รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
นิวยอร์กในสายตาของ Nicolas Ghesquière ไม่ใช่ภาพจำแบบ postcard ของมหานคร ไม่ใช่เพียงแสงไฟ ตึกสูง แท็กซี่สีเหลือง หรือความเร็วที่โลกแฟชั่นชอบหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย หากเป็นเมืองที่เคยเปิดโลกให้เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีคนหนึ่งเข้าใจว่าแฟชั่นสามารถเป็นได้มากกว่าระบบระเบียบของเสื้อผ้า มากกว่าความถูกต้องของรสนิยม และมากกว่ากฎของความหรูหราที่ถูกส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน
ก่อนจะเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Louis Vuitton ผู้กำหนดทิศทางให้เมซงแห่งการเดินทางในศตวรรษใหม่ Ghesquière เคยเดินทางมานิวยอร์กครั้งแรกในปี 1989 ในฐานะผู้ช่วยแฟชั่นของ Jean Paul Gaultier เขาจำเมืองนั้นได้จากลอฟต์บน Lafayette Street จากอาหารค่ำยามดึกที่ Florent และจากงานปาร์ตี้ของศิลปิน Francesco Clemente ที่เขาเข้าไปโดยแทบจะเป็นการหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง โลกที่มี Helmut Newton และ Iman อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ทำให้ศิลปะ แฟชั่น ภาพถ่าย และชีวิตกลางคืนของเมืองดูเหมือนเป็นภาษาเดียวกัน
ตอนเล่าถึงความทรงจำช่วงนั้น เขาพูดออกมาสั้นๆ แต่เหมือนเก็บอารมณ์ทั้งยุคไว้ในคำเดียวว่า “นิวยอร์ก!” คำอุทานนั้นไม่ใช่แค่ความตื่นเต้นของคนที่ได้มาถึงเมืองใหญ่ แต่เป็นความทรงจำของช่วงเวลาที่เมืองหนึ่งสามารถเปลี่ยนมุมมองของคนคนหนึ่งไปได้ตลอดกาล สำหรับ Ghesquière นิวยอร์กจึงไม่เคยเป็นเพียงสถานที่จัดโชว์ แต่มันคือแหล่งพลังงานของความเป็นไปได้ เมืองที่สอนให้เขาเห็นว่าตัวตนสามารถเปลี่ยนรูปได้ รหัสทางสังคมสามารถถูกสลับตำแหน่งได้ และสิ่งที่ดูเหมือนอยู่คนละโลกสามารถเดินเข้าหากันได้โดยไม่ต้องอธิบายมากเกินไป
Louis Vuitton Cruise 2027 จึงเริ่มต้นจากความทรงจำส่วนตัว แต่ไม่ได้หยุดอยู่เพียง nostalgia ของดีไซเนอร์ คอลเล็กชันนี้หยิบเอานิวยอร์กมาอ่านใหม่ในฐานะเมืองที่มีมากกว่าหนึ่งใบหน้า เมืองที่ประกอบขึ้นจากแรงดึงดูดของ uptown และ downtown จากความสง่างามแบบชนชั้นสูงกับพลังดิบของถนน จากพิพิธภัณฑ์กับ graffiti จากอดีตที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องจัดแสดง กับปัจจุบันที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาบนทางเท้า Ghesquière อธิบายแก่นคิดนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “ผมคิดว่านี่คือคำถามที่อาจไม่มีวันมีคำตอบ นั่นคือความเป็นสองขั้วนี้ ผมรักสิ่งนั้น และมันเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมากสำหรับคอลเล็กชันนี้”

ประโยคนั้นสำคัญ เพราะมันบอกเราว่า Cruise 2027 ไม่ได้พยายามหาข้อสรุปให้นิวยอร์ก ตรงกันข้าม มันยอมรับว่าความงามของเมืองนี้อยู่ตรงความไม่สามารถถูกสรุปได้ นิวยอร์กไม่ใช่เมืองที่มีคำตอบเดียว ไม่ใช่เมืองที่ยอมให้ใครกำหนดว่าอะไรสูง อะไรต่ำ อะไรหรู อะไรป็อป อะไรเป็นศิลปะ และอะไรเป็นชีวิตประจำวัน ทุกอย่างไหลเข้าหากันอย่างวุ่นวาย ขัดแย้ง และน่าหลงใหล ราวกับเมืองทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลองของความเป็นตัวตนที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์
