D(io)R. Strange How Jonathan Anderson Made Dior Curious Again
รายงาน โดย มานิต มณีพันธกุล
ถ้าจะอธิบาย Dior Winter 2026 ให้เข้าใจง่ายที่สุด คอลเล็กชันนี้คือการที่ Dior เลิก “ยืนมองประวัติศาสตร์จากระยะไกล” แล้วเลือกเดินลงไปสัมผัสมันด้วยตัวเองอีกครั้ง เพราะภายใต้การกำกับทิศทางของ Jonathan Anderson ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ของสูงที่ต้องเก็บรักษาอย่างเคร่งครัด แต่คือวัตถุดิบที่สามารถหยิบมาลอง มาตั้งคำถาม และเอามาเล่นได้อย่างมีเหตุผล มานิต มณีพันธกุล รายงาน
“ผมไม่ต้องการความปกติ” Anderson กล่าวก่อนโชว์ คำพูดนี้ไม่ใช่คำโปรยสวย ๆ สำหรับพาดหัวข่าว แต่เป็นคำอธิบายวิธีคิดของดีไซเนอร์ที่กำลังรีโค้ดหนึ่งในแฟชั่นเฮาส์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก เขาไม่ได้ปฏิเสธอดีต ไม่ได้ล้มโครงสร้าง และไม่ได้ไล่ล่าความใหม่เพียงเพื่อความแปลก แต่เลือกใช้ “ความไม่ปกติ” เป็นแรงขับให้แฟชั่นกลับมามีชีวิต มีบุคลิก มีอารมณ์ และเคลื่อนไหวไปข้างหน้า
บรรยากาศของโชว์เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ก่อนนายแบบจะก้าวออกมา วิกผมสีเหลืองสดสลับกับผมสั้นยุ่งเหยิงที่ออกแบบโดย Guido Palau และภาพเบื้องหลังที่ถูกบันทึกโดยผู้กำกับภาพยนตร์คนสนิทอย่าง Luca Guadagnino ช่วยย้ำชัดว่า Dior ในยุคนี้จะไม่เดินตามสูตรเดิมที่เคยใช้ได้ผล แต่จะตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจัง โดยไม่สนซึ่งความคาดหวังใดๆ
หัวใจของ Winter 2026 อยู่ที่กระบวนการ “เก็บสะสม” ซึ่ง Anderson อธิบายว่า
“วิธีทำงานของผมคือการเก็บสิ่งต่าง ๆ หรือประสบการณ์ระหว่างทาง แล้วค่อยปล่อยให้มันแทรกตัวเข้าไปในกระบวนการออกแบบ” นั่นเองที่ทำให้คอลเล็กชันนี้ไม่ยึดติดธีมเดียว หากแต่เป็นการประกอบภาพจากชิ้นส่วนหลากหลาย ที่ดูเหมือนไม่เข้ากัน แต่เมื่อวางรวมกันแล้วกลับสร้างตัวละครชุดใหม่ในแบบ “อ้ายมีเหตุผล” ของตัวเอง











จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเงียบงันบนทางเท้าหน้าอาคาร 30 Avenue Montaigne เมื่อ Anderson สังเกตเห็นแผ่นป้ายโมเสกเล็ก ๆ ฝังอยู่บนพื้น ซึ่งเป็นภาพเงาของหญิงสาวในชุดสีเหลือง พร้อมชื่อ Paul Poiret ดีไซเนอร์ผู้เคยมีบูติกอยู่ใกล้ ๆ กัน และเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ทำให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางของโอต์กูตูร์ Poiret คือผู้ปลดปล่อยร่างกายของผู้หญิงในยุคนั้นออกจากคอร์เซ็ต เชื่อในเส้นสายที่ลื่นไหล และหยิบแรงบันดาลใจจากแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก มาหลอมรวมกับแฟชั่นปารีสในต้นศตวรรษที่ 20
การค้นพบเล็ก ๆ นั้นกลายเป็นตัวจุดประกาย การสร้างตัวละคร Dior รุ่นใหม่ นั่นคือ เหล่า aristo-youth ในจินตนาการของ Anderson ที่เริ่มเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาเดินเตร็ดเตร่ในปารีสเหมือน flâneur ยุคใหม่ ที่ไม่เร่งรีบ ไม่มีจุดหมาย ปล่อยให้ความสนุกและสัญชาตญาณนำทาง ทั้งการแต่งตัว ผมสีเหลืองตั้งชัน เครื่องแบบที่มี epaulettes ปักลาย และบรรยากาศของความหรูหราที่ไม่เรียบร้อยแต่มีเสน่ห์ นี่ไม่ใช่ความหรูแบบที่เราจะเห็นในพิพิธภัณฑ์ หากคือ eclectic opulence ที่มีชีวิตจริงบนท้องถนนปารีส
ในเชิงรูปธรรม Anderson ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า
“ถ้าสิ่งต่างๆ ที่ว่านี้มาเจอกับ Christian Dior จะเกิดอะไรขึ้น?”
