ในจังหวะที่รายการเรียลลิตี้ฟอร์มใหญ่จาก Disney+ อย่าง The Battle of Fates กำลังสร้างปรากฏการณ์ความนิยมพร้อมการสร้างแรงสั่นสะเทือนผ่านเรื่องราวของโชคชะตาได้อย่างน่าทึ่งจนหลายคนอาจเผลออุทานในใจว่า“พวกเขาเหล่านั้นรู้ได้อย่างไร” อยู่หลายครั้งตลอดการรับชมกระแสความสนใจต่อคำว่า“ดวง” และ“ชะตา” จึงกลับมาอยู่กลางบทสนทนาอีกครั้งอย่างเข้มข้น

ซึ่งแท้จริงแล้วความเชื่อและการดูดวงไม่เคยเป็นเพียงเรื่องลี้ลับหากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับสังคมอย่างมีนัยสำคัญและนอกเหนือจากศาสตร์ที่เราคุ้นเคยเช่นไพ่ทาโรต์เลขศาสตร์โหงวเฮ้งหรือฮวงจุ้ยยังมีแขนงการทำนายอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในบริบทของแต่ละวัฒนธรรมโดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่ศาสตร์แห่งการมองอนาคตและอดีตถูกพัฒนาอย่างละเอียดลึกซึ้งและแฝงด้วยมิติทางสังคม
วันนี้ #Legend_th จะพาทุกท่านไปสำรวจโลกของศาสตร์การดูดวงในวัฒนธรรมเกาหลีให้ลึกขึ้นอีกขั้นเพื่อเพิ่มอรรถรสและมุมมองใหม่ให้กับซีรีส์เรื่องโปรดที่กำลังครองความนิยมในขณะนี้

Saju
ในสังคมเกาหลี 사주(Saju) หรือ Four Pillars of Destiny เปรียบเสมือนแผนผังจักรวาลส่วนบุคคลที่ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกของการถือกำเนิดซึ่งเป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นจากประเทศจีนBaZi ในราชวงศ์ถัง–ซ่งและแพร่เข้าสู่คาบสมุทรเกาหลีในยุคโครยอ–โชซอนโดดเด่นด้วยการวิเคราะห์ปีเดือนวันและชั่วโมงเกิดเพื่อนำมาคำนวณสมดุลของธาตุทั้งห้าอันได้แก่ไม้ไฟดินทองและน้ำ
แม้อาจฟังดูคล้ายโหราศาสตร์จีนแต่สิ่งที่ทำให้ Saju มีเอกลักษณ์แบบเกาหลีคือวิธีการตีความที่เน้นเรื่องของในบริบทขงจื๊อแบบโชซอนและการประยุกต์ในสังคมสมัยใหม่มากกว่าการทำนายผลลัพธ์ทำให้คนเกาหลีจำนวนไม่น้อยเปิด Saju ก่อนเซ็นสัญญาเพื่อวางแผนเปิดธุรกิจเลือกฤกษ์เปิดตัวศิลปินหรือประเมินช่วงเวลาที่ควรรุกและควรถอยคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียงคำตอบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรแต่คือการได้วิเคราะห์ตัวเองว่าตัวผู้ดูดวงควรจะวางตัวเองอย่างไรในกระแสพลังเฉพาะบุคคลที่มีติดตัวมาแต่เกิด

Gung-hap
หากโชคชะตาในซีรีส์คือพลังที่ชนกันอย่างดุเดือดในชีวิตจริงของชาวเกาหลีความรักเองก็ถูกมองว่าเป็นการปะทะของพลังไม่ต่างกันผ่านศาสตร์ที่เรียกว่า 궁합(Gung-hap) หรือการวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของดวงชะตาซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของความรักหากยังครอบคลุมถึงเสถียรภาพของชีวิตคู่การเกื้อหนุนกันทางการงานตลอดจนแนวโน้มความขัดแย้งในระยะยาวซึ่งในยุคโชซอนโดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นyangban การดูดวงแบบ Gung-hap นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อนการแต่งงานด้วยความเชื่อที่ว่าการสมรสไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนสองคนแต่คือการเชื่อมสายตระกูลสถานะและอำนาจทางสังคมทำให้การตรวจสอบความสอดคล้องของดวงเป็นเหมือนการประเมินความมั่นคงของอนาคตทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตามเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมเมืองสมัยใหม่มุมมองต่อศาสตร์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมองการดูดวงแบบ Gung-hap ในเชิง cultural curiosity มากกว่าความเชื่อที่เคร่งครัดแบบในอดีตแต่เป็นบทสนทนาที่ช่วยสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์มากกว่าการชี้ขาดชะตาแต่ในอีกด้านหนึ่งการวิเคราะห์ความสอดคล้องของพลังชีวิตก็ยังคงปรากฏอยู่ในหมู่ผู้ประกอบการหรือผู้มีบทบาททางอำนาจอยู่บ้างเพื่อการวิเคราะห์การส่งเสริมและการหักล้างของพลังตลอดจนการดูชะตาเชิงกลยุทธ์ในโลกของการทำงาน

