หนังสือสร้างแรงบันดาลใจ และวรรณกรรมฮีลใจหลายเล่ม ทำหน้าที่เป็นมากกว่าความบันเทิงในวันว่าง แต่ยังเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมที่พาเราก้าวข้ามกำแพงอคติล่องหนในสังคมอีกด้วย
ในโลกความจริงที่เต็มไปด้วยการตีกรอบตัดสินผู้คนจากเปลือกนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ รูปลักษณ์ หรือชาติกำเนิด การได้นอนเอนกายลงเปิดอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม จึงเป็นเหมือนการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ลองไปใช้ชีวิตในโลกของคนอื่น เพื่อขัดเกลาจิตใจให้ละเอียดอ่อน และมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความต่างได้มากขึ้น
วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนหลีกเร้นจากความวุ่นวาย มาเปิดลายแทงหนังสือและวรรณกรรมอันทรบคุณค่า ที่ไม่ได้มีดีแค่ความสนุกชวนให้ติดตาม แต่ยังเป็น Soft Power ชิ้นสำคัญที่จะช่วยชะล้างความขุ่นมัว เยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้า และทลายกำแพงแห่งความไม่เข้าใจให้พังทลายลงกัน
Totto-chan: The Little Girl at the Window
โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

ผู้เขียน: คุโรยานางิ เท็ตสึโกะ
วรรณกรรมเยาวชนอมตะจากประเทศญี่ปุ่นที่ครองใจคนทั่วโลก เรื่องราวของ ‘โต๊ะโตะจัง’ เด็กหญิงที่ถูกโรงเรียนไล่ออกตั้งแต่วันแรกเพราะความ “แปลก” และอยู่ไม่สุขในสายตาครูทั่วไป จนเธอได้ย้ายมาอยู่โรงเรียนโทโมเอ โรงเรียนที่ใช้ตู้รถไฟเก่าเป็นห้องเรียน และมีครูใหญ่ที่เข้าใจธรรมชาติของเด็กอย่างที่สุด
หนังสือเล่มนี้ฮีลใจและทลายกำแพงอคติเกี่ยวกับการศึกษาและ “ความบกพร่อง หรือความต่างในการเรียนรู้” (เช่น สภาวะสมาธิสั้นหรือเด็กพิเศษ) ครูใหญ่โรงเรียนโทโมเอแสดงให้เห็นว่า เด็กทุกคนมีความงดงามในตัวเอง หากสังคมลดอคติ เลิกตีกรอบว่าเด็กคนนี้ “ผิดปกติ” แล้วหันมาโอบรับความต่างด้วยความเข้าใจ เด็กทุกคนจะเติบโตไปอย่างงดงามและเท่าเทียม
Wonder
ชีวิตมหัศจรรย์ของออกัสต์

ผู้เขียน: R.J. Palacio
หลายคนน่าจะเคยเสียน้ำตาและประทับใจกับ ‘Wonder’ เวอร์ชันภาพยนตร์ฮิตที่ซึ้งกินใจคนไปทั่วโลกมาแล้ว แต่รู้ไหมว่าภาพยนตร์สุดอบอุ่นเรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากหนังสือสร้างแรงบันดาลใจระดับขึ้นหิ้งในชื่อเดียวกัน สำหรับใครที่ชอบดูหนังเรื่องนี้ เราอยากให้ลองเปิดใจมาอ่านเวอร์ชันหนังสือดูสักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจความรู้สึกของตัวละครทุกตัวได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
เรื่องราวเล่าผ่านชีวิตของ ‘ออกัสต์ พูลแมน’ เด็กชายวัย 10 ขวบที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติของใบหน้าอย่างรุนแรง ที่ต้องรวบรวมความกล้าก้าวออกจากเซฟโซนในบ้านไปเข้าโรงเรียนทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องรับมือกับสายตาและการตีกรอบจากอคติของคนรอบข้าง ความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้คือการค่อย ๆ พาเราไปสำรวจมุมมืดและมุมสว่างในหัวใจของตัวละครรอบตัวออกัสต์อย่างละเอียดอ่อน ชี้ให้เห็นว่าอคติมักเกิดจากความกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ และย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า หากเราเลือกที่จะ “ใจดีต่อกันให้มากกว่าที่จำเป็น” โลกใบนี้จะน่าอยู่ขึ้นอีกมหาศาล เป็นหนังสือฮีลใจเบอร์หนึ่งที่จะเปลี่ยนอคติให้กลายเป็นความเข้าใจด้วยอ้อมกอดอันอ่อนโยนครับ
To Kill a Mockingbird
ผู้บริสุทธิ์

