April 27, 2026

หากใครได้ติดตามผลงานโปรเจ็กต์ใหม่ของช่อง one31 คงไม่อาจละสายตาจากละครเรื่อง สกุณาซ่อนรัก (Whisper of Desire) ที่มีกำหนดเริ่มตอนแรก 27 เมษายน 2569

ย้อนกลับไปในวันที่ตัวอย่างถูกปล่อยออกมา หลายคนตั้งตารอรับชมเรื่องราวโรมานซ์เรื่องนี้อย่างใจจดใจจ่อ เนื่องด้วยมีหลายฉากที่เพิ่มความสนใจให้คนดู โดยเฉพาะตัวละครที่มีมิติซับซ้อนอย่าง ‘เพิ่ม’ ที่รับบทโดยนักแสดง ‘ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ’ 

ครั้งนี้ #legend Thailand จึงชวนฟิล์ม มาคุยกันแบบเจาะลึกถึงเบื้องหลังการทำงานที่เต็มไปด้วยความท้าทาย พร้อมเปิดเผยแง่มุมเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่เขาถอดรหัสได้จากบทบาทการแสดงเรื่อง สกุณาซ่อนรัก รวมถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่หล่อหลอมให้เขาเป็นนักแสดงที่เต็มไปด้วยพลังอย่างในปัจจุบัน

ในสกุณาซ่อนรัก ตัวละคร ‘เพิ่ม’ ที่คุณรับบทมีความซับซ้อนหรือความลับแบบไหนที่เป็นหัวใจของเรื่อง

ตัวละคร ‘เพิ่ม’ เป็นตัวละครที่คาดเดายากและมีความซับซ้อนสูงมาก เขามีเป้าหมายชัดเจนนะว่าต้องการอะไร แต่ไม่สามารถแสดงออกมาตรงๆ ได้ ภายนอกเขาอาจจะดูเพอร์เฟกต์ เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวย มีหน้าที่การงานดี แต่พอมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น มันเลยเกิด conflict ที่ทำให้การแสดงออกของเขาดูมีอะไรซ่อนอยู่ตลอดเวลาครับ

ฉากไหนในสกุณาซ่อนรักที่ยากที่สุดทั้งในแง่อารมณ์และการถ่ายทำ

สำหรับผม ซีนที่ยากที่สุดคือตอนจบ เป็นฉากสรุปทุกอย่างของเรื่องที่ผมรู้สึกว่ายากมาก แล้วก็เป็นซีนก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นการขมวดปมเรื่องทั้งหมด อยากให้ทุกคนไปติดตามดู ด้วยความที่ไม่มีไดอะล็อกเลย แล้วผมต้องเล่นอยู่คนเดียว

ทุกอารมณ์ทุกความรู้สึกที่มันตีกันอยู่ในหัวของตัวละครนั้นมันถูกบอกเล่าผ่านแววตา สีหน้า ท่าทาง ซึ่งเขาไม่เคยแสดงออกกับใครมาก่อน ถือเป็นอีกหนึ่งซีนที่ผมกลัวที่สุด

‘สกุณาซ่อนรัก’ สะท้อนมุมมองความรักและความสัมพันธ์ของคุณอย่างไรบ้าง

ในมุมของคนดู เรื่องนี้จะทำให้เห็นมุมมองความรักที่หลากหลายผ่านบริบทการเลี้ยงดูของครอบครัวที่ต่างกัน ผมมองว่าไม่มีใครผิดหรือถูก เพราะประสบการณ์ชีวิตหล่อหลอมให้แต่ละคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือการเคารพในตัวตนของกันและกัน ถ้าเราไม่ชอบก็แค่ถอยออกมา ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดสำหรับตัวเราครับ

คิดว่าคนดูจะอินกับเรื่องนี้ตรงจุดไหนมากที่สุด

ผมมองว่าแกนหลักคือเรื่องความรักครับ แต่มันเป็นรักที่มีหลายรูปแบบและบางครั้งก็หาเหตุผลมาอธิบายได้ยาก บางทีความรักมันก็ไม่มีเหตุผลรองรับเสมอไป บางตัวละครเลือกที่จะแสดงออกอย่างหนึ่งเพื่อปกปิดอีกอย่าง ซึ่งพล็อตแบบนี้มันสะท้อนชีวิตจริงมากครับ ผมว่าคนดูจะรู้สึกอินเพราะมันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็อาจจะเคยเจอ

