June 8, 2026

นับเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ กับ “Flower Boy หลงกลิ่นเกสร” ซีรีส์จากทาง One31 ที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่เรื่องราวของกลิ่นหอมปริศนา ความลับที่ซ่อนอยู่ และความสัมพันธ์ของตัวละครที่ชวนให้ติดตาม ที่นอกจากพล็อตที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจแล้ว ยังได้ทีมนักแสดงรุ่นใหม่ที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีเสน่ห์ นำโดย เพิร์ล ศัจกร, ภีค ภีมพล, โอเบย์ ปัณณวิชญ์, ตั้งต้น จิณภพ และนักแสดงน้องใหม่อย่าง ภาคิน ลิขิตอัมพร

#legend_TH ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักแสดงทั้ง 5 คน ถึงเบื้องหลังการทำงาน ความประทับใจที่มีต่อซีรีส์ รวมถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ “Flower Boy หลงกลิ่นเกสร” ครองใจผู้ชมขณะนี้

#legend_TH: ตอนอ่านบทครั้งแรก รู้สึกยังไงกับพล็อต “กลิ่นหอมทำให้ตกหลุมรัก”?

Pearl: รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ มีความแฟนตาซี และทุกอย่างที่เล่ามามีรายละเอียด ดูมีที่มาที่ไป เผ่ามู่ตานดูมีจริง แต่ละตัวละครเป็นแบบนั้นเพราะอะไร ทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจมากมากครับ

Peak: ภาพในหัวมันมีความแฟนตาซีนะครับ เพราะในบทเขียนมาอย่างชัดเจนเลยว่าเผ่ามู่ตานเป็นยังไง มีวัฒนธรรมยังไง มีพิธีกรรมยังไง พออ่านครั้งแรกก็รู้สึกตื่นเต้น อยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นยังไง คอนฟลิกของเรื่องจะออกมาแบบไหน ดูน่าติดตามมากครับ

Obey: รู้สึกว่ามันเป็นพล็อตใหม่เหมือนกันนะครับ เคยเห็นซีรีส์ที่เกี่ยวกับกลิ่นบ้างแล้ว แบบพวกหนังเกาหลี แต่ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะเรื่องกลิ่นมันสื่ออารมณ์ได้ดีกับหลายๆคน โดยเฉพาะตัวเบย์เองครับ

Tangton: งง มีแต่คำถามเลยครับ เพราะมันแฟนตาซีมาก ที่คนจะมีกลิ่นตัวหอมถึงขั้นเป็นกลิ่นที่คนต้องการ และตัวละครของผมก็ต้องเป็นนักปรุงกลิ่นด้วย จึงน่าสนใจมาก

Pakin: เห็นบทครั้งแรกก็ตกใจกับบทครับ เพราะมันมีความเป็นแฟนตาซีพอสมควร ทั้งการสื่อสารกันด้วยกลิ่น มีชนเผ่าของตัวเอง และมีคนเมืองที่จะมาทำน้ำหอมจากกลิ่นของคนอื่น ด้วยความที่มันเป็นเรื่องแรกด้วย ก็เลยต้องใช้เวลาทำความเข้าใจนิดนึงครับ

#legend_TH: ต้องทำการบ้านเกี่ยวกับคาแรกเตอร์หรือโลกของเรื่องนี้ยังไงบ้างก่อนเปิดกล้อง?

Pearl: คาแรคเตอร์ที่ผมได้รับก็คือเซนท์ครับ ซึ่งเขาต้องกลับมารับหน้าที่เป็นรองประธานบริษัทของพ่อตัวเอง ก็เลยไปฟังบทสัมภาษณ์ของนักธุรกิจหลายคนว่าแนวคิดเขาเป็นยังไง วิธีพูด วิธีเข้าสังคมเป็นแบบไหน แล้วก็พยายามเอาแนวคิดพวกนั้นมาใส่ในตัวละครครับ อาจไม่ได้อธิบายออกมาเป็นคำพูด แต่ให้รู้สึกว่ามีอินเนอร์นั้นอยู่ในท่าทางและบุคลิก