การเลือก Frick Collection เป็นสถานที่จัดโชว์จึงไม่ใช่เพียงการเลือกฉากหลังที่งดงาม อาคาร Beaux-Arts แห่งนี้เคยเป็นบ้านส่วนตัวของชนชั้นสูง ก่อนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาภาพวาดและศิลปวัตถุจากโลกเก่าอย่างสงบนิ่ง ภายในห้องเหล่านั้น อดีตดูเหมือนถูกจัดวางไว้อย่างมีระเบียบ ทุกอย่างได้รับการขัดเกลาให้กลายเป็นความทรงจำที่สวยงามและปลอดภัย แต่การมาถึงของ Louis Vuitton ทำให้พื้นที่นี้เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยการทำลายความสง่างามของมัน หากด้วยการปล่อยให้ความสง่างามนั้นถูกท้าทายด้วยภาษาของเมืองร่วมสมัย
ใจกลางของการปะทะกันระหว่างสองโลกนี้คือ Keith Haring ศิลปินที่เริ่มจากเส้นสายบนพื้นที่สาธารณะ ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญของศิลปะร่วมสมัย Haring ไม่ได้สำคัญต่อคอลเล็กชันนี้เพียงเพราะลายเส้นของเขามีพลังทางภาพ แต่เพราะเขาเป็นตัวแทนของการข้ามเส้นแบ่งอย่างแท้จริง จาก subway สู่แกลเลอรี จาก graffiti สู่พิพิธภัณฑ์ จาก pop culture สู่ fine art และจากภาษาของถนนสู่สัญลักษณ์ที่คนทั่วโลกจดจำได้
Ghesquière พูดถึง Haring ในมุมที่ชัดเจนและร่วมสมัยมากว่า “สารที่เขาส่งออกมา เรื่องการทำให้ความงดงามอันประณีตเข้าถึงได้ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ควรถูกแบ่งปันในวันนี้” คำว่า “เข้าถึงได้” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการลดทอนคุณค่าของความงาม แต่หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ความงามไม่ถูกผูกขาดโดยชนชั้น สถาบัน หรือกรอบรสนิยมแบบใดแบบหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ Haring กลายเป็น avatar ของโชว์นี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขาเองก็เป็นศิลปินที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง exquisite กับ popular, museum กับ street, object กับ message พร่าเลือนอย่างมีพลัง

ความบังเอิญที่แทบจะเหมือนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าคือการที่ Louis Vuitton ค้นพบกระเป๋าเดินทางหนังจากยุค 1930s ซึ่ง Haring เคยใช้ปากกา Sharpie วาดทับและมอบให้รูมเมตคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1980s วัตถุชิ้นนั้นกลายเป็นเหมือนประตูเล็กๆ ที่เชื่อมทุกความหมายของคอลเล็กชันเข้าด้วยกัน Louis Vuitton ในฐานะเมซงแห่งการเดินทาง Haring ในฐานะศิลปินของเมือง นิวยอร์กในฐานะพื้นที่ของการเคลื่อนย้าย และแฟชั่นในฐานะพื้นผิวที่สามารถรับเอาศิลปะ ความทรงจำ และชีวิตจริงมาไว้บนร่างกาย
ลุคแรกของโชว์วางประโยคเปิดของคอลเล็กชันอย่างเรียบง่ายแต่มีน้ำหนัก เดนิมเอี๊ยมถูกปล่อยลงมาผูกไว้รอบเอว จับคู่กับคาร์ดิแกนคอวีที่ดูไม่พยายามเกินไป และกระเป๋าเดินทาง Haring ใบนั้นก็เข้ามาเป็นเหมือนเครื่องหมายของการออกเดินทาง ภาพนี้ไม่ได้พูดถึงความหรูหราในแบบตรงไปตรงมา หากพูดถึงการเคลื่อนที่ของรหัสแฟชั่นจากชีวิตประจำวันเข้าสู่โลกของความหมาย จากเสื้อผ้าที่คุ้นตาไปสู่บริบทใหม่ที่ทำให้เราต้องมองมันอีกครั้ง
