“ดนตรีเป็นสิ่งที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ตัวเลย” ไทแทน ทีปประสาน ศิลปินหนุ่มผู้มากความสามารถทางดนตรีจากค่าย 411 Music เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น ตั้งแต่ตอนที่คุณแม่เปิดเพลงคลาสสิกให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง ก่อนจะเริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจังตอนอายุราว 3-4 ขวบ และเติบโตมากับการร้อง เต้น และแกะเพลงอยู่ทุกวัน จนดนตรีกลายเป็นเหมือนภาษาหลักในชีวิต

“ผมได้มีโอกาสเป็นแดนเซอร์ตอนประมาณ 9-10 ขวบ ซึ่งตอนนั้นยังเด็กมากนะครับ แต่เรากลับรู้สึกสนุกและตื่นเต้นมากกว่ากลัว นอกจากเต้นผมเล่นดนตรีควบคู่ไปด้วย เล่นไวโอลินในออร์เคสตร้าโรงเรียน พื้นฐานผมเริ่มจากดนตรีคลาสสิกเลย สอบ ABRSM ทั้งเปียโนทั้งไวโอลินจนถึงเกรด 8 พอผ่านช่วงนั้นก็ค่อยมาเริ่มจับกีตาร์ พอเข้าวัยรุ่นเป็นช่วงที่เริ่มอยากรู้ว่าเพลงมันเกิดขึ้นยังไง ไม่ใช่แค่ร้องหรือเต้นตาม แต่เริ่มอยากสร้างมันเอง ผมเคยผ่านการแป็นสมาชิกบอยแบนด์มาก่อน ตอนนั้นอายุ 14 วงชื่อ Mad Monkeys ครับ แต่พอเราเรียนอินเตอร์ ความกดดันเรื่องเรียนมันมีจริงๆ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไปเรียนมหาลัยที่ลอนดอน UCL เรียน Management Science ซึ่งต่างกับดนตรีคนละโลกเลย แต่ผมก็ยังทำเพลงตลอด ตอนนั้นผมเลยเริ่มรู้ตัวว่าถ้าเราเรียนหนักขนาดนี้ แล้วยังไม่หยุดทำเพลงแสดงว่าเราน่าจะรักมันจริงๆ”

เขาตัดสินใจปล่อยเพลงของตัวเองลงยูทูบ ทำเอง ลงทุนเอง ไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น ไทแทนก็ได้กลับมาไทย และพบกับทีม 411 Music ซึ่งเป็นหนทางของการก้าวสู่การเดบิวต์ในฐานะศิลปินเดี่ยวในที่สุด บทบาทการเป็นศิลปินเดี่ยวของเขาทำให้ไทแทนด้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เขายังคงเรียนรู้จากทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา
“ผมเป็นคนดีเทลมาก เวลาได้ขึ้นโชว์แต่ละครั้ง ผมจะรู้สึกว่ามันสอนเราตลอด บางทีตอนทำงานเราคิดว่าออกมาดีแล้วนะ แต่พอกลับไปดูจริงๆ จะเห็นเลยว่ามีอะไรที่ต้องปรับอีกเยอะ…ผมรู้สึกว่าศิลปินคือมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องพัฒนาอีกหลายด้าน ผมเลยพยายามศึกษาอยู่ตลอด ทั้งเรื่องร้องเต้นที่ยังพัฒนาไม่หยุด และช่วงนี้ผมให้ความสำคัญกับการเขียนเพลงมากขึ้น โดยเฉพาะงานเบื้องหลัง พอได้ทำงานเพลงให้แบมแบมในอัลบัม ‘HOMETOWN’ ผมรู้สึกสนุกมาก เพราะมันเป็นการใช้ชุดความคิดคนละแบบเลย เราต้องคิดว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะเล่าเรื่องนี้ยังไงให้มันเป็นตัวเขาที่สุด แล้วการได้เห็นเพื่อนร้องเพลงที่เรามีส่วนร่วมสร้าง มันเป็นความภูมิใจอีกแบบหนึ่ง นอกจากงานเพลงแล้วผมมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากทำร้านอาหารครับ ตอนนี้ก็มีร้านปิ้งย่างกับเพื่อนชื่อ Domo Yakiniku แล้วก็มีร้านอิซากายะชื่อ Home Run เพราะผมชอบอาหารญี่ปุ่นมาก มันเป็นแพชชันอีกด้านที่ทำให้ชีวิตบาลานซ์ขึ้นเหมือนกัน”

นอกจากเรื่องความสนุกในชีวิตของการเป็นศิลปินแล้ว ไทแทนยังพบกับช่วงเวลาที่ยาก เมื่อเขาต้องเผชิญกับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ แต่เพลงและดนตรีก็ช่วยให้เขาผ่านมันมาได้เหมือนกัน
“ปีที่แล้วมีหลายอย่างเกิดขึ้น รวมถึงเรื่องน้องหมาเสียด้วย แล้วผมรู้สึกว่ามันสะสมมาตั้งแต่เดบิวต์ด้วย เราอาจจะกดดันแล้วก็เมินเฉยมาตลอดเพราะเราคิดว่าเดี๋ยวก็ผ่าน แต่พอมันสะสมมากๆ มันจะทำให้มีวันที่เราเริ่มอยู่กับความคิดตัวเองเยอะเกินไป เพราะการทำเพลงมันต้องอยู่กับตัวเองเยอะนะครับ จนสุดท้ายผมต้องไปคุยกับคุณหมอ แต่สิ่งที่ช่วยผมได้เยอะคือการกลับมาทำเพลงนี่แหละครับ อย่างเพลง ‘After The Rain’ ผมตั้งใจทำให้เป็นเพลงให้กำลังใจ อยากให้เพลงนี้เป็นเหมือนกาแฟตอนเช้าที่บูสต์พลังให้คนฟัง แล้วก็ให้ตัวผมเองด้วย”

TYTAN 1st Mini Album Y.O.B.O. (YOU’RE ONLY BORN ONCE) เกิดจากตัวตนและความตั้งใจของศิลปินที่เปี่ยมด้วยแพชชันคนนี้ เขาอยากให้แต่ละเพลงสะท้อนแต่ละอารมณ์ความรู้สึกของเขาและแฟนเพลง ซึ่งหนึ่งเพลงที่มีความพิเศษคือเพลง ‘ฝนดาวตก’
“เพลงที่พิเศษสำหรับผมคือ ‘ฝนดาวตก’ ครับ ตอนปล่อยไม่ได้ทำแค่มิวสิกวิดีโอ ทำเป็นหนังสั้นด้วยซึ่งผมเป็นนักแสดงนำ เป็นงานที่ทำให้รู้สึกว่าเราได้ลองกลับไปเป็นนักแสดงอีกครั้ง และความหมายเพลงมันก็ลึกซึ้งมาก ผมชอบไอเดียที่ว่าต่อให้มีดาวตกเป็นร้อยเป็นพันดวง แต่ถ้าเรามีความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เราก็จะขอพรเรื่องนั้นเรื่องเดียว มันเลยเป็นเพลงที่พอพูดถึงทีไร ผมก็ยังจำทุกขั้นตอนการทำได้หมด…ผมอยากให้คนที่อยากเป็นศิลปินทำตามความฝันและอย่ายอมแพ้ครับ ผมเรียนรู้ว่าอะไรที่ควบคุมไม่ได้ต้องปล่อยวาง แต่ปล่อยวางมากไปก็ไม่ดีเหมือนกัน เราต้องบาลานซ์ระหว่างการไม่แบกทุกอย่างไว้ กับการยังใส่ดีเทลและไฟนอลทัชของเราให้มันเป็นงานศิลปะที่ตัวเองภูมิใจ”
ถึงจะเป็นศิลปินที่มีแพชชันต่อดนตรีมากแค่ไหน แต่บุคคลที่เป็น #legend สำหรับเขากลับเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลชื่อดัง
“ผมเชียร์อาร์เซนอล แล้ว Mikel Arteta เป็นคนที่ผมนับถือมาก เพราะก่อนเขาเข้ามาทีมแย่มาก แต่เขาค่อยๆ สร้าง foundation ทีละอย่าง อดทนมาหลายปี ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แชมป์มานานมาก แต่มายด์เซตเขาคือไม่ท้อ รอวันได้แชมป์ มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราควรซึมซับความอดทนแบบนั้นไว้”

กว่าที่ไทแทนจะเติบโตมาเป็นเวอร์ชันในปัจจุบันเขาผ่านเรื่องราวหลายอย่างมามากมายทั้งดีและร้าย เขามีรอยสักที่คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “Don’t lose a little kid inside you”
“ถ้าพูดกับตัวเองในอนาคต ผมคงบอกว่า “อย่ายอมแพ้” แล้วก็มีประโยคที่เตือนตัวเองตลอดว่า “อย่าลืมเด็กคนนั้นข้างในตัวเรา” เพราะเด็กคนนั้นคือคนที่พาเรามาถึงตรงนี้ บางทีพอโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น เราเครียดจนลืมว่าตอนเด็กเราอยากมายืนตรงนี้แค่ไหนครับ”
สำหรับก้าวต่อไป ไทแทนยังเลือกใช้เวลาในการค้นหาทิศทางใหม่ๆ ของตัวเองต่อไป เพราะสำหรับเขาการเติบโตไม่ใช่แค่การไปให้ไกลขึ้น แต่คือการยังซื่อสัตย์กับความฝันของเด็กคนนั้นที่อยู่ข้างในเสมอ