Peak: หลักๆ ก็คิดก่อนเลยว่าเกสรเป็นคนยังไง ถูกเลี้ยงดูมายังไง เติบโตมาในเผ่ามู่ตานที่มีความสงบ ทุกคนรู้จักกันหมด ก็คิดว่าเกสรคงไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเยอะจนมีความคิดซับซ้อนครับ แล้วก็วางแบ็คกราวน์ตัวละครให้แน่น อย่างเกสรจำกลิ่นแม่ได้ ก็ไปหากลิ่นหนึ่งมาเพื่อใช้อ้างอิงถึงแม่ในเรื่อง แล้วก็มีวิธีจูนอินตัวละครด้วยการฟังเพลงและดมกลิ่นครับ

Obey: เบย์ก็ทำการบ้านเป็นตัวละครเรย์เลยครับ เรย์เป็นหัวหน้าธุรกิจ ก็ต้องคิดเรื่องการรู้เชิง รู้จักส่วนได้ส่วนเสีย รู้ว่าควรพูดหรือไม่พูดความคิดตัวเองตอนไหน แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวละครครับ

Tangton: เรื่องนี้ผมรับบทเป็นสุคนธกรหรือคนทำน้ำหอมครับ ก็ต้องไปดูว่าอุปกรณ์ใช้ยังไง ขั้นตอนต่างๆ เป็นอย่างไร แล้วในวันที่ถ่ายที่โรงกลั่นน้ำหอมก็มีพี่ที่เป็นเพอร์ฟูมเมอร์จริงๆ มาคอยแนะนำขั้นตอนต่างๆ ด้วยครับ

Pakin: มีเวิร์คช็อปกับผู้กำกับครับ ทั้งท่าทางต่างๆ ที่ต้องแสดง เพราะผมรับบทตะวัน เป็นคนป่าและผู้นำนักรบที่ต้องดูแลคนในเผ่า ก็ต้องมีความดุดันนิดนึงครับ เป็นบทบาทที่ตรงกันข้ามกับตัวจริงเลย

#legend_TH: เรื่องนี้ใช้ “กลิ่น” เป็นตัวแทนของความรู้สึก การสื่อสารอารมณ์ผ่านสิ่งที่มองไม่เห็นยากแค่ไหน?

Pearl: รู้สึกว่ามีทั้งส่วนที่ยากและง่ายครับ ส่วนที่ยากคือกลิ่นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น คนดูไม่รู้ว่ามันคือกลิ่นอะไร แต่เราต้องแสดงออกให้คนดูรับรู้ได้ ส่วนที่ง่ายกว่าคือสิ่งที่มองไม่เห็นบางอย่าง เราสามารถรีคอลความรู้สึกได้ แต่กลิ่นนี้มันคือความใหม่เลย ที่คนดูก็ไม่รู้ว่ามันคือกลิ่นอะไร แต่เราอยากถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกได้ครับ

Peak: เอาจริงๆ ยากนะครับ เพราะไม่ใช่ทุกซีนจะมีกลิ่น และบางทีให้นึกกลิ่นก็ยากเหมือนกัน วิธีที่ใช้คือเซตไปเลยว่ากลิ่นที่จะนึกถึงคือกลิ่นอะไร แล้วไปหากลิ่นนั้นจากน้ำหอมที่มีอยู่ ทำการบ้านกับมัน เช่น ถ้าเกสรนึกถึงแม่ ก็จะดมน้ำหอมแล้วนึกถึงแม่ในเรื่องว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง พอจะเข้าซีนก็จะคิดออกได้ง่ายขึ้นครับ

Obey: สำหรับเบย์ กลิ่นถึงมองไม่เห็น แต่มันอยู่ตรงนั้นจริงๆ และมันพาหวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีครับ ยกตัวอย่างเช่น กลิ่นยางลบสามารถพาเบย์กลับไปสู่ช่วงประถมได้เลย เป็นกลิ่นเล็กน้อยที่ไม่ได้ตั้งใจจะดม แต่พอได้กลิ่นปุ๊บก็นึกถึงช่วงเวลานั้นได้ทันทีครับ

Tangton: ถ้าจะสื่อสารออกมาผมว่ายากครับ แต่ถ้าถามว่ารู้สึกได้ไหม ก็ไม่ยาก เพราะกลิ่นบางกลิ่นก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตได้เหมือนกันครับ

Pakin: คิดว่าไม่ยากนักครับ เพราะความรักก็เป็นความรู้สึกที่มองไม่เห็นอยู่แล้ว แต่ก็สัมผัสได้เหมือนกัน

#legend_TH: ได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับตัวเองจากการเล่นเรื่องนี้?