จากจุดเริ่มต้นนั้น Ghesquière ค่อยๆ ปล่อยให้ตัวละครของเขาเดินผ่าน Frick ด้วยท่าทีที่เหมือนทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่ากำลังรบกวนความสงบนิ่งของสถานที่ หญิงสาวในรองเท้า wrestling แบบ quilted หมวก fedora ที่ดูเหมือนผ่านค่ำคืนยาวนานของเมืองมาแล้ว เสื้อหนังพิมพ์ลายมืออย่างประณีต กระเป๋าที่แปลงภาพของ yellow cab และกล่องอาหาร takeout ให้กลายเป็นวัตถุสะสม เสื้อผ้าที่ใช้ floral jacquard silk faille สะท้อนบรรยากาศของผนังผ้าใน Frick และชุดที่ปล่อยให้ร่องรอยของ Haring ปรากฏบนพื้นผิวราวกับภาพเขียนที่กำลังเคลื่อนไหว
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่คอลเล็กชันนี้ไม่พยายามทำให้ทุกอย่างกลมกลืนจนเกินไป Ghesquière ยังคงเป็นดีไซเนอร์ที่เชื่อในพลังของการประกอบสิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกันให้เกิดภาษาที่สามขึ้นมา Edwardian ruffles ถูกจับเข้ากับ 21st-century spandex กระโปรงสูทแบบ lady-who-lunches ถูกพาไปเจอกับโครงสร้างของ origami mini กางเกง boxer satin เข้ามาอยู่กับแจ็กเก็ตที่มีพลังแบบ race car และชุดราตรีบางลุคดูราวกับสตรีจากยุค Gilded Age หลุดออกมาจากภาพวาด แล้วตัดสินใจเดินผ่านโลกที่เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมด

Ghesquière เรียกภาพของหญิงสาวช่วงท้ายโชว์ว่าเป็นเหมือน “คาเมโอจากยุค Gilded Age” และคำนี้ทำให้เราอ่านคอลเล็กชันได้ชัดขึ้น คาเมโอไม่ใช่ตัวละครหลักที่ต้องอธิบายทุกอย่าง แต่เป็นการปรากฏตัวที่ทำให้ภาพรวมมีมิติขึ้น หญิงสาวคนนั้นไม่ได้กลับมาจากอดีตเพื่อเรียกร้องให้โลกปัจจุบันเคารพเธออย่างเงียบงัน แต่กลับมาพร้อม ruffles, lace, bodice และรายละเอียดที่เหมือนเศษความทรงจำของความหรูหราเก่า ก่อนจะถูกทำให้มีชีวิตใหม่บนร่างกายที่ยังเป็นของปัจจุบันอย่างชัดเจน
นี่คือความสามารถเฉพาะตัวของ Ghesquière เขาไม่ได้ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องประดับ แต่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นวัตถุดิบที่ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว เสื้อผ้าของเขาหลายครั้งจึงดูเหมือนเกิดจากการชนกันของเวลา มากกว่าการอ้างอิงยุคใดยุคหนึ่งอย่างสุภาพ Cruise 2027 ไม่ได้บอกว่าอดีตควรถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ และไม่ได้บอกว่าปัจจุบันควรตัดขาดจากความงามแบบเก่า สิ่งที่คอลเล็กชันนี้เสนอคือความเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะเดินอยู่ในห้องเดียวกันได้ แม้จะไม่เข้าใจกันทั้งหมดก็ตาม
ในเชิงวัฒนธรรม นี่เป็นคอลเล็กชันที่พูดถึงนิวยอร์กได้ฉลาดกว่าการหยิบ cliché ของเมืองมาใช้เพียงผิวเผิน แน่นอนว่ามี denim, leather, taxi, takeout box, motorcycle energy และกลิ่นอายของ Americana อยู่ในหลายจุด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้าง costume party ของ New York แบบง่ายๆ ตรงกันข้าม มันถูกนำมาชนกับ Frick กับ Haring กับ French savoir-faire กับความทรงจำของ Ghesquière และกับระบบความหมายของ Louis Vuitton จนกลายเป็นภาพของเมืองที่ยุ่งเหยิงกว่า ซับซ้อนกว่า และจริงกว่า
