พระองค์ทรงมองเห็นบุคคลเหล่านั้นในฐานะมนุษย์ที่ยังคงมีศักดิ์ศรี มีความหวัง และมีศักยภาพที่จะสร้างชีวิตขึ้นใหม่ นี่คือความเชื่อมโยงที่ทำให้พระราชกรณียกิจในหลายด้านของพระองค์มีแกนกลางเดียวกัน นั่นคือ “ความเมตตาที่มาพร้อมกับการสร้างโอกาส”
ในโลกที่มักแบ่งผู้คนออกเป็นผู้เข้มแข็งและผู้อ่อนแอ ผู้ประสบความสำเร็จและผู้ล้มเหลว พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าหน้าที่ของสังคมที่ดี ไม่ใช่การตัดสินว่าผู้ใดสมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสกลับมายืนขึ้นได้อีกครั้ง
FROM COMPASSION TO A GLOBAL MOVEMENT
พระราชกรณียกิจในเรือนจำไทยและการทำงานกับผู้ต้องขังหญิง มิได้หยุดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ แนวคิดที่มองเห็นความต้องการเฉพาะของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนในระดับนานาชาติ ซึ่งต่อมาพัฒนาไปสู่ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ Bangkok Rules มาตรฐานสากลขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง จากเรือนจำแห่งหนึ่งในประเทศไทย แนวคิดเรื่องศักดิ์ศรี ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ ได้เดินทางไปสู่เวทีโลก
และนั่นคือจุดที่พระองค์มิได้ทรงเป็นเพียงนักกฎหมายหรือนักพัฒนาสังคมของประเทศไทยอีกต่อไป หากแต่ทรงกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนบทสนทนาของประชาคมโลกเกี่ยวกับความยุติธรรมสำหรับผู้หญิง
THE DIPLOMAT
ในโลกของการต่างประเทศ อิทธิพลของประเทศหนึ่งมิได้วัดจากเพียงขนาดของเศรษฐกิจ ความแข็งแกร่งทางทหาร หรืออำนาจทางการเมืองเท่านั้น หากยังวัดจากความสามารถในการนำเสนอแนวคิดและคุณค่าที่มีความหมายต่อมนุษยชาติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ ทรงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านการนำองค์ความรู้ทางกฎหมาย ประสบการณ์จากกระบวนการยุติธรรม และความเข้าใจต่อผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง ไปสู่การขับเคลื่อนในระดับนานาชาติ
หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-custodial Measures for Women Offenders) หรือ Bangkok Rules ซึ่งได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ก่อนการเกิดขึ้นของ Bangkok Rules กระบวนการยุติธรรมในหลายประเทศทั่วโลกมักใช้แนวทางเดียวกันต่อผู้ต้องขังทุกเพศ โดยไม่ได้คำนึงอย่างเพียงพอว่าผู้หญิงมีเงื่อนไขทางชีวภาพ สังคม และครอบครัวที่แตกต่างออกไป
พระองค์ทรงช่วยผลักดันให้ประชาคมโลกมองเห็นประเด็นเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังหญิง การตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตร ความรุนแรงที่ผู้หญิงจำนวนมากเคยเผชิญก่อนเข้าสู่ระบบยุติธรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อกลับคืนสู่สังคม การรับรอง Bangkok Rules จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยสามารถนำเสนอ “ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์” ให้กลายเป็นหลักการร่วมของประชาคมโลก
พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในบทบาทดังกล่าว พระองค์ทรงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับประชาคมระหว่างประเทศ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การต่อต้านอาชญากรรม และสิทธิมนุษยชน ต่อมา พระองค์ยังทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ทูตสันถวไมตรีของ UNODC ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับในพระวิสัยทัศน์และพระราชกรณียกิจด้านความยุติธรรมในระดับสากล
GLOBAL RECOGNITION
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ ด้านสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองผู้เปราะบาง และการส่งเสริมสถานะของสตรี ได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง หนึ่งในรางวัลสำคัญคือ UNIFEM Award of Excellence ซึ่งมอบเพื่อยกย่องพระราชกรณียกิจที่ทรงส่งเสริมสิทธิ ศักดิ์ศรี และโอกาสของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงในระบบกระบวนการยุติธรรม พระองค์ยังได้รับ Model of Recognition Award จากบทบาทในการเป็นต้นแบบของการทำงานเพื่อสังคม การส่งเสริมมนุษยธรรม และการใช้ความรู้ด้านกฎหมายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม การยอมรับที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัลหรือเกียรติยศ หากคือการที่แนวคิดซึ่งเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ในเรือนจำของประเทศไทย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานที่ถูกนำไปใช้และศึกษาในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก Bangkok Rules จึงเป็นเสมือนเครื่องยืนยันว่า ความคิดหนึ่งที่ถือกำเนิดจากความเข้าใจในผู้คน สามารถก้าวข้ามพรมแดน ภาษา และวัฒนธรรม จนกลายเป็นคุณค่าร่วมของมนุษยชาติ