เขาเริ่มต้นการตอบคำถามนี้ด้วยการออกตามหาและได้มาซึ่งเดรส Poiret จากปี 1922 ที่ไม่เคยถูกสวม และนำมันมาเป็นจุดตั้งต้นของสามลุคแรกในโชว์ โดยท่อนบนได้รับการถอดรหัสจากเดรส Poiret โดยช่างฝีมือ Dior ateliers ถูกจับคู่กับยีนส์เข้ารูปร่วมสมัย คาดเข็มขัดหัว Dior และสวมรองเท้าบู้ตปลาย D ส้น Cuban ลายหนังสัตว์ ภาพที่ได้ไม่ใช่การย้อนยุค แต่คือการทำให้ประวัติศาสตร์ “มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน”
อีกเส้นสายสำคัญของคอลเล็กชันมาจากแรงบันดาลใจร่วมสมัยที่ Anderson เล่าถึงการพบกับนัดนตรี Mk.gee ซึ่งทำให้เขาคิดถึงพลังของวัยรุ่นและคำว่า “ตัวละคร”
“ผมพยายามคิดว่าคนกลุ่มนี้จะอยู่ด้วยกันอย่างไร ในฐานะความเป็น radical แบบใหม่”
นั่นทำให้ Dior Winter 2026 เต็มไปด้วยการชนกันของยุคสมัย สื่อผ่านแจ็กเก็ต double-breasted กลิ่นอายทศวรรษ 1940 แต่สั้นจนเกือบผิดสัดส่วน สูทต้นทศวรรษ 1960 ที่ถูกย่อจนเผยกระดูกสะโพก tailcoat ที่กลายเป็นเสื้อถัก และสเวตเตอร์คอกลมธรรมดาที่ถูกยืดจนยาวถึงข้อเท้า
“สำหรับผม Dior menswear คือเรื่องของ tailoring” Anderson กล่าว
“แต่คำถามคือจะเล่นกับมันอย่างไรเพื่อหาทรงใหม่ ผมไม่อยากให้มันกลายเป็นการทำซ้ำแบบเครื่องจักร ไม่ใช่เจ็ดสิบลุคที่เหมือนกันหมด”
โครงสร้างชุดทั้งหมดยังคงเป็นแก่นหลัก แต่ถูกทำให้งอ ดึง และขยายอย่างมีระบบ แจ็กเก็ตยาวขึ้น เบลเซอร์สั้นลง Bar jacket ถูกตัดให้เฉียง ขณะที่กางเกงยังคงความเพรียวและแม่นยำในสัดส่วน


















เสื้อผ้าชั้นนอกคือพื้นที่ที่เขาเปิดเกมใหญ่ระหว่าง “เทคนิค” และ “ความหรู” บอมเบอร์แจ็กเก็ตที่ไหลต่อเนื่องเป็น cape ผ้า brocade แจ็กเก็ต field หลังพอง และโค้ตทรงโคคูนที่โอบร่างกายอย่างดรามาติก สะท้อนความสามารถของ Dior ในการทำให้ของที่ใช้งานได้จริง กลายเป็นภาพฝันที่ยังสวมใส่ได้
เส้นแบ่งระหว่าง masculine และ feminine ถูกทำให้พร่าอย่างตั้งใจ สูท เสื้อ lavallière waistcoat และ long johns ถูกนำมาเล่นข้ามบริบท ทำให้ Dior ไม่ยึดเพศเป็นศูนย์กลาง แต่ยึด “ตัวละคร” เป็นแกนกลางของการแต่งตัว
ในเชิงวัสดุ คอลเล็กชันนี้เต็มไปด้วยภาษาสัมผัสที่ซับซ้อนทั้ง Donegal tweed, velvet เงา, jacquard เปล่งแสง งานปักระยิบระยับ fringe หนาแน่น และ passementerie ถูกจัดวางร่วมกันอย่างมีชั้นเชิง แม้พาเล็ตต์สีจะคุมโทนหม่น แต่พื้นผิวกลับมีชีวิต โดยมีเครื่องประดับและเครื่องหนังอย่างรองเท้าผูกเชือกส้นเตี้ย loafers หัว D และ messenger bag หนังนุ่ม ย้ำชัดว่า Dior ยังคิดถึงการใช้งานจริง
รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง ruff collar สีขาวที่ปรากฏทั้งบนรันเวย์และในหมู่แขกรับเชิญที่ได้รับจากการ์ดเชิญ ตอกย้ำความเชื่อของ Anderson ว่าแฟชั่นคือเครื่องมือส่งผ่านตัวตน “แฟชั่นโชว์สำหรับผมคือการแสดงไอเดีย มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ ผมแค่อยากสนุกกับมัน” ท้ายที่สุด Dior Winter 2026 คือการแต่งตัวในฐานะ “เกมแห่งการเชื่อมโยงอย่างเสรี” ระหว่างของเก่าและของใหม่ ความเป็นทางการและความสบาย การชนกันโดยไม่ปราณีและอ้อมค้อม Anderson ไม่ได้พยายามทำให้ Dior ดูอ่อนวัย แต่ทำให้ Dior กลับมามีความอยากรู้อยากเห็น และมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
และนั่นอาจเป็นแก่นแท้ของการรีโค้ด House แห่งนี้ มันไม่ใช่การลบอดีต แต่คือการเดินไปข้างหน้า โดยยังได้ยินเสียงก้าวของคนรุ่นก่อนสะท้อนอยู่บนทางเท้า Avenue Montaigne เสมอ



