“…ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่แบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับชั้นนำระดับโลกเลือกใช้เป็นฐานในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุด Buccellati เมซงเครื่องประดับจากอิตาลีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1919 โดย Mario Buccellati ได้ฤกษ์เปิดบูติกแห่งแรกในประเทศไทย ณ สยามพารากอน โดยนับเป็นบูติกที่ใหญ่ที่สุดของเมซงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจนถึงปัจจุบัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอหัตถศิลป์และมรดกแห่งงานช่างอันเป็นเอกลักษณ์ของอิตาลีให้ใกล้ชิดกับลูกค้าในภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้น…”

ภายในบูติกแห่งใหม่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยตู้จัดแสดงกรอบไม้สีทองที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ขณะที่ผนังไม้แกะสลัก งานปูนปั้นอิตาเลียนที่รังสรรค์ด้วยมือ และพื้นอันสง่างามที่ชวนให้นึกถึงพระราชวังเก่าแก่ในยุโรป ช่วยสร้างบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยความงดงามเหนือกาลเวลา

ความประณีตของเครื่องประดับแต่ละชิ้นได้รับการขับเน้นผ่านเฟอร์นิเจอร์โบราณทรงคุณค่าจากศตวรรษที่ 18 และ 19 ไม่ว่าจะเป็นกระจกกรอบปิดทองคำเปลว โต๊ะคอนโซลไม้แกะสลักปิดทองพร้อมแผ่นหินอ่อน รวมถึงหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของบูติกแห่งนี้อย่างกระจกโบราณหายากจากเมืองเนเปิลส์ในศตวรรษที่ 16 จำนวนสองบาน ซึ่งรังสรรค์จากไม้แกะสลักอย่างประณีตและตกแต่งด้วยเทคนิคการปิดทองแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า doratura a mecca


หัวใจสำคัญของ Buccellati คือเครื่องประดับที่สะท้อนศาสตร์แห่งงานช่างอิตาเลียนอันสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านคอลเลกชันไอคอนิกอย่าง Macri ที่โดดเด่นด้วยลวดลาย Rigato อันเป็นเอกลักษณ์ เทคนิคการแกะสลักด้วยมือซึ่งมีรากฐานมาจากศิลปะในยุคเรอเนสซองส์ของอิตาลี พื้นผิวทองคำที่เป็นลอนคลื่นถูกแต่งแต้มด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนต์ซึ่งฝังอยู่ภายในกระเปาะรูปดาวขนาดเล็ก โดย Gianmaria Buccellati ทายาทรุ่นที่สองของเมซง ได้ตั้งชื่อคอลเลกชันนี้ตามชื่อของ Maria Cristina บุตรสาวของเขา ผู้ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นหญิงสาวคนแรกที่ได้สวมใส่เครื่องประดับชุดนี้



อีกหนึ่งคอลเลกชันอันเป็นเอกลักษณ์คือ Opera ซึ่งนำโลโก้ของแบรนด์มาตีความใหม่ผ่านรูปทรงดอกไม้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะยุคเรอเนสซองส์ สะท้อนแนวคิดเรื่องความสมดุลอันสมบูรณ์แบบ พร้อมหลอมรวมทองคำและอัญมณีหลากชนิดเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เพื่อสร้างสรรค์เครื่องประดับที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว


ขณะที่คอลเลกชัน Tulle ถ่ายทอดความอ่อนหวานและสง่างามผ่านหนึ่งในเทคนิคที่ซับซ้อนที่สุดของโลกเครื่องประดับชั้นสูง ด้วยการฉลุแผ่นทองคำให้เกิดเป็นโครงสร้างรังผึ้งอันละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของงานทองคำลักษณะคล้ายผ้าลูกไม้ที่ Mario Buccellati หลงใหลมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมซง ช่างทองต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนในการเจาะแผ่นทองคำหนาเพียงครึ่งมิลลิเมตรด้วยมือ และสร้างเซลล์หกเหลี่ยมขนาดจิ๋วจำนวนนับไม่ถ้วน จนเกิดเป็นพื้นผิวที่ดูโปร่งเบาราวกับผืนผ้าลูกไม้

นอกเหนือจากเครื่องประดับแล้ว บูติกแห่งนี้ยังนำเสนอคอลเลกชันเครื่องเงินสำหรับโต๊ะอาหาร ชุดเครื่องใช้ส่วนตัว รวมถึงวัตถุล้ำค่าที่รังสรรค์จากเงิน เซรามิก และแก้ว ซึ่งล้วนสะท้อนความเชี่ยวชาญด้านงานช่างอันเป็นมรดกสำคัญของเมซง ทั้งหมดนี้ทำให้ Buccellati ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในเมซงเครื่องประดับที่สามารถหลอมรวมศิลปะ งานฝีมือ และวัฒนธรรมอิตาเลียนเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงามและเหนือกาลเวลา



