January 28, 2026

“Where Do We Go From Here?” Jonathan Anderson’s Dior and the Rewriting of Couture

รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล

Dior Haute Couture Spring/Summer 2026 ของ Jonathan Anderson ไม่ได้เป็นเพียงโชว์เปิดตัวในสาย couture ของดีไซเนอร์คนใหม่ และก็ไม่ใช่ “คอลเล็กชันแรก” ในความหมายเชิงเทคนิคของระบบแฟชั่น หากแต่มันคือเหตุการณ์ทางวัฒนธรรม (cultural event) ที่ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องหยุดคิดใหม่ว่า Haute Couture ยังมีอยู่ไปเพื่ออะไร และ Dior ควรยืนอยู่ตรงไหนในโลกแฟชั่นร่วมสมัย

มันไม่ใช่โชว์ที่ตั้งใจจะ “นิ่ง” แบบความสงบของความหรูคลาสสิก และก็ไม่ใช่โชว์ที่ “แรง” แบบการท้าทายระบบหรือการสร้างแรงกระแทกทางภาพ หากแต่มันคือโชว์ที่ “เต็ม” เต็มไปด้วยพลัง เต็มไปด้วยความหมาย เต็มไปด้วยความตั้งใจ และเต็มไปด้วยการรวมมิตรของทุกสิ่งที่ผู้คนอยากเห็นจาก Dior ในศตวรรษที่ 21: มรดก งานช่าง ศิลปะ ความงาม ความเป็นมนุษย์ ความเป็นแบรนด์ ความเป็นวัฒนธรรม และความเป็นระบบเศรษฐกิจของความหรู (ไม่นับรวมหลายภาพจำจากผลงานเก่าของ JWA เอง)

ตั้งแต่ยังไม่เริ่มโชว์ พื้นที่ของ Musée Rodin ก็ทำหน้าที่เป็นบทนำทางความคิด เพดานถูกแปลงเป็น meadow สีเขียวสด ปกคลุมด้วยดอก cyclamen ที่เบ่งบานราวกับสวนเหนือหัว ไม่ใช่สวนแบบโรแมนติก แต่เป็นสวนแบบมีชีวิต มีความชื้น มีความรู้สึกของธรรมชาติที่ยังหายใจอยู่จริง ขณะที่พื้น chrome parquet เงาวาวสะท้อนภาพผู้ชมและแสงไฟ เป็นโลกของความประดิษฐ์ ความแม่นยำ และความเป็นมนุษย์สร้าง สองโลกนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ราวกับเป็นคำอธิบายเชิงปรัชญาต่อโลกปัจจุบัน ความงามที่ไม่เกิดจากธรรมชาติอย่างเดียว และก็ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีอย่างเดียว หากเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง

และในพื้นที่กึ่งธรรมชาติ กึ่งอุตสาหกรรมนี้ Jonathan Anderson เริ่มเล่าเรื่อง Dior ในภาษาใหม่

เรื่องเล่าไม่ได้เริ่มจาก silhouette หรือ archive แต่เริ่มจากความทรงจำส่วนตัว เด็กชายชาวไอริชคนหนึ่งค้นชื่อ “John Galliano” จาก Yellow Pages โทรไปขอฝึกงานเพราะอยากเป็นดีไซเนอร์ แล้วกลับไปเจอแท็กซี่แทน เรื่องนี้ไม่ใช่ anecdote น่ารัก แต่เป็นภาพแทนของแฟชั่นยุคหนึ่ง ยุคที่ดีไซเนอร์คือฮีโร่ทางวัฒนธรรม เป็นตัวแทนของความฝัน ความงาม และจินตนาการ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงานในโครงสร้างองค์กรแฟชั่น และเมื่อวันหนึ่งเด็กคนนั้นเติบโตมาเป็น Creative Director ของ Dior และ John Galliano นั่งอยู่ front row ในโชว์ Haute Couture แรกของเขา พร้อมมอบดอก cyclamen เป็นของขวัญ ภาพนั้นไม่ได้เป็นแค่ภาพสวย แต่เป็น “การส่งไม้ต่อเชิงสัญลักษณ์” ของมรดกแฟชั่นทั้งระบบ

