January 22, 2026

“…ในปีที่ผ่านมา แสนสิริและแบรนด์ PIPATCHARA ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของดีไซน์ที่สามารถเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เกิดคุณค่า ผ่านโปรเจกต์แรก waste to WORTH ที่นำขวดพลาสติกกลับมารีไซเคิลเป็นดีไซน์กระเป๋าที่งดงามและใช้งานได้จริง ทว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาเรื่อง “ความยั่งยืน” ระหว่างทั้งสองแบรนด์ วันนี้ ความร่วมมือครั้งที่สองได้เติบโตขึ้นในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิม จากคำถามที่ว่า “เราจะรีไซเคิลอะไรได้อีก?” นำไปสู่คำตอบใหม่ที่เชื่อมโยงกับทะเล ภูเก็ต และชุมชน แหอวนที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาที่สิ่งแวดล้อมต้องแบกรับมานาน…”

การพูดคุยระหว่างทั้งสองทีมค่อยๆ พัฒนาเป็นไอเดียที่ชัดเจนขึ้น “Aqua Playground” ศิลปะจัดวางขนาดใหญ่อันเป็นผลผลิตจากแหอวนริมทะเล ที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยความสวยงามเชิงศิลป์ แต่ยังเยียวยาจิตใจ และสร้างคุณค่าใหม่ให้ชุมชน และผู้ที่รู้เรื่องราวของโปรเจคในครั้งนี้มากที่สุดไม่ใช่ใคร หากแต่คือคุณโอ๋-ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และคุณเพชร ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ PIPATCHARA ที่มาร่วมพูดคุยกับ #legend_TH ในครั้งนี้ ถึงเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จและความมุ่งมั่นแท้จริงเมื่อว่าด้วยเรื่องราวของความยั่งยืน

THE INSPIRATION

เมื่อว่าด้วยเรื่องของแรงบันดาลใจ คุณโอ๋ได้เผยกับเราว่าแท้จริงแล้ว นอกเหนือไปจากการส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับ แสนสิริเองยังเป็นแนวหน้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน

“จริงๆ โปรเจคนี้นับเป็นครั้งที่สองแล้วนะคะ ในรอบแรกเราเคยทำโครงการ waste to WORTH มาก่อน คือการเอาของที่ไร้คุณค่ามาสร้างเป็นของที่มีคุณค่าได้ ซึ่งเรานำขวดพลาสติกมาทำเป็นกระเป๋าปูนให้กับลูกค้าในโครงการ ซึ่งเกิดมาเป็นดีไซน์ใหม่และยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วยเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งครั้งนี้ เราเลือกที่จะต่อยอดจากโครงการแรก ซึ่งเราก็ตั้งคำถามว่า แล้วอะไรล่ะที่มีความสามารถในการนำมารีไซเคิลได้อีก เพราะทางคุณเพชรเองก็เรียกได้ว่าช่ำชองในสาย Sustainable Fashion และได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเรานัดคุยกัน คุณเพชรได้พูดถึงเรื่องของ Aqua Playground ขึ้นมาว่า นึกถึงขยะในท้องทะเล หลังจากนั้นคุยไปคุยมาก็อยากให้เขามาร่วมมือกับเราที่โครงการในภูเก็ต เพราะขยะที่เกิดจากท้องทะเลนั้นมีเยอะมาก และมันมีความเกี่ยวข้องกับโครงการของเรา พวกอวนหรือแหประมงก็เยอะ เลยคิดว่าแหอวนนี้แหละคือสิ่งที่เราสามารถนำมาสร้างคุณค่าได้ เป็นงานศิลปะ งานสร้างสรรค์ ที่สามารถสร้างคุณค่าและเยียวยาจิตใจให้กับคนในท้องที่ได้ ซึ่งเป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่เราพัฒนาและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนมันเกิดขึ้นได้ในวันนี้”

ในขณะเดียวกันคุณเพชรเองได้เสริมกับเราเพิ่มเติมว่า โปรเจคที่ทางแสนสิรินำเสนอมา คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ PIPATCHARA ในการขยายสเกลด้านความยั่งยิน

