รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
ลมทะเลของ Biarritz ในปลายเดือนเมษายน ไม่ได้เพียงพัดผ่านผืนทราย หากแต่พัดพาเรื่องราวที่ทับซ้อนกันระหว่างอดีตและปัจจุบันให้ลอยขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยยืนอยู่ตรงนี้ในปี 1915 และเลือกจะ “มองโลกใหม่” ผ่านสายตาของตัวเอง หญิงสาวคนนั้นคือ Gabrielle Chanel และโลกใหม่ที่เธอสร้าง ก็คือสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ “Chanel style” มากกว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา Matthieu Blazy กลับมาที่ชายฝั่งเดียวกัน ไม่ใช่ในฐานะผู้สืบทอดเพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะ “ผู้สนทนา” กับอดีต
เขาเคยเล่นอยู่บนชายหาดแห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก “ครอบครัวฝั่งพ่อผมอยู่แถบเทือกเขาพิเรนีส เราเลยลงมาว่ายน้ำที่นี่ทุกหน้าร้อน” เขาเล่าอย่างเรียบง่าย ความทรงจำส่วนตัวนั้นไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างอารมณ์ หากแต่กลายเป็นจุดตั้งต้นของการตีความ เมื่อวันหนึ่งเขาต้องกลับมา “เล่น” กับมรดกริมทะเลของชาเนล บนชายหาดเดียวกัน โชว์ Cruise 2026/27 จึงไม่ใช่เพียงการจัดแฟชั่นโชว์ในสถานที่สำคัญ แต่เป็นการวาง “บทสนทนา” ระหว่างตัวตนของดีไซเนอร์กับจิตวิญญาณของแบรนด์

ภายในคาสิโนสไตล์อาร์ตเดโคที่หันหน้าออกสู่มหาสมุทร พรมสีเบจถูกปูให้ดูเหมือนผืนทราย เสมือนว่าซาลงหรูของปารีสได้ค่อย ๆ ไหลออกมาสู่ชายหาด พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งชาเนลใช้เป็นห้องทดลองทางความคิด “ที่นี่ เธอค้นพบวิธีใหม่ของการเป็น การมอง การเคลื่อนไหว และอิสรภาพ” Blazy กล่าว “มันเป็นสถานที่ที่สมดุลระหว่าง function และ fiction อย่างสมบูรณ์แบบ” ในโลกของ Biarritz ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างชนชั้น ศิลปิน คนงาน ชาวประมง ขุนนาง ทุกคนอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน และนั่นคือสิ่งที่ชาเนลนำมาสร้างเป็นแฟชั่น เธอไม่ได้เพียงออกแบบเสื้อผ้า เธอ “จัดระเบียบใหม่” ให้กับโครงสร้างของสังคมผ่านเสื้อผ้า
ผ้า jersey ที่เคยเป็นเพียงวัสดุสำหรับชุดชั้นใน ถูกนำมาทำเป็นเดรสและเสื้อคลุม ผ้าลินินและผ้าฝ้ายที่เรียบง่ายถูกยกระดับให้กลายเป็นความสง่างามที่สวมใส่ได้จริง ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งในและนอกบ้าน ความเบาสบาย ความคล่องตัว และความเรียบง่าย กลายเป็นโค้ดพื้นฐานของแบรนด์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Blazy ไม่ได้พยายามเลียนแบบโค้ดเหล่านั้น แต่เลือกจะ “ปล่อยให้มันมีชีวิตอีกครั้ง” ผ่านบริบทใหม่