Galliano พูดกับเขาว่า “ยิ่งคุณรักแบรนด์นี้มากเท่าไร แบรนด์ก็จะยิ่งมอบสิ่งต่าง ๆ กลับคืนให้คุณมากเท่านั้น”

Jonathan Anderson ไม่ได้ตีความคำนี้เป็นความจงรักภักดีแบบพิธีกรรม หรือการเชื่อฟังอดีตแบบไร้คำถาม แต่ตีความมันเป็นความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง การทำงานกับ heritage brand ไม่ใช่การรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิม แต่คือการเข้าใจอดีตให้ลึกพอที่จะ “เปลี่ยนมันได้โดยไม่ทำลายมัน”

เขาเคยพูดถึง Galliano อย่างชัดเจนว่า “สำหรับผมในโลกยุคปัจจุบัน John คือ Dior เขาทำงานกับแบรนด์นี้ยาวนานกว่าคุณ Christian Dior เองเสียอีก”

นี่ไม่ใช่การยกย่องเชิงตำนาน แต่คือการยอมรับ Galliano ในฐานะโครงสร้างความคิดของ Dior ยุคใหม่ ยุคที่ couture ไม่ได้เป็นแค่ความงาม แต่เป็นระบบวัฒนธรรม และเมื่อ Anderson พูดถึง couture เขาไม่โรแมนติไซส์มันว่าเป็นความหรูในฝัน หากให้ความหมายมันใหม่อย่างตรงไปตรงมาว่า “การที่ Dior ทำโอต์กูตูร์ ก็เหมือนกับการปกป้องงานช่างที่กำลังจะสูญพันธุ์” และเขาอธิบายต่อว่า “เมื่อคุณเข้าไปในอาเตอลิเยร์แล้วเห็นว่าที่นั่นไม่มีจักรเย็บผ้าเลย คุณจะเริ่มเข้าใจทันทีว่าทำไมเสื้อผ้าถึงสามารถมีความมหัศจรรย์ได้”

นี่ไม่ใช่คำพูดสวย ๆ แต่คือกรอบคิดของทั้งคอลเล็กชัน couture ไม่ใช่ luxury fantasy แต่คือ “ระบบอนุรักษ์ภูมิปัญญามนุษย์”

สามลุคแรกของโชว์ที่อ้างอิงรูปทรงแจกันของ Magdalene Odundo จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น art reference เชิงภาพลักษณ์ แต่เป็น “โครงสร้างความคิด” ของทั้ง collection ความเรียบ ความสมดุล ความนิ่ง และความลึกที่ไม่ต้องการ ornament silk georgette ถูกจับ ruched เป็นเส้นเล็กละเอียดจนเกิด cloud effect เบาเหมือนหมอก แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของงานช่างอยู่ในทุกตะเข็บ

Couture ในแบบ Jonathan Anderson ไม่ตั้งอยู่บน corset เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีคนพูดกันว่า ถ้าไม่ใช้คอร์เซ็ต ก็ไม่ใช่โอต์กูตูร์ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง”

แทนที่จะสร้างโครงสร้างจากการบีบรัดร่างกาย เขาสร้างโครงสร้างจาก logic ของวัสดุ knit couture, ruched tulle, silk georgette, organza, alpaca, silk satin, gazar ทุกอย่างทำหน้าที่เป็น “สถาปัตยกรรมอ่อน” (soft architecture) hourglass silhouette และ Bar silhouette ปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งความแข็งแรงเชิงกล

ดอกไม้ในโชว์นี้ไม่ใช่ภาษาเชิงความสวยงาม แต่เป็นภาษาเชิงความคิด femme fleur ของ Dior ถูกแปลใหม่ให้เป็นชีวภาพ เหนือจริง และร่วมสมัย pressed flowers, fabric petals, ปีกผีเสื้อที่ถูกขยายขนาดจนกลายเป็น abstraction, lily-of-the-valley, nasturtiums, datura-like godets, gunnera leaf parasol, ชุดเจ้าสาว gazar ที่ลากยาวด้วยกลีบดอกไม้ ทุกอย่างทำให้ “ธรรมชาติ” กลายเป็นโครงสร้างความหมาย ไม่ใช่เครื่องประดับ