THE SOLDIER
นอกเหนือจากโลกของกฎหมายและการทูต สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง พระองค์ทรงเข้ารับการฝึกทางทหารและทรงปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพ ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ และความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศชาติในอีกมิติหนึ่ง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนย้ายเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และทรงได้รับพระราชทานยศตามลำดับ จนได้รับพระราชทานยศ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอกหญิง ซึ่งเป็นยศสูงสุดของกองทัพไทย แม้บทบาทด้านการทหารจะดูแตกต่างจากพระราชกรณียกิจด้านมนุษยธรรม แต่แท้จริงแล้ว ทั้งสองด้านมีรากฐานเดียวกัน คือความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ วินัยในการปฏิบัติหน้าที่ และความพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ในอีกมิติหนึ่ง พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของสตรีไทยที่สามารถก้าวเข้าสู่พื้นที่ซึ่งในอดีตมักถูกจำกัดอยู่ในบทบาทของบุรุษ แสดงให้เห็นว่าความเข้มแข็งและความอ่อนโยนสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
THE WOMAN WHO REDEFINED JUSTICE
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ จะเห็นได้ว่าพระองค์มิได้ทรงจำกัดพระราชกรณียกิจไว้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง
จากนักศึกษากฎหมายผู้มุ่งมั่น
สู่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานอัยการ
จากผู้ริเริ่มโครงการกำลังใจ
สู่ผู้ผลักดัน Bangkok Rules ในเวทีสหประชาชาติ
จากผู้ช่วยเหลือประชาชนผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก
สู่ผู้แทนประเทศไทยในเวทีการทูต และผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงของชาติ
ทุกบทบาทต่างมีแกนกลางเดียวกัน คือ “การมองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์”
พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่ดีไม่ใช่เพียงกฎหมายที่เข้มแข็ง แต่คือกฎหมายที่มีความเข้าใจ
ความยุติธรรมที่สมบูรณ์ไม่ใช่เพียงการกำหนดโทษ แต่คือการเปิดโอกาสให้ชีวิตได้เริ่มต้นใหม่
และภาวะผู้นำที่แท้จริงไม่ได้วัดจากอำนาจเพียงอย่างเดียว หากวัดจากความสามารถในการใช้ความรู้ ความเมตตา และความกล้าหาญ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ผู้อื่น






AN ENDURING LEGACY
วันนี้ ประเทศไทยมิได้เพียงรำลึกถึงพระราชธิดาพระองค์หนึ่งแห่งพระมหากษัตริย์ไทย หากยังรำลึกถึงนักกฎหมายผู้ทำให้กฎหมายมีหัวใจ นักปฏิรูปผู้ทำให้ผู้ถูกลืมได้รับการมองเห็น นักการทูตผู้ทำให้เสียงจากประเทศไทยได้รับการรับฟังบนเวทีโลก และสตรีผู้ขยายความหมายของคำว่า “ความเป็นผู้นำ” ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตของผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับโอกาสใหม่ ในชุมชนที่ได้รับการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ในหลักการของ Bangkok Rules ที่ยังคงถูกนำไปใช้ทั่วโลก และในแนวคิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ จากห้องพิจารณาคดีสู่เรือนจำ จากชุมชนผู้ประสบภัยสู่เวทีสหประชาชาติ จากการเป็นนักกฎหมายผู้ศึกษาตัวบทสู่ผู้ผลักดันให้ความยุติธรรมมีความหมายที่กว้างไกลขึ้น พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิใช่เพียงอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย หากคือความสามารถในการใช้กฎหมายด้วยความเข้าใจ ความเมตตา และการมองเห็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
พระเกียรติคุณของพระองค์จึงมิได้ดำรงอยู่เพียงในพระอิสริยยศ พระอิสริยฐานันดร หรือรางวัลเกียรติยศที่ทรงได้รับจากนานาประเทศ หากดำรงอยู่ในชีวิตของผู้ที่ได้รับโอกาสครั้งใหม่ ในหลักการของ Bangkok Rules ที่ยังคงเป็นแนวทางของประชาคมโลก และในแนวคิดเรื่องความยุติธรรมที่เชื่อว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนควรได้รับการมองเห็นด้วยความเข้าใจ”
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการ #legend ขอน้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และขอน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สตรีผู้ทรงใช้ความรู้แห่งกฎหมายเพื่อรับใช้มนุษยชาติ ผู้ทรงทำให้ความยุติธรรมมีหัวใจ และทรงฝากมรดกแห่งความเมตตา ความเสมอภาค และวิสัยทัศน์อันกว้างไกลไว้แก่ประเทศไทยและประชาคมโลกตราบนานเท่านาน