ผู้เขียน: Harper Lee
“คุณจะไม่มีวันเข้าใจคนอื่นอย่างแท้จริง จนกว่าคุณจะได้ลองเอาตัวเองไปเดินในรองเท้าของเขา”
นี่คือวรรณกรรมคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่ไม่ว่าจะหยิบมาอ่านในยุคสมัยใด ก็ยังคงทรงพลังและส่งผลต่อจิตใจของเราเสมอ ตัวเรื่องเล่าผ่านสายตาอันไร้เดียงสาของ ‘สเกาต์’ เด็กหญิงในเมืองทางใต้ของอเมริกา ยุคที่ความเกลียดชังทางเชื้อชาติยังคงคุกรุ่น พ่อของเธอคือ ‘แอตติคัส ฟินช์’ ทนายความผิวขาวที่ตัดสินใจรับว่าความให้กับชายผิวดำผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรง ท่ามกลางกระแสต่อต้านของคนทั้งเมือง
ความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้คือการค่อยๆ เลาะกำแพงอคติในใจเราผ่านความบริสุทธิ์ของเด็ก หนังชี้ให้เห็นว่า ‘ปีศาจ’ ที่แท้จริงในสังคมไม่ใช่ความแตกต่าง หากคือ ‘ความไม่รู้’ และ ‘ความกลัว’ ที่แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง การได้อ่านหนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนการเรียนรู้วิธีที่จะเป็นมนุษย์ที่ใจดีขึ้น ละเอียดอ่อนต่อความเจ็บปวดของคนอื่นมากขึ้น และพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้องแม้ในวันที่เสียงของเราจะแผ่วเบาที่สุดก็ตาม
The Tales of Beedle the Bard
นิทานของบีเดิลยอดกวี

ผู้เขียน: J.K. Rowling
หากคุณเป็นแฟน Harry Potter คุณจะรู้ดีว่าเจเค โรว์ลิ่ง ซ่อนประเด็นการเหยียดสายเลือด (พ่อมดสายเลือดบริสุทธิ์ กับ พ่อมดที่เกิดจากมักเกิ้ลหรือ ‘พวกเลือดสีโคลน’) ไว้ตลอดทั้งเรื่อง แต่เล่มที่ขยี้เรื่องความเท่าเทียมได้ชัดเจน และฮีลใจที่สุดคือหนังสือเล่มเล็กที่เป็นภาคขยายอย่าง “นิทานของบีเดิลสามยอด”
ภายในเล่มมีนิทานสั้นเรื่อง “น้ำพุแห่งโชคดีทีเดียว” (The Fountain of Fair Fortune) ที่เล่าถึงการเดินทางของแม่มดสามคนและอัศวินมักเกิ้ล (มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์) อีกหนึ่งคนเพื่อไปยังน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ความน่าสนใจคือในอดีต นิทานเรื่องนี้เคยถูกสั่งห้ามไม่ให้มีไว้ในห้องสมุดฮอกวอตส์โดยศาสตราจารย์บรูตัส แบล็ก เนื่องจากกลุ่มพ่อมดแม่มดสายเลือดบริสุทธิ์มองว่ามันอันตราย แฝงแนวคิดที่ล้ำสมัยเกินไป และพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอภาพของ “ประชากรเวทมนตร์สามารถร่วมมือ รักกัน และพึ่งพาอาศัยมนุษย์ธรรมดาได้อย่างเท่าเทียม”
หนังสือสร้างแรงบันดาลใจเล่มนี้จึงนับเป็นวรรณกรรมแฟนตาซีขนาดสั้นที่อ่านง่าย แต่ทรงพลังอย่างมหาศาลในการสะท้อนภาพเพื่อทลายกำแพงอคติเรื่อง ‘สายเลือด’ และ ‘ชาติกำเนิด’ ในโลกความจริงได้เป็นอย่างดี
Daddy-Long-Legs
จดหมายจากคุณพ่อขายาว

ผู้เขียน: Jean Webster
เราจะพลาดหนังสือสร้างแรงบันดาลใจสุดคลาสสิก และโรแมนติกเรื่อง Daddy-Long-Legs ไปได้อย่างไร แม้วรรณกรรมเล่มนี้จะไม่มีเวทมนตร์พ่นไฟ หรือฉากต่อสู้ชวนตื่นเต้น แต่มีความเป็น “แฟนตาซีในชีวิตจริงของเด็กกำพร้า” ที่งดงาม เรื่องราวของ ‘เจอรูชา แอ็บบอต’ หรือ จูดี้ เด็กสาวกำพร้าที่ได้รับทุนปริญญาตรีจากผู้อุปการะลึกลับ โดยมีเงื่อนไขเดียวคือเธอต้องเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวชีวิตในวิทยาลัยส่งให้เขาทุกเดือน โดยที่เธอเห็นเพียงเงาหลังอันสูงชะลูดของเขาเท่านั้น เธอจึงตัดสินใจเรียกเขาว่า “คุณพ่อขายาว”
สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความโรแมนติกฟีลกู้ด คือการต่อสู้เพื่อ “ความเท่าเทียมทางเพศสภาพ” และ “ความเท่าเทียมทางการศึกษา” ของเด็กผู้หญิงในยุคต้นศตวรรษที่ 20 จูดี้ใช้ปลายปากกาของเธอวิพากษ์วิจารณ์ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นแรงงาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าสติปัญญาและความเป็นมนุษย์ของเด็กกำพร้าอย่างเธอนั้น ไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าพวกผู้ดีมีเงินเลย เป็นหนังสือที่อ่านแล้วฟิน อบอุ่นหัวใจ และปลุกไฟแห่งความเสมอภาคได้น่ารักที่สุด
Feature Image by drobotdean via magnific.com
Photo credit: naiin.com



