June 4, 2026

หลังจากแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากบท เวกัส ในซีรีส์ ‘KinnPorsche: The Series’ เมื่อสี่ปีก่อน วันนี้ชื่อของ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส สุเมตติกุล ยังคงเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง นักแสดงหนุ่มชาวไทยวัย 28 ปีคนนี้ได้พูดคุยกับเราถึงเรื่องราวความหลงใหลในการเขียนบันทึก การเข้าใจตัวละครในฐานะเพื่อนคนหนึ่งที่รู้ใจ ไปจนถึงเหตุผลที่เขาไม่เคยรู้สึกสบายใจกับการปล่อยให้ตัวเอง “สบายเกินไป” ไม่ว่าในแง่มุมไหนของชีวิตก็ตาม

เมื่อราวหนึ่งปีก่อน ไบเบิ้ลเริ่มหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบันทึกส่วนตัวอย่างจริงจัง “ผมแค่เขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา เพราะบางครั้งเวลาที่เรารู้สึกอะไรบางอย่างแต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไม การเขียนมันช่วยให้ผมได้สำรวจความรู้สึกเหล่านั้น แล้วส่วนใหญ่ มันทำให้ผมค่อยๆ เข้าใจว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่จริงๆ มันเหมือนว่าการเขียนอะไรบางอย่างออกมา ช่วยให้ผมเห็นมุมมองที่ต่างออกไป บางครั้งมันเหมือนการเททุกอย่างออกจากภาชนะใบหนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆ จัดระเบียบมันใหม่อีกครั้ง”

และ “ทุกอย่าง” ในชีวิตของเขาในช่วงนี้ ก็นับได้ว่ามีจำนวนไม่น้อย เพราะตั้งแต่เขาได้ขึ้นปกกับเราเมื่อสองปีก่อน เขาได้ปิดกล้องซิตคอมอย่าง ‘Jetlag’ และขยับตัวเข้าสู่วงการแฟชั่นและงานนายแบบมากขึ้น รวมถึงเริ่มสนใจบทบาทใหม่อย่างการกำกับภาพยนตร์ “ผมเรียกมันว่า daily journal แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เขียนทุกวันนะ มันเป็นเหมือนว่าถ้าคืนนั้นผมฝัน พอตื่นเช้ามาก็จะรีบจดไว้ เพราะรู้สึกมันสนุกดีเวลาได้กลับมาอ่านทีหลัง แล้วถ้าวันไหนรู้สึกแปลกๆ หรือมีอะไรค้างอยู่ในใจ ผมก็จำเป็นต้องเขียนมันออกมา”

ทุกวันนี้ไบเบิ้ลใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำความเข้าใจ “ตัวละคร” ทั้งตัวละครที่เขาต้องรับบทและตัวตนของตัวเอง หลังจากเดบิวต์ในบทเวกัส ใน ‘KinnPorsche: The Series’ เขาก็ได้สวมบทบาทที่แตกต่างออกไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกชายของนักธุรกิจผู้ร่ำรวยใน ‘4 Minutes’ หรือพนักงานสายการบินใน Jetlag แม้การสวมบทบาทที่หลากหลายเช่นนี้อาจส่งผลต่อตัวนักแสดงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับไบเบิ้ลนั้นกลับไม่ใช่ในแบบที่คนส่วนใหญ่คาดคิด “ผมต้องเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร เขาชอบอะไร ผ่านอะไรมาบ้าง มันเหมือนมีเพื่อนสนิทคนใหม่เดินเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่ว่าบุคลิกเหล่านั้นจะมีผลในการเปลี่ยนแปลงตัวผมขนาดนั้น ในทางกลับกันมันทำให้ผมเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์ และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนมากขึ้น”

สำหรับเขาการแสดงไม่ใช่เรื่องของอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของ ‘ตรรกะ’ ที่ทำให้เกิดตัวละครนั้นขึ้นมามากกว่าสิ่งอื่นใด “ผมมองว่าทุกการกระทำของตัวละคร มันมีเหตุผลในแบบของเขาเอง” เขากล่าว “ถ้าคุณมองภาพรวมทั้งหมด ทั้งสิ่งที่เขาเคยเจอ สิ่งที่เขาต้องการ สิ่งที่เขารู้สึก ณ ตอนนั้น แล้วมีบางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็จะตอบสนองออกมาในแบบที่มันสมเหตุสมผล”