Sinjeom
หากมีศาสตร์ใดสะท้อนบรรยากาศเหนือจริงแบบ The Battle of Fates ได้ชัดเจนที่สุดนั่นคือ 신점(Sinjeom) หรือการดูดวงผ่านร่างทรงซึ่งเป็นหนึ่งในระบบความเชื่อชามานเกาหลีที่เรียกรวมว่า 무속(Musok) ไม่ใช่ทั้งหมดของโครงสร้างความเชื่อโดดเด่นด้วยรูปแบบการสื่อสารที่เน้นการเชื่อมจิตโดยตรงกับเทพหรือวิญญาณผ่านพิธีกรรมทำให้เมื่อชีวิตเผชิญอุปสรรคที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้หรือเผชิญเคราะห์กรรมมากเกินรับไหวหลายคนเลือกก้าวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อฟังคำตอบจากการทำนายรูปแบบ Sinjeom
อย่างไรก็ตามในยุคโชซอนซึ่งรัฐได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊ออย่างเข้มข้นความเชื่อแบบชามานถูกมองว่าอยู่นอกกรอบความเป็นระเบียบของรัฐและถูกพยายามควบคุมหรือกดทับในหลายช่วงเวลาแต่ความศรัทธาในระดับชุมชนกลับไม่เคยหายไปและดำรงอยู่ในพื้นที่ชายขอบของสังคมพร้อมการปรับตัวตามบริบทสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ Sinjeom จึงไม่ใช่พิธีกรรมลี้ลับหากเป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ความเชื่อที่ซ้อนทับระหว่างอำนาจรัฐศาสนาและศรัทธาประชาชนหลักการที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความกลัวความรู้สึกผิดและความไม่แน่นอนที่สะสมอยู่ภายในเป็นจุดตัดอันละเอียดอ่อนระหว่างจิตวิทยาศรัทธาและความหวังที่เคลื่อนตัวผ่านความเชื่อในจิตใจของมนุษย์

Gwansang
อีกแขนงที่น่าสนใจคือ 관상(Gwansang) ศาสตร์อ่านใบหน้าที่เชื่อว่าโครงสร้างทางกายภาพสามารถสะท้อนวาสนาและศักยภาพอำนาจได้อย่างทรงพลังและแม่นยำพื้นที่บริเวณคิ้วบ่งบอกพลังชีวิตจมูกสัมพันธ์กับทรัพย์สินโหนกแก้มสื่อถึงอำนาจและคางเกี่ยวข้องกับบั้นปลายชีวิต
ศาสตร์แห่งการทำนายนี้เคยมีบทบาทสำคัญในราชสำนักยุคโชซอนและถูกถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ผ่านภาพยนตร์อย่าง The Face Reader ในปี2013 ในมุมมองของนักอ่านใบหน้าซึ่งมองเห็นเงาของการเมืองและการทรยศจากโครงหน้าเพียงครั้งเดียวในสังคมร่วมสมัยที่ภาพลักษณ์ถูกขยายอิทธิพลผ่านพลังของสื่ออย่างไม่เคยมีมาก่อนคำที่ว่าใบหน้าคือหนึ่งในผลผลิตของชะตาจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในสังคมเกาหลียุคใหม่และทำให้ Gwansang เป็นอีกหนึ่งศาสตร์การดูดวงที่ได้รับความนิยมตลอดมา

Tojeong Bigyeol
ทุกต้นปีชาวเกาหลีจำนวนไม่น้อยยังคงมีธรรมเนียมทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมนั่นคือการเปิดอ่าน 토정비결(Tojeong Bigyeol) ตำราทำนายรายปีโบราณซึ่งถ่ายทอดแนวโน้มชีวิตอย่างละเอียดตั้งแต่ทิศทางการงานการเงินไปจนถึงสุขภาพและความสัมพันธ์แม้ในปัจจุบันศาสตร์แขนงนี้จะเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการดิจิทัลต่างๆแต่แก่นแท้ของมันกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง
Tojeong Bigyeol ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำทำนายตายตัวหากเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจ“จังหวะ” ของปีที่กำลังจะมาถึงเป็นการประเมินกระแสขึ้นลงของชีวิตเพื่อวางแผนอย่างรอบคอบก่อนจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในแง่นี้การเปิดอ่านตำราดังกล่าวจึงไม่ต่างจากการเปิดบทใหม่ของซีรีส์ชีวิตแต่เปรียบได้กับการทำความเข้าใจจังหวะของเรื่องราวระหว่างทางที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ท้ายที่สุดนี้ไม่ว่าจะบนจอ Disney+ หรือในชีวิตจริงของผู้คนโชคชะตาในบริบทเกาหลีไม่เคยถูกมองว่าเป็นคำตัดสินที่ตายตัวหากเป็นพลังเชิงสัญลักษณ์ที่เปิดพื้นที่ให้มนุษย์ได้อ่านวิเคราะห์และจัดวางเรื่องราวของตนเองอย่างมีสติศาสตร์การทำนายจึงไม่ใช่เพียงการมองหาอนาคตหากคือกระบวนการทำความเข้าใจปัจจุบันอย่างลึกซึ้งขึ้นเป็นการยอมรับว่าแม้เราจะไม่สามารถควบคุมทุกปัจจัยของชีวิตได้ทั้งหมดแต่มนุษย์ก็ยังต้องการโครงเรื่องบางอย่างเพื่อพยุงจิตใจให้มั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอน
ในแง่นี้ The Battle of Fates จึงไม่ได้เป็นเพียงรายการเรียลลิตี้ที่เล่าเรื่องการต่อสู้ของชะตาเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียวแต่อาจกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จุดประกายบทสนทนาเรื่อง“ความเชื่อ” ในสเกลสากลและเปิดทางให้คอนเทนต์หรือรายการรูปแบบใหม่ที่หยิบยกประเด็นศรัทธาจิตวิทยาและชะตามนุษย์มาสำรวจอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น
Picture credit: Disney+