Pearl: รู้สึกว่าได้เติบโตขึ้นในด้านการแสดงครับ ดีใจที่ได้มาสำรวจตัวละครเซนท์ เขาพาไปเข้าใจโลกของคนที่ดูมีทุกอย่างแต่ยังต้องดิ้นรนต่อ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่พอได้รู้ว่าความต้องการของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยังต้องไปต่ออยู่ดีครับ

Peak: ได้ลองบทบาทที่ไม่เคยลองครับ เราไม่เคยเล่นเป็นชนเผ่า และมีหลายซีนมากที่ในฐานะคนชนเผ่าที่ไม่เคยเข้ามาในเมือง ต้องมาเจอกับสิ่งที่คนเมืองทำเป็นครั้งแรก เช่น การขึ้นลิฟต์ การใช้ชีวิตแบบคนเมือง ทำให้ได้เรียนรู้ความเป็นเด็กและความบริสุทธิ์ใจของตัวละคร ซึ่งทำให้รีแอคกับทุกอย่างได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ

Obey: เบย์ได้เรียนรู้การวางตัวครับ เพราะเมื่อต้องเป็นคนที่อยู่ในระดับที่ต้องควบคุมลูกน้องและเจรจาธุรกิจ ต้องรู้ว่าควรมีความเป็นตัวเองระดับไหน เป็นพาร์ทเนอร์ระดับไหน อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ได้เรียนรู้ความเป็นผู้ใหญ่ตรงนั้นครับ

Tangton: ได้เรียนรู้อีกอาชีพหนึ่งครับ คือการปรุงน้ำหอม ทั้งขั้นตอนการจด การกลั่น และการสกัดกลิ่นจากดอกไม้ว่าต้องทำยังไงครับ

Pakin: ได้เรียนรู้ทุกด้านเลยครับ เพราะได้เรียนรู้จากพี่ๆ นักแสดงในกองถ่าย สงสัยอะไรก็ถามได้ตลอด พวกพี่ก็คอยแนะนำตลอดครับ ทั้งการแสดง การพูด ท่าทางต่างๆ ควรจะเป็นแบบไหน

#legend_TH: ถ้าพูดถึงประเด็นที่เรื่องนี้อยากสื่อ นอกจากความรัก คิดว่าคนดูจะได้อะไรกลับไป?

Pearl: ผมว่าคนดูจะได้มุมมองการใช้ชีวิตที่หลากหลายครับ เรื่องนี้แบ่งสองฝั่งชัดเจน ฝั่งเผ่ามู่ตานคือความบริสุทธิ์ ฝั่งคนเมืองก็จะมีเล่ห์เหลี่ยมและสิ่งที่ต้องการมากกว่า มุมมองที่ต่างกันนี้ทำให้คนดูได้เปรียบเทียบและหาจุดกึ่งกลาง ผมว่าเป็นซีรีส์ที่คนดูจะได้มุมมองความดีกับความไม่ดี แล้วคุณเอาตรงกลางไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของคุณครับ

Peak: ผมคิดว่าอีกอย่างนึงที่สำคัญมากมากของเรื่องนี้คือความไว้ใจกันครับ ถ้าเราเชื่อใจกันและพูดตรงๆ ต่อกัน ก็จะไม่ทำให้มีปัญหาในภายหลัง อย่างเซนท์กับเกสร มีบางเรื่องที่เซนท์ไม่ได้บอกทั้งหมด พอเกสรรู้ความจริงก็รู้สึกผิดหวัง ฉะนั้นนอกเหนือจากความรัก เรื่องนี้ก็พูดถึงความไว้ใจและความจริงใจด้วยครับ

Obey: นอกเหนือจากเรื่องความรัก รู้สึกว่าความเป็นมนุษย์มันไม่ได้ง่ายครับ แต่ละตัวละครมีหลายมิติ อย่างเกสรที่ดูใสและอ่อนโยนก็ยังมีปัญหาของตัวเอง หรือเรย์ที่ดูพูดตรงๆ ก็มีจิตใจที่ดีเหมือนกัน ทุกคนเจอปัญหาเหมือนกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าแต่ละคนจะรับมือกับมันยังไงครับ

Tangton: ได้เห็นความสดใสและการมองโลกในมุมใหม่ครับ มีซีนที่ชาวมู่ตานได้ขึ้นลิฟต์แล้วตกใจ ทำให้นึกได้ว่าสิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่เราชินแล้ว บางคนอาจยังไม่เคยได้สัมผัสเลยด้วยซ้ำครับ

Pakin: การเติบโตของตัวละครครับ แต่ละตัวละครมีปมของตัวเอง และเมื่อถึงตอนจบของเรื่อง ปมทุกอย่างก็จะคลายออกครับ

#legend_TH: ถ้าต้องนิยามตัวละครของตัวเองเป็น “กลิ่นน้ำหอม” จะเป็นกลิ่นอะไร?