แม้ก่อนหน้านี้หลายคนจะมองว่าเขาใช้วิธี method acting กับบท เวกัส แต่วันนี้ไบเบิ้ลกลับมองตัวเองอย่างเข้าใจมากขึ้น “ย้อนกลับไป สิ่งที่ผมทำตอนนั้นอาจไม่ใช่ method acting จริงๆ ก็ได้ มันมีทฤษฎีและแนวคิดที่หลากหลายมาก ผมเลยคิดว่าวิธีที่ผมเคยทำอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่การเขียนบันทึกกลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผมเข้าใจทั้งตัวละครและพื้นฐานของตัวเองมากขึ้น ว่าผมกำลังรู้สึกอะไร คิดอะไรอยู่ และมันช่วยในการตอนเข้าถึงตัวละครด้วย เพราะเวลาคุณเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่ง คุณก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ต่อให้กำลังเป็นตัวละครนั้นอยู่ คุณก็ยังคงเป็นตัวเองอยู่ดี”

แต่ถึงอย่างนั้นไบเบิ้ลก็ไม่ใช่คนที่ต้องการ ‘อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย’ ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม เขากลับกลัวความรู้สึกเคยชินเสียมากกว่า “ผมไม่อยากรู้สึกชินหรือสบายเกินไปกับอะไรเลย ผมอยากลองอะไรใหม่ๆ ตลอด ถ้าเมื่อไหร่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองคุ้นเคยเกินไป ผมรู้สึกอยากก้าวเท้าออกจากสิ่งเหล่านั้นทันทีและค้นหาความน่าตื่นเต้นใหม่ๆ”

ความตื่นเต้นใหม่ๆ สำหรับเขาเป็นไปได้ในหลายมิติ ตั้งแต่การพัฒนาภาษาไทยให้มั่นใจขึ้น หลังเติบโตในโรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่และใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักมาตลอด ไปจนถึงการเปิดใจให้กับวงการแฟชั่นมากขึ้น รวมถึงการค้นหาด้านใหม่ๆ ของการถ่ายทอดเรื่องราว “ผมคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มากขึ้น และมั่นใจขึ้นนิดหน่อยนะ ผมอาจคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากที่จะชินกับมันอยู่ดี ผมอยากเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังอยากผลักตัวเองต่อไปเรื่อยๆ”

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการกำกับภาพยนตร์ ไบเบิ้ลได้เผยให้เห็นอีกมุมหนึ่ง ถึงการรับรู้ตัวตนและความเข้าใจที่มีต่อโลกของการทำงาน “ผมคิดว่ามันน่าสนใจนะ แต่ทุกอย่างมันมี process แค่มีประสบการณ์ด้านการแสดง ไม่ได้แปลว่าจะกำกับได้ทันที ถ้าวันหนึ่งผมรู้สึกสนใจมันมากพอ ผมคิดว่าผมคงเริ่มจากการลองทำเองก่อน แค่หยิบกล้องขึ้นมา แล้วเริ่มลงมือทำ เพราะถ้าผมก้าวเข้าไปโดยไม่มีทั้งประสบการณ์หรือความเข้าใจ มันก็คงยากที่จะได้รับการยอมรับ ถ้าอยากลงมือทำจริง ผมก็คงเริ่มจากงานเล็กๆ เขียนเรื่อง ทำ short film แล้วค่อยสะสมมันไปเรื่อยๆ จนมี portfolio ที่แข็งแรงพอ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการอย่างจริงจัง”

แต่ในวันนี้ สิ่งที่ไบเบิ้ลให้ความสำคัญที่สุดยังคงเป็น ‘การเล่าเรื่อง’ ผ่านงานแสดง สำหรับเขา ซีรีส์และภาพยนตร์ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้หลบหนีจากความจริง ทบทวนตัวเองหรืออย่างน้อยที่สุด ได้รู้สึกอะไรถึงบางอย่าง และเมื่อถามว่าใครคือบุคคลระดับ #legend ในสายตาของเขา ชื่อของ Dolph Lundgren คือคำตอบที่ไบเบิ้ลไม่เคยลังเล “เขาคือคนที่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ ทั้งรูปลักษณ์ ร่างกาย สติปัญญา ผมชอบบทเขาใน Rocky IV มาก เพราะมันเหมือนภาพแทนของศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ เขาทำให้ผมอยากรู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ตรงไหน อยากลองทุกอย่าง และไม่ปล่อยให้อะไรมาหยุดตัวเองไว้”

แต่เกมระยะยาวที่สุดในชีวิตของไบเบิ้ล คือเรื่องของการ ‘สร้างครอบครัว’ ไม่ใช่เรื่องของชื่อเสียง “ผมรู้สึกว่าถ้าอยากเป็นพ่อที่ดี ก่อนอื่นคุณต้องเป็นมนุษย์ที่ดีก่อน ดังนั้นในชีวิตประจำวันของผม ผมเลยพยายามเป็นแบบอย่างในแบบที่ผมอยากให้ลูกเห็น ซึ่งมันอาจจะยากสักหน่อย เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัว แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังอยากเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน”

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search