April 30, 2026

รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล

ในโลกแฟชั่นที่ความเร็วกลายเป็นภาษาหลักของยุคสมัย Hermès ยังคงเลือกจะพูดด้วยจังหวะที่ต่างออกไป จังหวะที่ไม่รีบร้อน ไม่ตะโกน และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านกระแสชั่วข้ามคืน หากแต่ยืนยันตัวตนผ่านสิ่งที่ลึกกว่า นั่นคือเวลา งานฝีมือ ความสม่ำเสมอ และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างแบรนด์กับผู้คนที่เข้าใจคุณค่าของมัน

ไตรมาสแรกของปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งช่วงเวลาทางธุรกิจของ Hermès แต่เป็นบททดสอบสำคัญของบ้านแฟชั่นฝรั่งเศสในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของค่าเงิน การเปลี่ยนแปลงของกระแสนักท่องเที่ยว และบรรยากาศเศรษฐกิจที่ทำให้ตลาดลักชัวรีทั่วโลกต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทว่าในสภาวะเช่นนี้ Hermès กลับยังคงเผยให้เห็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “พลังเงียบ” ของแบรนด์

ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 Hermès มีรายได้รวม 4.07 พันล้านยูโร หรือประมาณ 4.1 พันล้านยูโร เติบโต 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ แม้เมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน รายได้จะลดลงเล็กน้อย 1.4% จากผลกระทบเชิงลบของค่าเงินที่สูงถึง 290 ล้านยูโร แต่สาระสำคัญของตัวเลขชุดนี้ไม่ได้อยู่ที่การลดลงเชิงผิวหน้า หากอยู่ที่ความสามารถของ Hermès ในการรักษาแรงขับเคลื่อนของแบรนด์ไว้ได้อย่างมั่นคงในช่วงเวลาที่ตลาดโลกไม่ได้ง่ายสำหรับใคร

Axel Dumas, Executive Chairman ของ Hermès กล่าวไว้ว่า ในสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด Hermès ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ระยะยาว ด้วยความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพที่ไม่ประนีประนอม และความภักดีของลูกค้า คำพูดนี้อาจฟังเหมือนประโยคในรายงานผลประกอบการ แต่หากฟังให้ลึกลงไป มันคือคำประกาศเชิงวัฒนธรรมของแบรนด์ที่ไม่เคยนิยามความหรูหราด้วยความฉาบฉวย แต่ด้วยความอดทนและความต่อเนื่อง

เมื่อมองตามภูมิภาค ภาพของ Hermès ในไตรมาสแรกสะท้อนความสมดุลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ฝั่ง Americas กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้วยยอดขาย 739 ล้านยูโร เติบโต 17.2% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เป็นการเติบโตที่โดดเด่นและค่อนข้างสมดุลในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และอเมริกาใต้ ตัวเลขนี้บอกเรามากกว่าความแข็งแรงของตลาดอเมริกา เพราะมันสะท้อนว่า Hermès ไม่ได้พึ่งพาเพียงตลาดเอเชียหรือกระแสนักท่องเที่ยวแบบเดิม แต่สามารถรักษาความปรารถนาของลูกค้าในตลาดสำคัญระดับโลกได้อย่างกว้างและลึก

ญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นอีกตลาดที่เปล่งประกาย ด้วยรายได้ 404 ล้านยูโร และการเติบโต 9.6% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ แม้ตัวเลขตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันจะลดลง 3.9% จากแรงกดดันด้านค่าเงิน แต่ภาพจริงในเชิงพฤติกรรมกลับแข็งแรงอย่างชัดเจน ทั้งจากจำนวนผู้เข้าร้านและความภักดีของลูกค้าท้องถิ่น การขยายและรีโนเวตร้าน Umeda Hankyu ที่โอซาก้าในเดือนมีนาคมจึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็นการย้ำถึงความสำคัญของญี่ปุ่นในฐานะตลาดที่เข้าใจความละเอียด ประณีต และวัฒนธรรมของงานฝีมืออย่างลึกซึ้ง

ยุโรปนอกฝรั่งเศสทำรายได้ 538 ล้านยูโร เติบโต 9.7% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากดีมานด์ของลูกค้าท้องถิ่น ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ ทำรายได้ 347 ล้านยูโร ลดลง 2.8% อันเป็นผลจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือจุดที่น่าสนใจ เพราะตัวเลขของฝรั่งเศสไม่ได้สะท้อนการลดลงของเสน่ห์ Hermès แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่ผูกกับการเดินทางระหว่างประเทศ และยิ่งทำให้เห็นว่า “ลูกค้าท้องถิ่น” กำลังกลายเป็นฐานสำคัญของแบรนด์ลักชัวรีในยุคใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น Hermès ทำรายได้ 1.881 พันล้านยูโร เติบโต 2.2% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ แม้ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันจะลดลง 4.6% โดย Greater China ยังเติบโตเล็กน้อย เกาหลียังคงมี momentum ที่ดี ขณะที่บางพื้นที่ในภูมิภาคมีภาพที่นิ่งลง ตัวเลขนี้อาจไม่ได้หวือหวาเหมือน Americas แต่กลับมีความหมายในอีกแบบหนึ่ง เพราะในวันที่ตลาดจีนและเอเชียบางส่วนอยู่ในจังหวะระมัดระวัง Hermès ยังสามารถรักษาการเติบโตได้ผ่านความภักดีของลูกค้าท้องถิ่นและกลยุทธ์ด้านคุณค่าของแบรนด์

ส่วนพื้นที่ Other ซึ่งหลัก ๆ รวมตะวันออกกลาง ทำรายได้ 160 ล้านยูโร ลดลง 5.9% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และลดลง 13.4% ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ภาพนี้ช่วยอธิบายให้เห็นว่าความท้าทายของ Hermès ในปี 2026 ไม่ได้มาจากความอ่อนแรงของแบรนด์ แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อนและผันผวนอย่างแท้จริง

แต่หากภูมิภาคคือแผนที่ของการเติบโต กลุ่มผลิตภัณฑ์ก็คือภาษาที่บอกว่า Hermès ยังทรงพลังอยู่ตรงไหน

Leather Goods and Saddlery ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของบ้านหลังนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยรายได้ 1.849 พันล้านยูโร เติบโต 9.4% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมในไตรมาสแรก ความสำเร็จของกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากความต้องการกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความปรารถนาต่อ “วัตถุที่มีชีวิต” ในแบบ Hermès กระเป๋ารุ่น Faubourg Express ที่มีรูปทรงยาวชวนให้นึกถึงกระเป๋าเดินทาง และ Collier d’attelage ที่หยิบเส้นโค้ง สายรัด และวงแหวนจากโลกของอานม้ามาแปลเป็นภาษาร่วมสมัย ล้วนสะท้อนความสามารถของ Hermès ในการทำให้มรดกของแบรนด์ไม่กลายเป็นของเก่า แต่กลายเป็นสิ่งที่ยังเดินทางต่อได้ในปัจจุบัน

การเปิดเวิร์กช็อปเครื่องหนังแห่งที่ 25 ที่ Loupes ในแคว้น Gironde ช่วงต้นเดือนเมษายน ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า Hermès ไม่ได้เติบโตด้วยการเร่งผลิตอย่างไร้ทิศทาง แต่เติบโตด้วยการขยายระบบงานฝีมืออย่างเป็นระเบียบ แบรนด์ยังมีแผนเปิดเวิร์กช็อปใหม่ที่ Charleville-Mézières ในปี 2027, Colombelles ในปี 2028 และ Les Andelys ในปี 2030 ซึ่งไม่ใช่เพียงแผนเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือแผนระยะยาวในการสร้างงาน สร้างทักษะ และรักษางานฝีมือให้อยู่ในฝรั่งเศสต่อไป

Ready-to-wear and Accessories ทำรายได้ 1.076 พันล้านยูโร โดยทรงตัวในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ 0.4% แม้ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันจะลดลง 6.4% นี่เป็นตัวเลขที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะความนิ่งของกลุ่มเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีไม่ได้แปลว่าความสร้างสรรค์หยุดนิ่ง ตรงกันข้าม โชว์ผู้หญิง Fall-Winter 2026 ที่จัดขึ้น ณ Garde Républicaine ในปารีส ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขณะที่คอลเล็กชันผู้ชาย Fall-Winter ของ Véronique Nichanian ซึ่งเปิดตัวที่ปารีสในเดือนมกราคม และนำเสนอที่โตเกียวในเดือนกุมภาพันธ์ กลับสร้างอารมณ์ร่วมอย่างมาก

ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้: ในโลกที่หลายแบรนด์ใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือสร้าง viral moment Hermès ยังคงใช้เสื้อผ้าเป็นพื้นที่ของบุคลิก ความต่อเนื่อง และความเป็นมนุษย์ Véronique Nichanian ในฐานะ Artistic Director of Hermès Men’s Universe มายาวนานถึง 37 ปี ไม่ได้เป็นเพียงดีไซเนอร์ แต่เป็นผู้รักษาเสียงของ Hermès menswear ให้คงความละเอียด สงบ และมั่นใจมาอย่างต่อเนื่อง ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยน creative director กันอย่างรวดเร็ว ความต่อเนื่องเช่นนี้แทบจะกลายเป็นความกล้าหาญรูปแบบหนึ่ง

Silk and Textiles ทำรายได้ 257 ล้านยูโร เติบโต 7.8% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ตัวเลขนี้อาจเล็กกว่าเครื่องหนังหรือเสื้อผ้า แต่ในเชิงวัฒนธรรมแฟชั่น ผ้าไหมคือหนึ่งในภาษาที่สำคัญที่สุดของ Hermès ผ้าพันคอ L’esprit s’envole ที่สะท้อนธีมประจำปี Venture beyond กลายเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแบรนด์ที่เบา ล่องลอย แต่ไม่หลุดจากรากเดิม Hermès เข้าใจดีว่าผืนผ้าเล็ก ๆ สามารถบรรจุจักรวาลของเรื่องเล่า สีสัน งานวาด และความทรงจำไว้ได้มากเพียงใด

Perfume and Beauty ทำรายได้ 127 ล้านยูโร ทรงตัวที่ 0.2% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยมีการเปิดตัว Musc Pallida ในกลุ่ม Hermessence, น้ำหอม Un Jardin sous la mer ในตระกูล Jardin และ Plein Air สกินแคร์ฟาวน์เดชันรุ่นแรกของ Hermès Beauty ที่มี 34 เฉดสี ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Hermès กำลังขยายโลกของความงามอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ด้วยการไล่ตาม beauty boom แบบมวลชน แต่ด้วยการนำภาษาของกลิ่น ผิว และสัมผัสเข้ามาอยู่ในจักรวาลของแบรนด์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

Watches ทำรายได้ 135 ล้านยูโร ลดลง 3.7% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และลดลง 10.3% ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมของตลาดนาฬิกายังคงท้าทาย แต่ Hermès ก็ไม่ได้หยุดสร้างสรรค์ โดยนำเสนอเรือนเวลาใหม่ในงาน Watches & Wonders ที่เจนีวา ทั้ง Hermès H08 พร้อมกลไก skeletonised titanium และ Arceau Samarcande minute repeater ซึ่งเป็น grand complication ที่ยืนยันว่า Hermès ไม่ได้มองนาฬิกาเพียงในฐานะสินค้าเสริม แต่ในฐานะวัตถุแห่งเวลา งานฝีมือ และความซับซ้อนเชิงกลไก

กลุ่ม Other Hermès sectors ซึ่งรวม Jewellery และ Home Universe ทำรายได้ 540 ล้านยูโร เติบโต 6.8% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ สะท้อนพลังของจักรวาล Hermès ที่ขยายออกนอกตู้เสื้อผ้าไปสู่บ้าน โต๊ะอาหาร เครื่องประดับ และวิถีชีวิต งาน haute bijouterie Double Tour ที่จัดขึ้นครั้งแรกในโตเกียวเดือนมีนาคม จึงเป็นมากกว่า presentation ของเครื่องประดับ แต่เป็นการเล่าเรื่องความผูกพัน ความเคลื่อนไหว และความงามที่หมุนวนกลับมาใหม่อยู่เสมอ ขณะที่ porcelain service รุ่น Natures Marines ซึ่งเปิดตัวในปารีสเมื่อเดือนมกราคม ก็สะท้อนวิธีที่ Hermès ทำให้บ้านกลายเป็นพื้นที่ของศิลปะและการดำรงชีวิต

อีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือโมเดลความรับผิดชอบของ Hermès ซึ่งไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยงามในรายงานประจำปี แต่เป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับวิธีทำธุรกิจโดยตรง ต้นปี 2026 Hermès แจกจ่ายผลประโยชน์รวม 328 ล้านยูโรให้พนักงานจากผลประกอบการปี 2025 ซึ่งรวมทั้ง profit-sharing, incentive schemes ในฝรั่งเศส และโบนัส 3,000 ยูโรให้พนักงานทุกคนของกลุ่ม ตัวเลขนี้สำคัญเพราะมันบอกว่า Hermès ไม่ได้มอง growth เป็นเพียงเรื่องของผู้ถือหุ้น แต่เป็นเรื่องของชุมชนคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังความงามทั้งหมด