ประสบการณ์การทำงานร่วมกับเทศน์เป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับการร่วมงานกับเทศน์ ผมประทับใจในความตั้งใจมากครับ น้องเป็นเด็ก alert และเราทำงานเข้าขากันได้เร็วมากตั้งแต่วันแรกๆ ผมเห็นความพยายามของน้องทั้งเรื่องแอคติ้งและภาษาไทย ซึ่งน้องทุ่มเทเรียนรู้อย่างหนักจนทำออกมาได้ดีมาก ส่วนความท้าทายคงเป็นเรื่องการสื่อสาร ผมเลยต้องคอยช่วยเป็น ‘วุ้นแปลภาษา’ แปลไทยเป็นไทยให้อีกรอบ เพื่อเช็กว่าสิ่งที่น้องต้องการสื่อสารจริงๆ คืออะไร เป็นสีสันในการทำงานที่ทำให้เราสนิทกันมากขึ้นครับ

ถ้าย้อนกลับไปบอกอะไรกับ ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ ในวันแรกที่เข้าวงการได้ 1 อย่าง อยากบอกอะไรที่สุด

ตั้งแต่เข้าวัยเลข 3 ผมรู้สึกว่าตัวเองป่วยบ่อยและป่วยหนักขึ้น ปกติผมมีโรคภูมิแพ้เป็นทุนเดิมทำให้ภูมิคุ้มกันตกง่ายอยู่แล้ว ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย หลายคนอาจจะคิดว่าการออกกำลังกายช่วยได้ ซึ่งผมก็ทำเป็นประจำนะครับ แต่มันก็ยังไม่พอ เพราะจริงๆ แล้วมันรวมไปถึงเรื่องอาหาร สภาพอากาศที่เปลี่ยน และที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อน ตั้งแต่ปีที่แล้วผมเลยหันมาให้ความสำคัญกับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงมากขึ้น แต่พออายุเข้าวัยนี้ ร่างกายมันเหมือนมีนาฬิกาปลุกอัตโนมัติครับ ต่อให้วันหยุดจะเข้านอนเร็วหรือดึกแค่ไหน พอถึงตี 5 ร่างกายจะเด้งตื่นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติเหมือนความเคยชินจากการทำงาน

มีช่วงไหนในชีวิตที่รู้สึกว่า ‘ต้องพิสูจน์ตัวเอง’ มากที่สุด แล้วผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไร

ช่วงปี 2019-2020 คือช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดสำหรับผมครับ มันเป็นรอยต่อหลังจากที่ผมเริ่มเป็นที่รู้จักจาก เมีย 2018 ซึ่งความสำเร็จตอนนั้นมาเร็วมากจนผมรู้สึกว่า ‘ความสามารถเราตามไม่ทันชื่อเสียง’ ผมมองว่าที่คนรู้จักเราไม่ใช่เพราะฝีมือล้วนๆ แต่เป็นเพราะองค์ประกอบทุกอย่างมันเพอร์เฟกต์ ทั้งบท ผู้กำกับ และเพื่อนร่วมงาน ผมแค่ไปอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอเจาะพอดี หลังจากนั้นมันเลยเป็นบททดสอบที่ยาวนานถึง 2-3 ปี ผมผ่านงานมาหลายเรื่องที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจหรือไม่มีใครพูดถึงฝีมือเราเลย แต่นั่นคือช่วงที่ผมได้เติบโตและเห็นพัฒนาการของตัวเองจริงๆ ผมเรียนรู้ว่าโอกาสและความสามารถต้องมาคู่กัน เพราะถ้าได้โอกาสมาแต่ไม่มีฝีมือ เราก็ไม่สามารถรักษาชื่อเสียงนั้นไว้ได้ หน้าที่ของผมตอนนี้คือการพิสูจน์ว่าผมคู่ควรกับสิ่งที่ได้รับมา และจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ

คุณนิยามคำว่า ‘นักแสดงที่ดี’ จากประสบการณ์ของตัวเองว่าอย่างไร

หัวใจสำคัญในการทำงานของผมมี 3 เรื่องครับ หนึ่งคือการทำการบ้านกับบทอย่างหนัก สองคือความมีวินัย ทั้งการตรงต่อเวลาและการดูแลรูปร่างภาพลักษณ์ให้เหมาะสมกับบทบาท ซึ่งผมมองว่านี่คือความรับผิดชอบพื้นฐานที่เราต้องพร้อมเมื่อได้รับโอกาส และสามคือการเคารพเพื่อนร่วมงานทุกฝ่าย ผมให้ความสำคัญกับข้อนี้มาก เพราะความสำเร็จของผลงานไม่ได้เกิดจากนักแสดงเพียงคนเดียว แต่มาจากทีมงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทีมกล้อง ทีมไฟ ทีมสวัสดิการ ช่างหน้าช่างผม และฝ่ายเสื้อผ้า ถ้าไม่มีพวกเขา เราก็ไม่มีภาพที่สวยงามหรือการดูแลที่ดีในกองถ่าย นักแสดงที่ดีสำหรับผมจึงไม่ใช่แค่คนที่เล่นเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่ให้เกียรติและเห็นคุณค่าของทีมงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