“ต้องขอต่อยอดจากที่คุณโอ๋พูดนะคะว่า ในโปรเจคที่แล้วเป็นครั้งแรกที่จาก PIPATCHARA ได้เริ่มต้นทำโปรเจคเกี่ยวกับชุมชนและแสนสิริเองก็เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เราเองก็อยากจะทำประโยชน์ให้กับชุมชน ไม่ในเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง คราวนี้พอเราทำกระเป๋าอวนเสร็จ ก็ได้มีการเข้าไปคุยกันครั้งที่สอง ซึ่งแสนสิริเขาก็ถามเรานะคะว่า ในปีหน้าเรามีโปรเจคอะไรที่อยากจะทำบ้าง เผื่อว่าทางเขาจะสามารถมาร่วมทำด้วยได้ ซึ่งพอทราบว่าเป็นเรื่องของการนำแหอวนมาใช้ เขาก็สนใจมาก ซึ่งมันลงตัวกับเรามากเพราะทางแบรนด์เองก็อยากที่จะขยายสเกลของการสร้างสรรค์และต่อยอดไปให้ไกลกว่าเรื่องแฟชั่นอยู่แล้ว ให้มันได้ถูกนำเสนอผ่านการออกแบบ ผ่านพื้นที่ใช้สอย ผ่านชุมชนท้องถิ่น ให้เราสามารถใช้งานมันได้เยอะขึ้น อีกเรื่องคือความเป็น ART&CONNECT ของทาง The Society by Sansiri ที่เป็นลักษณะของ Art Space อยู่แล้ว ทำให้มันตอบโจทย์เรายิ่งขึ้นไปอีก ในเรื่องของการทำให้ผู้คนสามารถมีส่วนร่วมกับสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงได้ใช้คำว่า playground ในโปรเจคนี้ค่ะ”

THE DETAIL

เมื่อว่าด้วยเรื่องของการสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน หลายต่อหลายโครงการของแสนสิริต่างนำเสนอออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่กับโปรเจคในครั้งนี้ ทางคุณโอ๋ได้กล่าวว่า มันคือการนำเสนอความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเฉพาะผลลัพธ์ แต่เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการแรกสุด

“จริงๆ เรานำเสนอเรื่องของความยั่งยืนในหลากหลายมิติเลยนะคะ การที่เราจะสร้างแรงบันดาลใจจากเพียงเรื่องของที่อยู่อาศัยเนี่ย มันอาจจะไม่เพียงพอ เพราะศิลปะคืออีกหนึ่งศาสตร์ที่ทางแสนสิริสอดแทรกลงไปในทุกโครงการ ทั้งงานดีไซน์ ของสะสมทั่วโลก ไปจนถึงไอคอนิคเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จากดีไซเนอร์ระดับโลก และอีกมากมาย ซึ่งเราก็มองว่าเราไม่ใช่เพียงแบรนด์ที่อยู่อาศัย แต่เราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่อยากสร้างประสบการณ์บางอย่างที่มากกว่านั้น ซึ่งมันก็ตรงกับประเด็นที่ว่าความยั่งยืนไม่ได้จำเป็นต้องจบลงที่ตัวบ้านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เราดูแลทั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ว่าจะทำยังไงให้การออกแบบและฟังก์ชั่นของสถานที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด ให้ขยะหรือของเหลือใช้ทุกอย่างถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นหมุดหมายที่ stakeholder ของแสนสิริทุกคนเห็นพ้องตรงกัน เราอยากที่จะสร้างอิมแพคในวงที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะแขนงหรือสาขาไหนของธุรกิจก็ตามแต่”

ในทางกลับกัน จุดหมายปลายทางของ PIPATCHARA เองก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงการรีไซเคิลวัสดุสู่ความยั่งยืน หากแต่ยังเป็นเรื่องของการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้คนและองค์กรด้วยเช่นกัน

