เทรนด์ “Ultra-Bespoke Travel” ได้เข้ามาปฏิวัติวงการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์อย่างสิ้นเชิง ด้วยการเป็นทริปเดินทางที่ถูกเทเลอร์เมดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละคนในการซื้อ ‘ความทรงจำระดับมาสเตอร์พีซ’ ชนิดที่ต่อให้มีเงินเฉยๆ ก็เดินไปซื้อเองไม่ได้ หากไม่ได้ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา นิยามความหรูหราของคุณคืออะไร ? ในยุคที่ใครๆ ก็บินเฟิร์สคลาส หรือเช็กอินโรงแรมห้าดาวได้ นิยามความลักชัวรีของกลุ่มเหล่านักท่องเที่ยวระดับท็อป (UHNWIs) จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มองหาของแบรนด์เนมที่ใครก็ซื้อได้อีกต่อไป แต่กำลังแสวงหา ‘ประสบการณ์หนึ่งเดียวในชีวิต’ ที่เงินพกไปเฉยๆ ก็ซื้อไม่ได้ จนกลายเป็นที่มาของเทรนด์ การท่องเที่ยวแบบ Ultra-Bespoke ทริปสุดล้ำที่ออกแบบใหม่จากศูนย์เพื่อตอบโจทย์คนคนเดียว ยอมจ่ายไม่อั้นระดับหลักล้านเพื่อแลกกับ ‘ความทรงจำขั้นสุด’ เพราะสำหรับพวกเขา ประสบการณ์ที่ไม่มีใครซ้ำ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในเวลานี้

หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Tailor-made หรือ Customized Travel ซึ่งหมายถึงการจัดทัวร์ส่วนตัวที่สามารถเลือกทุกอย่างเองได้ตั้งแต่โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงสายการบินได้แบบตามใจชอบกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับการท่องเที่ยวแบบ Ultra-Bespoke ทะยานไปไกลกว่านั้นหลายเท่า มันคือการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางขึ้นมาใหม่จาก “ศูนย์” โดยอิงจากความปรารถนา ความชื่นชอบ หรือแม้กระทั่งความฝันในวัยเด็กของเราเป็นหลัก หากเทียบให้เห็นภาพชัดๆ
- Customized Travel คือ การเดินเข้าร้านสูทแบรนด์หรู แล้วเลือกปรับไซส์ เลือกเนื้อผ้า และสีผ้าที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้เข้ากับสไตล์ของเรา
- Ultra-Bespoke Travel คือ การเชิญดีไซเนอร์ระดับโลกมานั่งคุย เพื่อออกแบบแพตเทิร์นใหม่ ผ้าก็ทอขึ้นมาใหม่จึงมีผืนเดียวในโลก และมีช่างฝีมือชั้นสูงคอยปรับแต่งทุกรายละเอียดตลอดเวลาที่สวมใส่อย่างใกล้ชิด
บริการระดับอัลตร้านี้ไม่มีโปรแกรมทัวร์แบบสำเร็จ ไม่มีตารางเวลาที่ตายตัว แต่ทุกวินาทีของการเดินทางคือการเนรมิตสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ โดยมีเอเจนซีระดับหรูและครีเอทีฟดีไซเนอร์ด้านการท่องเที่ยว (Travel Designers) ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับความฝันให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา

เหตุผลที่เรายอมจ่ายเงินล้านเพื่อซื้อ “ความทรงจำ”
1. Extreme Access: เพื่อการเข้าถึงขั้นสุดแบบที่เงินธรรมดาเข้าไม่ถึง
อย่างที่เรากล่าวไปว่าเทรนด์การท่องเที่ยวนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็เดินถือเงินไปซื้อได้ แต่ต้องอาศัย ‘พาสปอร์ตพิเศษ’ ที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเนกชันระดับอีลิท และอิทธิพลในการประสานงานระดับรัฐบาล เพื่อเข้าถึงประสบการณ์ที่เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ การท่องเที่ยวพักผ่อนของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่การจองตั๋วแถวหน้า แต่คือการปิดพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) ที่ฝรั่งเศส เพื่อให้คุณและครอบครัวเดินชมภาพโมนาลิซาแบบส่วนตัวโดยไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเดินไปมา หรือรบกวนให้ว้าวุ่นใจ และการจัดดินเนอร์สุดหรูใจกลางโบราณสถานเก่าแก่ที่ปิดไม่ให้คนนอกเข้า โดยมีเชฟระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาวบินตรงมาปรุงอาหารให้ทานข้างหลุมศพฟาโรห์ในอียิปต์ เป็นต้น
2. Money-Can’t-Buy Experiences: เพื่อประสบการณ์ที่ไม่มีในตำราท่องเที่ยว
สำหรับข้อนี้ ต่อยอดมาจากข้อก่อนหน้า เมื่อเราสามารถเข้าถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่งได้แบบพิเศษสุดๆ ประสบการณ์อันล้ำค่าที่จะตราตรึงกลายเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนก็เกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางไปทัวร์ทวีปแอนตาร์กติกาด้วยเรือยอชต์ตัดน้ำแข็งส่วนตัว พร้อมทีมนักวิทยาศาสตร์ และนักสำรวจระดับโลกที่จะพาคุณไปเหยียบจุดที่น้อยคนบนโลกเคยไป หรือการจำลองภารกิจอวกาศย่อมๆ เพื่อให้คุณได้สัมผัสสภาวะไร้น้ำหนัก ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน แต่ขยับไปสู่ระดับ ‘การสำรวจและการค้นพบตัวเอง’ ในมิติที่คนทั่วไปไม่มีวันเข้าถึงอีกด้วย

3. Hyper-Personalization: เพื่อตอบโจทย์ความฝันของเรามากที่สุด
บริการระดับนี้จะไม่ถามคุณว่า “อยากไปที่ไหน” แต่จะถามว่า “คุณคือใคร” ทีมนักจิตวิทยาและดีไซเนอร์ด้านการท่องเที่ยวจะทำการศึกษาไลฟ์สไตล์ รสนิยม ดนตรีที่ชอบ หนังสือที่อ่าน หรือแม้กระทั่งความกลัวและความฝันในวัยเด็กของคุณ เพื่อนำมาถอดรหัสเป็นองค์ประกอบในทริป ทุกย่างก้าวของคุณจะถูกล้อมรอบด้วยสิ่งที่ถูกคิดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ตั้งแต่กลิ่นหอมในรถ หรือ Private Jet ที่ปรุงขึ้นใหม่จากความทรงจำที่คุณคิดถึง ไปจนถึงการจับคู่เชฟส่วนตัวที่มีสไตล์การทำอาหารตรงกับรสนิยมของคุณที่สุด มันคือทริปที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของคุณอย่างกลมกล่อม
ลองจินตนาการดูเล่นๆ ก็ได้ว่า หากคุณเป็นไวน์เลิฟเวอร์ และต้องการทริปท่องเที่ยวเพื่อชิมไวน์โดยเฉพาะ ตัวแทนท่องเที่ยวระดับ Ultra-Bespoke จะดำเนินการติดต่อเจ้าของไร่ไวน์ระดับตำนานในแคว้นบอร์โดที่ปกติไม่เปิดต้อนรับใคร เพื่อให้คุณเข้าไปร่วมเบลนด์ไวน์ถังพิเศษที่เป็นรสชาติของคุณเองในทันที นอกจากนี้ยังมีบริการติดฉลากชื่อของคุณลงบนขวด ซึ่งทำให้ไวน์ขวดนี้มีเพียงขวดเดียวในโลกได้อีกต่างหาก ดังนั้น การท่องเที่ยวแบบ Ultra-Bespoke Travel จึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวแบบหรูหราที่ครอบครองสิ่งที่ ‘แพงที่สุด’ แต่คือการครอบครองสิ่งที่ ‘เป็นตัวเรามากที่สุด’ ต่างหาก
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม มหาเศรษฐีทั่วโลกจึงยินดีที่จะควัก “เงินล้าน” จ่ายให้กับความว่างเปล่าในตอนแรก เพื่อแลกกับ “ความทรงจำสุดพิเศษ” ที่จะประทับอยู่ในใจของพวกเขาไปตลอดชั่วชีวิต
Feature Image by senivpetro via magnific.com