บทบาทแบบไหนที่ยังไม่เคยเล่น แต่อยากท้าทายตัวเองสักครั้ง

จริงๆ มีบทที่ผมอยากเล่นอีกเยอะเลยครับ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่กับแนวโรแมนติก-ดราม่าซะเยอะ ถ้าถามว่าอยากเล่นอะไร… คอมเมดี้ ก็อยากลองครับ แล้วก็บท ‘คนจน’ นี่ผมยังไม่เคยเล่นแบบจริงจังเลย (หัวเราะ) ที่ผ่านมามักจะเป็นบทคนรวยที่หนีออกจากบ้านมาลำบากมากกว่า แต่ยังไม่เคยเล่นบทคนที่เกิดมาสู้ชีวิตตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ผมยังอยากลองบทอาชีพเฉพาะทางอย่าง ทหาร ตำรวจ หรือนักมวยดูบ้าง หรือถ้าจะข้ามไปเล่นบทที่มันหลุดจากตัวเองไปเลยอย่างฆาตกรต่อเนื่อง หรือบทตัวละครประหลาดๆ ก็น่าสนใจมากครับ ผมว่ามันท้าทายดี

ถ้าให้เลือกอธิบายตัวเองในช่วงนี้ จะเลือกคำว่าอะไร

ผมเป็นอินโทรเวิร์ตที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่บ้านและยิม กิจกรรมหลักๆ ก็คือดูหนัง เล่นเกม หรือหาอะไรดูไปเรื่อยๆ ในห้องของตัวเอง แต่ผมก็ไม่ได้ตัดขาดสังคมนะครับ ผมยังใช้เวลากับคุณแม่ตอนกินข้าว หรือออกไปเล่นกับแมวบ้าง เพียงแต่ผมรู้สึกว่าการอยู่กับตัวเองในพื้นที่ที่คุ้นเคย มันคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด บางวันผมแค่อยากอยู่เงียบๆ ไม่ต้องออกไปเจอใคร แค่นั้นก็แฮปปี้แล้วครับ

หากให้ย้อนกลับไปดูอิทธิพลทางดนตรีที่หล่อหลอมคุณมาจนถึงทุกวันนี้ คุณเติบโตมากับเพลงแนวไหนและศิลปินกลุ่มใดบ้าง

ถ้าพูดถึงสไตล์เพลงที่ใช่สำหรับผม 100% เลยคือเพลงช้าและเพลงอกหักครับ เป็นความชอบส่วนตัวมาตั้งแต่เด็กเลย ไม่เกี่ยวว่าตอนนั้นชีวิตจะมีแฟนหรือโสด ผมก็อินกับเพลงเศร้ามาตลอด ศิลปินในดวงใจของผมคือออฟ ปองศักดิ์ ชอบมาตั้งแต่ชุดแรกเลย เพราะเขาเป็นเจ้าพ่อเพลงอกหักที่สื่อสารอารมณ์ได้สุดมาก อีกคนคือไอซ์ ศรัณยู เวลาเขาร้องเพลงเศร้าทีไร มันกินใจและเข้าถึงอารมณ์มากจริงๆ ส่วนถ้าเป็นวงดนตรี ผมโตมากับยุคของวง Potato, Bodyslam อัลบั้มแรกๆ หรือวงอย่าง K-9 สมัยก่อนเราฟังเพลงผ่านวิทยุเป็นหลัก เสน่ห์ของเพลงยุคนั้นคือเมโลดี้ที่เรียบง่ายแต่ติดหูและลึกซึ้ง ซึ่งต่างจากเพลงสมัยนี้ที่มีลูกเล่นเยอะกว่า แต่ผมก็ยังฟังเพลงรุ่นใหม่นะครับ อย่างวง Three Man Down หรือ Tilly Birds นี่ก็ฟังบ่อยครับ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search