Pearl: เปรียบเป็นกลิ่นเบาะหนังรถใหม่เลยแล้วกันครับ มีความคลาสสิก มีเสน่ห์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเซนท์อยู่กับใคร กลิ่นก็จะปะปนและเปลี่ยนไปด้วย ถ้าอยู่กับอา กลิ่นความทะเยอทะยานและความดื้อจะชัดขึ้น แต่ถ้าอยู่กับเกสร กลิ่นนั้นจะจางลง และมีกลิ่นความนุ่ม ละมุน หวานของเกสรเข้ามาแทน รวมกันแล้วเป็นกลิ่นที่กลมกล่อม มีมิติ และมีความแซ่บด้วยครับ

Peak: ถ้าอย่างเกสรนะครับ ผมคิดว่ากลิ่นของเกสรจะเป็นกลิ่นหอมแบบจางๆ ถ้าวางไว้เฉยๆ อาจไม่ได้ส่งกลิ่นมาก แต่ถ้ามีคนเข้าไปตั้งใจดมใกล้ๆ จะได้กลิ่นที่หอมละมุนครับ

Obey: ถ้าเป็นตัวละครเรย์อะครับ เบย์นิยามว่าเป็นกลิ่นกุหลาบ ดูหวานแต่จริงๆ แล้วก็มีความเขียวและความลึกซึ้งของมันด้วย ส่วนตัวเบย์เองจะเป็นกลิ่นสนไพน์มากกว่า เฟรช เหมือนฝนตกในป่า ต่างจากเรย์ไปเลยครับ

Tangton: ซันมีความเป็นซิตรัส พวกเลมอนและส้มครับ เพราะเส้นเรื่องโดยรวมมันเครียดมาก และซันจะเป็นตัวที่เข้ามาเบรกบรรยากาศในโมเมนต์ต่างๆ เพิ่มเฟลเวอร์ที่เบาขึ้นให้ครับ

Pakin: คงจะเป็นกลิ่นเปลือกส้มครับ เพราะตะวันยังเป็นเด็กอายุสิบแปดปี มีความฉุนเฉียวตามวัย แต่ก็มีความหอม เปรี้ยว และสดใสซาบซ่าอยู่ด้วยครับ

#legend_TH: ถ้าต้องเข้าป่าตามหา “ชาวมู่ตาน” จริง ๆ คิดว่าตัวเองจะรอดไหม?

Pearl: ผมว่าผมรอด แต่จะหาเจอไหมอันนี้ผมไม่รู้

Peak: ผมว่าถ้าไปคนเดียวผมไม่รอด คงไม่ถึงเผ่ามู่ตาน เพราะอย่างที่บอกในเรื่อง เผ่ามู่ตานอยู่ลึกมากในป่าบนดอย ไม่ใช่คนนอกที่จะรู้ตำแหน่งได้ ถ้าไปคนเดียวคงถอดใจก่อนครับ

Obey: รอดครับ เพราะเบย์จริงๆ แล้วเป็นคนชอบเข้าป่าและไฮกิ้งมาก ครอบครัวก็ชอบเดินป่าและกางเต็นท์ด้วยกันครับ แค่คนที่ไม่รู้จักเบย์อาจไม่รู้เรื่องนี้เลยก็ได้

Tangton: ไม่น่ารอดครับ แค่ถ่ายในฉากป่า ขาก็ลายเต็มไปหมดเลย โดนกัดโดนอะไรต่ออะไร แพ้ทุกอย่างในป่าเลยครับ

Pakin: คิดว่าน่าจะรอดนะครับ เพราะผมดูสารคดีบ่อย เคยดู Bear Grylls ไหมครับ ก็ประมาณนั้นเลยครับ

ใกล้ถึงเวลาของบทสรุปที่หลายคนรอคอย มาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าความสัมพันธ์ของ “เซนท์” และ “เกสร” จะลงเอยเช่นไร ติดตามชมตอนจบของ “Flower Boy หลงกลิ่นเกสร” พร้อมกันได้ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายนนี้

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search