ในเดือนมีนาคม Hermès ยังเผยแพร่นโยบายด้านสังคมภายใต้โมเดล Hearts & Craft ครอบคลุม diversity, equity and inclusion, wellness at work, health and safety, การพัฒนาทักษะ และบทสนทนากับพนักงาน ขณะเดียวกันในมิติสิ่งแวดล้อม แบรนด์ระบุว่าบรรลุการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% และพลังงานหมุนเวียนโดยรวม 77% ทั่วโลก พร้อมดำเนินแผน decarbonisation ตามเป้าหมายปี 2030 ที่ผ่านการรับรองโดย Science Based Targets initiative ความพยายามเหล่านี้ทำให้ MSCI rating ของ Hermès ดีขึ้นเป็น AA จากเดิม A ซึ่งสะท้อนว่าระบบงานฝีมือของแบรนด์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโรแมนติก แต่สามารถแปลเป็น framework ความยั่งยืนที่วัดผลได้จริง

เมื่อย้อนกลับไปมองภาพรวมปี 2025 Hermès มีรายได้ 16.002 พันล้านยูโร เติบโต 8.9% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มีกำไรจากการดำเนินงานประจำ 6.569 พันล้านยูโร หรือ 41.0% ของรายได้ และมีกำไรสุทธิส่วนของกลุ่ม 4.524 พันล้านยูโร พร้อมจำนวนพนักงาน 26,494 คน ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ไตรมาสแรกของปี 2026 อ่านได้อย่างมีบริบทมากขึ้น เพราะ Hermès ไม่ได้เริ่มปีใหม่จากฐานที่อ่อนแอ แต่เริ่มจากฐานที่แข็งแรงมาก และกำลังพิสูจน์ว่าหลังปีที่แข็งแกร่ง แบรนด์ยังสามารถรักษา momentum ได้โดยไม่ต้องลดทอนตัวตนของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในรายงานนี้จึงไม่ใช่เพียงคำว่า “เติบโต” แต่คือ “เติบโตอย่างไร” Hermès เติบโตใน Americas อย่างโดดเด่น เติบโตในญี่ปุ่นและยุโรปนอกฝรั่งเศสอย่างมีคุณภาพ รักษาเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นไว้ได้แม้ตลาดไม่ง่าย และยอมรับแรงกดดันในฝรั่งเศสกับตะวันออกกลางอย่างตรงไปตรงมา ในเชิงผลิตภัณฑ์ แบรนด์ยังคงให้ Leather Goods เป็นแกนกลาง แต่ไม่ทิ้ง Silk, Home, Jewellery, Beauty หรือ Watches ซึ่งทั้งหมดช่วยกันสร้างจักรวาล Hermès ให้กว้างขึ้นโดยไม่กระจัดกระจาย

นี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่าง “แบรนด์ที่มีสินค้าเยอะ” กับ “แบรนด์ที่มีโลกของตัวเอง”

Hermès ไม่ได้ขยายเพื่อให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ขยายเพื่อให้โลกของตัวเองสมบูรณ์ขึ้น และนั่นคือชั้นเชิงที่ทำให้แบรนด์ยังคงมีอำนาจทางวัฒนธรรมในโลกแฟชั่นอย่างลึกซึ้ง

ในปีที่ Hermès เลือกธีม Venture beyond การก้าวออกไปข้างหน้าจึงไม่ได้หมายถึงการละทิ้งรากเดิม ตรงกันข้าม มันคือการพารากเดิมเดินทางต่อไปในภูมิทัศน์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าที่อ้างอิงโลกการเดินทาง ผ้าพันคอที่ปล่อยจินตนาการให้ล่องลอย น้ำหอมที่พาเราไปสู่สวนใต้ทะเล หรือเวิร์กช็อปใหม่ที่ย้ำว่างานฝีมือยังมีอนาคต

Hermès ในไตรมาสแรกปี 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลข 4.07 พันล้านยูโร
แต่มันคือเรื่องของบ้านแฟชั่นที่ยังรู้ว่าอะไรควรถูกเร่ง และอะไรควรถูกปล่อยให้ใช้เวลา

และในโลกที่ทุกอย่างกำลังถูกทำให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และดังขึ้น
ความสามารถในการเดินช้าอย่างมั่นใจ อาจเป็นรูปแบบสูงสุดของความหรูหราในวันนี้

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search