Louis Vuitton Winter 2026
January 21, 2026

รายงาน โดย มานิต มณีพันธกุล

ในช่วงเวลาที่คำว่า “ความหรู” ถูกใช้จนพร่าเลือน จากความถี่ของคอลเล็กชันใหม่ ราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้บริโภคที่เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเองลงทุนซื้อ อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่สุดในรอบหลายปี กับคำถามที่ว่า เราจะนิยามคุณค่าอย่างไร ให้ยังน่าเชื่อถือ และยืนระยะได้จริงในระยะยาว ในบริบทนั้น Louis Vuitton Winter 2026 เลือกไม่หนีไปข้างหน้าแบบสุดโต่ง และไม่หันหลังกลับไปหาอดีตอย่างโหยหา หากแต่เสนอคำตอบที่นิ่ง หนัก และชัดเจนกว่านั้น คือการวางคำว่า “Timeless” เป็นแกนกลางใหม่ของความหรู ภายใต้การตีความของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าผู้ชายอย่าง Pharrell Williams

Louis Vuitton Winter 2026

Monogram อายุ 130 ปี: มรดกที่ยังทำเงิน และยังเล่าเรื่องได้

ก่อนที่เสื้อผ้าชุดแรกจะเดินออกมาบนรันเวย์ Louis Vuitton ได้เปิดเกมของปีนี้ไปแล้วอย่างชาญฉลาด ด้วยแคมเปญเอาต์ดอร์ขนาดใหญ่เพื่อเฉลิมฉลอง 130 ปีของลาย Monogram ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1896 และยังคงเป็นหนึ่งในทรัพย์สินทางปัญญาที่ทรงมูลค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ลักชัวรี ในเชิงธุรกิจ นี่คือการย้ำกับตลาดว่า Monogram ไม่ใช่เพียง “ลายโลโก้แฟชั่น” หากแต่คือ สินทรัพย์ระยะยาว ในเชิงภาพลักษณ์ นี่คือการประกาศจุดยืนว่า Louis Vuitton ไม่ได้ขายแค่ความสวยงามตามฤดูกาล แต่ขาย ความทนทานของคุณค่า สิ่งที่ยังคงมีความหมายแม้เวลาจะผ่านไป แนวคิดนั้นถูกถ่ายทอดต่ออย่างเป็นระบบบนรันเวย์ Winter 2026 ภายใต้ชื่อคอลเล็กชันที่ตรงไปตรงมาและไม่ต้องตีความซับซ้อน: Timeless

เมื่อ Pharrell ตั้งคำถามกับความหรูแบบเดิม

Winter 2026 คือหนึ่งในคอลเล็กชันที่ “คลาสสิก” ที่สุดของ Pharrell นับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่ง สูททรงเนี้ยบ เสื้อโค้ตตัดเย็บประณีต และซิลูเอตที่มีกลิ่นอายยุค 1980s ถูกวางเคียงข้างสปอร์ตแวร์สีสดและแอ็กเซสซอรีลูกเล่น อย่างกระเป๋าทรง silver boom box ที่แฝงอารมณ์ขันแบบไม่พยายามจริงจังเกินไป แต่สิ่งที่ทำให้คอลเล็กชันนี้ไม่ใช่เพียงการหวนกลับไปหาอดีต คือคำถามที่ Pharrell ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่า “เสื้อผ้าหรูที่ดูดีและทนทานนั้น มันทำอะไรได้มากกว่านั้นไหม?” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก Ralph Lauren และโลกของ Savile Row โลกของผ้าชั้นสูงที่สง่างามและอยู่ได้นาน แต่แทนที่จะหยุดอยู่แค่นั้น Pharrell เลือกหักมุมด้วยประสบการณ์จาก Adidas โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องวัสดุที่ “ทำงานได้จริง” อย่างเทคโนโลยี Climacool เขาอธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะนำคุณสมบัติของผ้าแบบนี้ ผ้าที่ทำอะไรได้จริงมาวางไว้บนแพลตฟอร์มของความหรู”

DROPHAUS: โลกของโชว์ และภาพฝันของการอยู่อาศัยแห่งอนาคต

รันเวย์ Winter 2026 ถูกจัดขึ้นที่ Le Jardin d’Acclimatation โดยมี DROPHAUS เป็นศูนย์กลาง บ้านพรีแฟบที่ถูกขนส่งมาในลังไม้ราวกับสินค้าแห่งอนาคต ก่อนคลี่ตัวเป็นพื้นที่อยู่อาศัยชั่วคราวที่ Pharrell ออกแบบร่วมกับ Not A Hotel แรงบันดาลใจจาก “รูปทรงหยดน้ำ” ไม่เพียงปรากฏในสถาปัตยกรรมของบ้าน แต่ยังแทรกซึมอยู่ในเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเรื่องเล่าของทั้งคอลเล็กชัน DROPHAUS ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ HOMEWORK ที่ Pharrell ออกแบบขึ้นสำหรับโชว์โดยเฉพาะ เส้นสายหยาบ แข็ง และไม่สมบูรณ์แบบ เป็นการยกย่อง “มือมนุษย์” ในฐานะแกนกลางของอนาคตที่มีความหมาย แม้กระทั่งบรรยากาศยังถูกทำให้เป็นประสบการณ์ครบประสาทสัมผัส ผ่านกลิ่นที่พัฒนาโดย Jacques Cavallier Belletrud เพื่อถ่ายทอดโน้ตของสวนรอบ DROPHAUS ให้ลอยอบอวลอยู่ในพื้นที่ตลอดโชว์

Timeless Textiles: เมื่อ performance กลายเป็นนิยามของความหรู

หัวใจของคอลเล็กชันนี้อยู่ที่สิ่งที่ Louis Vuitton เรียกว่า “Timeless Textiles” วัสดุที่ถูกพัฒนาโดยช่างฝีมือของ Studio Homme เพื่อผสานฟังก์ชัน ความทนทาน และความเป็นเลิศเชิงเทคนิคเข้าด้วยกัน ผ้าเทเลอริ่งหน้าตา heritage อย่าง houndstoothherringbone และ Prince of Wales ถูกทอด้วยเส้นใยเทคนิคที่ สะท้อนแสงเมื่อโดนไฟ รวมถึงการประยุกต์แนวคิดเดียวกันกับเดนิม แจ็กเก็ต shell ผ้าไหมหรือ chambray ถูกยกระดับด้วยการวางตะเข็บ แพตเทิร์น และเมมเบรนใหม่ ทำให้กันน้ำหรือกันละอองฝนได้จริง

ขณะที่ Aluminium textiles นำผ้าผู้ชายแบบคลาสสิกมาทำให้ยับ-คม และบอนด์ด้วยอะลูมิเนียม จนเสื้อผ้าสามารถ “ปั้นทรงตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย” ให้ความรู้สึกกึ่งเกราะกึ่งเครื่องมือ แต่ยังคงภาพลักษณ์สุภาพบุรุษไว้ครบถ้วน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ techwear ที่พยายามดูอนาคตเกินจริง หากแต่คือ เทคโนโลยีที่ถูกสอดแทรกอย่างแนบเนียนเข้าไปในโครงสร้างเสื้อผ้าผู้ชายแบบดั้งเดิม

Future Dandy: ซิลูเอตของผู้ชายแห่งวันพรุ่งนี้

Pharrell เรียกภาพชายในคอลเล็กชันนี้ว่า “future dandy” สุภาพบุรุษแห่งอนาคตที่ถูกนิยามด้วยสิ่งที่ “ทนและอยู่รอด” มากพอ ๆ กับสิ่งที่พัฒนาไปข้างหน้า เขาดึงภาพฝันแบบเรโทร-ฟิวเจอร์ริสติกจากทศวรรษ 1980s ยุคที่วัยรุ่นอย่างเขาจินตนาการถึงชีวิตในศตวรรษที่ 21 มาผสานกับเทเลอริ่งคม ๆ ที่ปล่อยวอลลุ่มแบบไม่ต้องพยายาม เกิดเป็นสูทใหม่ในไนลอนหรือผ้าไหมแบบ reversible, parka ผ้าฝ้ายผสมที่ให้อารมณ์วินเทจ, และเลเยอร์แบบ Neo-Dandy Mock-Neck ที่หายใจได้และใช้งานจริง สีของโลก menswear แบบดั้งเดิมถูกปลุกให้มีชีวิตด้วยแดง ส้ม และน้ำเงิน ในโทนเรโทร-ฟิวเจอร์ริสติกที่ไม่ฉูดฉาดเกินจำเป็น

Trompe l’oeil และ Droplets: เมื่อภาพลวงตาเล่าเรื่องเวลา

trompe l’oeil ของคอลเล็กชันนี้ไม่ใช่แค่ลูกเล่นทางสายตา แต่เป็นการโชว์ความเชี่ยวชาญของสตูดิโอผ้าไหมถูกทำให้ดูเหมือนไนลอนทวิล หนังจระเข้ถูกทำให้เหมือนหนังวัว VVN บลูซงสีเทาที่ดูเหมือนผ้าเช็ดตัวแท้จริงคือมิงก์ ขณะที่ผ้าวูลถูกทอให้หลอกตาว่าเป็นนีโอพรีน นิตบางชิ้นซ่อนมอโนแกรมไว้แบบทั้งตัว ยืดแล้วถึงเผยลาย ราวกับแบรนด์กำลังบอกว่า “เวลา” คือฟิลเตอร์ที่ทำให้ความจริงค่อย ๆ ปรากฏ รวมถึงมอโนแกรมแบบเงาที่จะค่อยชัดขึ้นเมื่อเกิด patina บนหนังและเดนิม ขณะที่ “หยดน้ำ” ถูกใช้เป็นเมตาฟอร์ของผลกระทบเล็ก ๆ ที่ก่อให้เกิดคลื่นอนาคต ตั้งแต่คริสตัลจิ๋วบนโค้ต ไปจนถึง LV Drop sneaker ที่พื้นรองเท้าเหมือนระลอกน้ำ และ Keepall ที่ประดับคริสตัลถึง 11,000 เม็ด บลิงที่ไม่ใช่แค่บลิง แต่คือแนวคิดเรื่อง ripple effect

Monogram เวอร์ชันเบา: LV Silk-Nylon และอนาคตของไอคอน

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการเปิดตัว LV Silk-Nylon ผ้าทวิลทอด้วยสัดส่วน 51% ไหม และ 49% ไนลอนรีไซเคิล ให้คุณสมบัติกันน้ำ เงาแบบไม่ยับง่าย และน้ำหนักเบา พร้อมภาพลวงตาที่ดูเหมือนหนังจากระยะไกล มันถูกนำไปใช้กับเสื้อผ้าและกระเป๋าไอคอนในสัดส่วนใหม่ เบากว่า ใหญ่กว่า และยืดหยุ่นกว่า เป็นการอัปเดต Monogram ให้ร่วมสมัย โดยไม่ทำลาย DNA ของแบรนด์

รองเท้า แอ็กเซสซอรี และเสียง: ความหรูที่ “ทำงานได้”

รองเท้าอย่าง Sierra bootHoxton ที่ใช้โครงสร้าง Goodyear Soft LVLV Drop sneaker และ Horizon Cycling ล้วนย้ำแนวคิด performance luxury อย่างชัดเจน แม้กระทั่งซาวนด์ของโชว์ก็ถูก Pharrell คุมเอง ตั้งแต่เพลงของ John Legend ไปจนถึง Jackson Wang, A$AP Rocky และ Quavo ทั้งหมดถูกบันทึกและโปรดิวซ์ในสตูดิโอของสำนักงานใหญ่ Louis Vuitton ที่ปารีส ราวกับย้ำว่าแฟชั่นและเสียงคือศิลปะคู่ขนานที่วิวัฒน์ไปพร้อมกัน

Timeless ในฐานะนิยามใหม่ของความหรู

ก่อนโชว์เริ่ม Pharrell เคยกล่าวไว้ว่า “ทุกวันนี้คำว่าลักชัวรีถูกใช้ปะปนไปตั้งแต่โอต์กูตูร์ไปจนถึงอาหารสัตว์ ความหรูควรเป็นเรื่องของความแม่นยำ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์” และในตอนท้าย เขานิยามมันไว้อย่างชัดเจนว่า “ความหรูคือการสามารถเข้าถึงวัสดุที่ถูกต้อง งานฝีมือที่ยอดเยี่ยม และความสะดวกสบายในชีวิต” Winter 2026 ของ Louis Vuitton คือการทำให้คำจำกัดความนั้น จับต้องได้จริง มันไม่ใช่การย้อนอดีต และไม่ใช่การไล่ล่าอนาคต แต่คือการบิดเส้นเวลาใหม่ ให้ ความคลาสสิกยืนอยู่แถวหน้าของนวัตกรรม

ในยุคที่คำว่า luxury ถูกใช้พร่ำเพรื่อ
อย่างน้อย Louis Vuitton ก็กล้าบอกชัดว่า
ความหรู ต้องแม่นยำ ต้องทำงานได้ และต้องอยู่กับเราไปได้นานจริง

Share

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search