เพราะนิวยอร์กที่แท้จริงไม่ได้สวยจากความเป็นระเบียบ เมืองนี้สวยจากการปะทะกันของสิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน ชนชั้นสูงเดินผ่านศิลปินใต้ดิน พิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ไกลจากชีวิตกลางคืน ความหรูหราถูกยืมไปใช้โดยคนที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อครอบครองมัน และวัฒนธรรมป็อปสามารถเดินเข้าไปในพื้นที่ของศิลปะสูงได้โดยไม่ต้องขออนุญาต คอลเล็กชันนี้จึงไม่จำเป็นต้องถามว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ “เหมือนคน New York ใส่จริงหรือไม่” เพราะประเด็นของมันไม่ได้อยู่ที่การจำลอง wardrobe ของคนเมือง แต่อยู่ที่การจำลองพลังทางจินตนาการของเมือง
Louis Vuitton ในบริบทนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่นที่เข้ามาใช้พิพิธภัณฑ์เป็นฉากสวยงาม แต่กำลังวางตัวเองอยู่ในบทสนทนาที่ลึกกว่าเดิม ระหว่างความหรูหราและสถาบันศิลปะ ระหว่างสินค้าและความคิด ระหว่าง heritage และการตีความใหม่ ความสัมพันธ์ระยะยาวกับ Louvre ในปารีส และการสนับสนุน Frick ใน New York บอกให้เห็นว่าเมซงกำลังขยายความหมายของการเดินทาง จากการเคลื่อนที่ของผู้คนและกระเป๋า ไปสู่การเคลื่อนที่ของวัฒนธรรม ความรู้ และความทรงจำ

การเดินทางใน Cruise 2027 จึงไม่ใช่แค่การเดินทางจาก Paris มายัง New York แต่เป็นการเดินทางระหว่างรหัสต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกแฟชั่นร่วมสมัย จาก salon สู่ sidewalk จาก Old Masters สู่ pop art จาก trunk สู่ canvas จาก high society สู่ subculture จากอดีตสู่อนาคต และจากความงามที่เคยถูกเก็บไว้ในที่สูง ไปสู่ความงามที่ยอมให้ผู้คนมองเห็น สัมผัส และตีความใหม่ได้
ท้ายที่สุด คอลเล็กชันนี้อาจไม่ได้ต้องการให้เรารักทุกลุค หรือเข้าใจทุกการจับคู่ของ Ghesquière อย่างหมดจด บางอย่างดูประหลาด บางอย่างดูเกินจริง บางอย่างดูเหมือนจงใจไม่ลงตัว แต่ความไม่ลงตัวนั้นเองคือหัวใจของนิวยอร์ก และอาจเป็นหัวใจของ Louis Vuitton ในยุคที่ความหรูหราไม่สามารถยืนอยู่บนความสมบูรณ์แบบแบบเก่าได้อีกต่อไป ความหรูหราใหม่อาจอยู่ที่ความสามารถในการรับมือกับความขัดแย้ง โดยไม่รีบทำให้มันเรียบร้อยจนเสียพลัง
เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีที่เคยอุทานว่า “นิวยอร์ก!” ในความทรงจำของ Ghesquière อาจยังอยู่ในคอลเล็กชันนี้ อยู่ในความกล้าของการชนกันระหว่าง Frick กับ Haring อยู่ในเดนิมที่ถูกผูกผิดวิธี อยู่ใน ruffles ที่ไม่ยอมอยู่กับอดีตอย่างสงบ อยู่ในกระเป๋าที่ทำให้กล่อง takeout หรือแท็กซี่กลายเป็นวัตถุของความปรารถนา และอยู่ในความเชื่อว่าแฟชั่นยังสามารถพาเราข้ามเส้นแบ่งที่โลกสร้างขึ้นได้เสมอ
Louis Vuitton Cruise 2027 จึงไม่ใช่เพียงโชว์เกี่ยวกับ New York แต่เป็นโชว์เกี่ยวกับพลังของเมืองที่ไม่ยอมอยู่นิ่ง เมืองที่บังคับให้ทุกคนต้อง code-switch ต้องเปลี่ยนจังหวะ ต้องเรียนรู้การอยู่กับความขัดแย้ง และต้องยอมรับว่าตัวตนไม่ได้มีเพียงแบบเดียว สำหรับ Ghesquière นั่นอาจเป็นบทเรียนแรกที่นิวยอร์กเคยมอบให้เขา และหลายสิบปีต่อมา เขาก็ส่งบทเรียนนั้นกลับคืนสู่รันเวย์ของ Louis Vuitton ด้วยภาษาที่ทั้งประหลาด งดงาม และไม่ยอมถูกทำให้เชื่อง
ในโลกที่แฟชั่นมักถูกขอให้ชัดเจนขึ้น ง่ายขึ้น และขายได้เร็วขึ้น Cruise 2027 กลับเลือกจะซับซ้อน เลือกจะปะทะ เลือกจะทิ้งคำถามไว้มากกว่าคำตอบ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่คอลเล็กชันนี้น่าจดจำ เพราะมันไม่ได้ทำให้นิวยอร์กกลายเป็นฉากหลังของ Louis Vuitton แต่มันทำให้นิวยอร์กกลายเป็นวิธีคิดของ Louis Vuitton อย่างแท้จริง