“การร่วมมือในครั้งนี้คือโอกาสที่ดีที่เราจะสามารถขยายจำนวนชิ้นและไซส์ได้อย่างเห็นภาพ เพราะอย่างที่บอกว่านวัตกรรมต่างๆ มันใช้เวลาในการทำและค้นคว้า ซึ่งในตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าสเกลที่ออกมามันจะใหญ่ได้ขนาดนี้ เพราะงั้นการร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดมากๆ ของแบรนด์เราค่ะ มันสามารถทำให้เราพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราไม่ได้เป็นบริษัทแฟชั่นอย่างเดียวแล้ว แต่เราคือแบรนด์ที่อยากจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแรงแบบแสนสิริ ก็ช่วยให้โปรเจคของเรามันมีสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้ตามความต้องการของเราจริงๆ ซึ่งเพชรเชื่อว่าจะมีหลายๆ องค์กรจะได้รับแรงบันดาลใจจากโปรเจคในครั้งนี้แน่นอน”

THE FUTURE

แม้ว่าโปรเจคในครั้งนี้จะสำเร็จงดงาม แต่ทั้งคู่ไม่ได้หยุดเดินทางแต่อย่างใด หากแต่ยังคงมุ่งมั่นผลักดันหัวข้อด้านความยั่งยืนต่อไป โดยหัวข้อด้าน Well-being อาจเป็นหนึ่งในหัวข้อใหญ่ที่ทางแสนสิริให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในปีที่จะมาถึง

“สำหรับโปรเจคถัดไปต้องบอกว่า แสนสิริเรากำลังสร้าง ‘โครงการต้นแบบ’ ที่ทุกหลังในโครงการสามารถเป็นบ้านแบบ sustainability ได้ แต่แน่นอนว่ามันค่อนข้างใช้เวลาและต้องการความร่วมมือจากทุก stakeholder จริงๆ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเลยค่ะ อีกเรื่องคือเรามีสิ่งที่เรียกว่า Green Summit ด้วย คือเราพยายามชักชวนให้คู่ค้าทุกคนของเราเริ่มหันมาลงมือมีส่วนร่วมกับเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งทำให้ทุกคนเริ่มหาแนวทางที่จะนำความยั่งยืนมาสู่โครงการของเรา และในปีหน้าทางแสนสิริเองก็พยายามดูเรื่องของ well-being มากขึ้น เพราะเราต้องการที่จะนำความยั่งยืนมาสู่ลูกบ้านไม่ใช่เฉพาะเรื่องของที่อยู่อาศัย แต่รวมไปถึงคุณภาพชีวิตด้วย”

จากการคร่ำหวอดในแวดวงแฟชั่นและความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน ทำให้คุณเพชรเองเชื่อว่า การที่จะเชิญชวนให้ชุมชนหรือผู้บริโภคโอบรับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงนั้น การให้การศึกษาที่ถูกต้องและปรับใช้ได้จริง คือองค์ประกอบสำคัญที่จะหลงลืมไปไม่ได้ 

“ถ้าสังเกตุจากวิถีของ PIPATCHARA จะเห็นว่าเรามีการให้ความรู้ในเรื่องของความยั่งยืนค่อนข้างเยอะ และเรายือถือในเรื่องของความโปร่งใสมาก ตั้งแต่ต้นจนจบ และเพชรเชื่อว่าสิ่งนี้แหละที่ทำให้คนเขาซึมซับในสิ่งที่เราทำ เช่นว่า ถ้าหากมีระดับ 1-10 เขาอยากจะซึมซับมันที่แค่ระดับ 2 เราก็โอเค เพราะความเป็นจริงเขาไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยหรือทำตามที่เรานำเสนอทั้งหมด เรามีให้ แต่เขาต้องเป็นคนเลือกเองว่า อันไหนหรือวิธีการไหนที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของเขา หรือตอบโจทย์ความชอบของเขาได้มากที่สุด เพราะจริงๆ หัวข้อเรื่องความยั่งยืนมันใหญ่มากๆ และตัวเพชรเองก็ต้องเรียนรู้มันอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน”

Share

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search