โลกของ accessories คือพื้นที่ที่บุคลิก magpie ของ Anderson แสดงตัวเต็มที่ Wunderkammer ถูกสร้างจากของจริงในประวัติศาสตร์ French textiles ศตวรรษที่ 18, ภาพ miniature ของ Rosalba Carriera, อุกกาบาต, ซากฟอสซิล, Victorian silver chains, เครื่องประดับอะลูมิเนียมเพนต์มือ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำให้เป็น luxury object แบบผิวเผิน แต่ถูกวางเป็น “วัตถุวัฒนธรรมร่วมสมัย” ที่ยังมีชีวิต ยังถูกใช้งาน และยังเล่าเรื่องต่อได้

Anderson พูดถึง couture อย่างชัดเจนและหนักแน่นว่า “มันควรเป็นเรื่องของการซื้อสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยเหตุผลทางอารมณ์” และอีกประโยคหนึ่งที่สำคัญมากคือ “ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่โอต์กูตูร์ยังควรมีอยู่ ก็เพราะมันคือการปกป้องบางสิ่งที่อาจหายไปจากโลกนี้ได้”

สิ่งที่ทำให้โชว์นี้มีพลังมากกว่าความงามคือ การที่เขาไม่ปิด couture ไว้กับ elite เพียงกลุ่มเดียว แต่เปิดมันออกสู่สาธารณะผ่าน exhibition ที่ Musée Rodin ผ่านการจัดแสดงร่วมกับผลงานของ Christian Dior และศิลปินร่วมสมัย ทำให้ couture กลายเป็น public culture ไม่ใช่ private ritual ของคนกลุ่มเล็ก

บรรยากาศ front row ที่รวม Brigitte Macron, Bernard Arnault, Jeff Bezos, Lauren Sanchez, John Galliano และ Hollywood A-list ไม่ได้ทำให้โชว์กลายเป็น celebrity spectacle เพราะโชว์ไม่ได้พึ่งคนดังในการสร้างความหมาย แต่มันพึ่ง narrative, craft, ความหมาย และน้ำหนักเชิงวัฒนธรรมของตัวงานเอง

Dior Haute Couture SS26 จึงไม่ใช่โชว์ที่ “นิ่ง” และไม่ใช่โชว์ที่ “แรง” แต่มันคือโชว์ที่ “แน่น” แน่นด้วยโครงสร้างความคิด แน่นด้วยความหมาย แน่นด้วยงานช่าง แน่นด้วย narrative และแน่นด้วยวิสัยทัศน์ Jonathan Anderson ไม่ได้ทำ couture เพื่อโชว์ฝีมือ ไม่ได้ทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และไม่ได้ทำเพื่อแข่งขันกับอดีต เขาทำมันเพื่อ “ตั้งความหมายใหม่” ของคำว่า Dior และในโลกแฟชั่นที่เต็มไปด้วยความเร็ว ความวุ่นวาย และเสียงรบกวน

โชว์ที่สามารถรวมมรดก ความร่วมสมัย ศิลปะ ธุรกิจ วัฒนธรรม และความเป็นมนุษย์เข้าไว้ในภาษาเดียวกันได้อย่างไม่แตก ไม่หลุด และไม่หลวม คือโชว์ที่แข็งแรงที่สุดในเชิงโครงสร้างความหมาย

Dior Haute Couture Spring/Summer 2026 จึงไม่ใช่บทเปิดตัวธรรมดา แต่มันคือ บทตั้งต้นของยุค Dior ใหม่

ยุคที่ couture ไม่ได้เป็นยอดพีระมิดของความหรู แต่เป็น “หัวใจ” ของทั้งระบบความหมายของแบรนด์ และเป็นพื้นที่ที่ Dior ใช้สื่อสารกับโลก ไม่ใช่แค่ขายความฝัน แต่สร้างความหมายร่วมทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง บางทีเสียงเพลง Where Do We Go? ในโชว์ ก็น่าจะถูกเฉลยหมดแล้วว่า Dior และ JWA กำลังจะเดินทางไปยังที่ใด…

Share

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search