คอลเล็กชันเปิดด้วย Little Black Dress ชิ้นงานที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติ และในปีนี้ มันครบรอบ 100 ปี “ผมคิดว่านี่อาจเป็น revenge dress ตัวแรก” เขากล่าว เดรสสีดำที่ครั้งหนึ่งถูกยืมมาจากยูนิฟอร์มของแม่บ้าน ถูกนำเสนอให้ชนชั้นสูงสวมใส่ การกลับด้านของอำนาจทางสังคมที่แฝงอยู่ในความเรียบง่ายอย่างเฉียบคม Blazy ย้อนกลับไปศึกษาชิ้นงานต้นฉบับที่ The Met และพบว่ามันมีโบว์ขนาดใหญ่ด้านหลัง ซึ่งไม่เคยถูกเผยแพร่ในภาพสเก็ตช์ยุคแรก เขาเลือกจะแปลงมันให้กลายเป็นกระเป๋าคลัตช์ที่ซ่อนอยู่ในโบว์ รายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนวิธีคิดของเขา อดีตไม่ใช่สิ่งที่ต้องคงไว้เหมือนเดิม แต่เป็นสิ่งที่สามารถ “แปลงร่าง” ได้
สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในคอลเล็กชัน ลายทาง Basque แรงบันดาลใจจากผ้าลินินพื้นบ้าน ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเส้นด้ายที่เย็บโลกของ workwear, leisurewear และ couture เข้าด้วยกัน เสื้อ marinère ของชาวเรือ ปรากฏในรูปแบบของ sweater ซิปครึ่งตัว ซึ่ง Blazy เองก็ยอมรับว่าเป็นยูนิฟอร์มส่วนตัวของเขา “มันคือการยืม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาเนลทำมาตลอด” เขากล่าว การ “ยืม” ในที่นี้ไม่ใช่การคัดลอก แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตจริงมาสร้างความหมายใหม่ นั่นคือเหตุผลที่เสื้อผ้าในคอลเล็กชันนี้ดูเหมือนจะ “ง่าย” อย่างน่าประหลาด
สูททวีดที่มีความหลวมอย่างตั้งใจ กางเกงที่ตัดให้พอดีโดยไม่ต้องพยายาม เสื้อเชิ้ตลายทางที่ดูเหมือนของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้คือการทำให้ความหรูหรากลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ “มันเกี่ยวกับการทำให้เสื้อผ้าที่หรูที่สุด ดูเหมือนใส่ง่ายที่สุด” ในขณะเดียวกัน Blazy ก็ไม่ละทิ้งมิติของจินตนาการ เขาเติม “fiction” เข้าไปใน “function” เมอร์เมดปรากฏตัวในชุดซีควินสีเทอร์ควอยซ์ เปลือกหอยกลายเป็นต่างหู ปะการังและดาวทะเลกลายเป็นลวดลายถัก รองเท้าเหลือเพียงส้น เหมือนการทดลองว่าเส้นแบ่งระหว่างเสื้อผ้าและแฟนตาซีจะไปได้ไกลแค่ไหน “จากความเป็นจริงของเดรสดำ ไปสู่จินตนาการของนางเงือก นี่คือ folklore ใหม่ของชาเนล”

แม้แต่กระเป๋า quilted รุ่นใหม่ที่ทำจากเรซินสีฟ้าทะเล ก็ถูกออกแบบให้ “กันน้ำ” ได้จริง “คุณสามารถใส่มันว่ายน้ำได้” เขากล่าว พร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม ในอีกด้านหนึ่งของโชว์ Blazy หยิบเอาองค์ประกอบจากอดีตมาใช้อย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่เขาเรียกว่า “blast from the past” ชุดสูทบางตัวถูกสร้างขึ้นจากแบบร่างดั้งเดิมโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลง “บางอย่างมันดีอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับมัน” แต่ในเวลาเดียวกัน เขายืนยันชัดเจนว่า บทบาทของเขาไม่ใช่การขุดค้นอดีต “มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น จากนั้นเราก็เติม layer ของจินตนาการเข้าไป มันไม่ใช่แค่ by the book” สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ nostalgia but transformation
ในฟรอนต์โรว์ที่เต็มไปด้วยแขกอย่าง Nicole Kidman, Tilda Swinton, A$AP Rocky และ Sofia Coppola บรรยากาศของโชว์ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงแฟชั่น แต่เป็นเหมือนพิธีกรรมของการเชื่อมต่อระหว่างยุคสมัย เมื่อเสียงเพลง “Emmenez-moi” ของ Charles Aznavour ดังขึ้นในช่วงฟินาเล่ โมเดลเดินออกมาท่ามกลางแสงที่ท่วมท้น และผู้ชมลุกขึ้นยืนปรบมือ ในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แฟชั่นกลับแสดงให้เห็นว่า “joie de vivre” หรือความสุขในการมีชีวิตอยู่ ยังคงเป็นสกุลเงินที่ทรงพลัง Blazy เองก็ไม่ปฏิเสธแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้น “มันค่อนข้าง overwhelming” เขายอมรับ “แต่เราคงต้องคุยกันอีกทีในอีก 10 ปี มันคือ marathon ไม่ใช่แค่ drop เดียว” คำพูดนั้นอาจเป็นกุญแจสำคัญของคอลเล็กชันนี้ เพราะสิ่งที่เขากำลังสร้าง ไม่ใช่เพียงโมเมนต์ แต่คือการวางรากฐานของบทใหม่ บทที่ไม่ได้ลบอดีต but continues it และบนชายหาดของ Biarritz ที่ทุกอย่างเคยเริ่มต้น Chanel ก็ยังคงเดินต่อไป ไม่ใช่ในฐานะตำนานที่หยุดนิ่ง แต่ในฐานะเรื่องเล่าที่ยังมีชีวิต และยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ



