เมื่อพูดถึงคำว่า “Camp” หลายคนอาจนึกถึงการกางเต็นท์ ก่อกองไฟ และแบกเป้ไปนอนกลางป่ากลางเขา แต่ในโลกของแฟชั่นและวัฒนธรรมแล้ว คำว่า “Camp” ยังมีอีกหนึ่งความหมายสำคัญ ที่เป็นรหัสลับของความเล่นใหญ่ ไร้ขีดจำกัด และการประชดประชันอย่างมีชั้นเชิงที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคมมานานหลายศตวรรษของชาว LGBTQIA+
#legend_TH ขอชวนทุกทำความรู้จักกับสไตล์ “Camp” ศิลปะแห่งความ “เว่อร์” ที่แปรเปลี่ยนจากวัฒนธรรมใต้ดินและเครื่องมือทางการเมือง สู่สไตล์แฟชั่นบนพรมแดงระดับโลกที่คุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน
แฟชั่นสไตล์ Camp มีรากเหง้ายาวนานในยุโรปมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 โดยเริ่มต้นในราชสำนักแวร์ซายของฝรั่งเศส ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) ที่ทรงใช้แฟชั่นที่โอ่อ่าเกินจริง ทั้งวิกผมทรงสูง เสื้อผ้าประดับลูกไม้ และสวมรองเท้าส้นสูง เพื่อเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจทางการเมือง และเชื่อกันว่า คำว่า “Camp” มาจากคำกริยาในภาษาฝรั่งเศส “Se Camper” ที่แปลว่า “การวางท่าทางอย่างโอ้อวดและท้าทาย” ขณะเดียวกัน ฟิลิปที่ 1 ดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง (Philippe I, Duke of Orléans) พระอนุชาผู้เปิดเผยตนเองว่าเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็นิยมชมชอบแต่งกายหรูหราและข้ามเพศในราชสำนักแวร์ซาย จนถือเป็นต้นแบบแรกๆ ของวัฒนธรรมนี้
ในศตวรรษที่ 19 คำนี้เริ่มถูกนำมาใช้ในบริบทของพฤติกรรมและการแต่งกายในประเทศอังกฤษ ด้วยหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏในจดหมายของ ลอร์ด อาร์เทอร์ คลินตัน (Lord Arthur Clinton) ขุนนางและนักการเมืองชาวอังกฤษในปี 1868 ที่ใช้คำว่า “Campish” เพื่ออธิบายถึงลักษณะท่าทางและการแต่งกายที่มีความจัดจ้าน ประดิษฐ์ประดอย และหลุดออกจากกรอบพิมพ์นิยมของบุรุษในยุควิกตอเรียน ก่อนที่สไตล์นี้จะถูกสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านนักเขียนชื่อดังอย่าง ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) ผู้แสดงออกในตัวตนทางเพศแบบเปิดเผยว่าเป็นชายรักชาย ผู้กล่าวประโยคทองของเขาที่เป็นหัวใจของ Camp ไว้ว่า “สิ่งแรกที่ควรทำในชีวิตคือการเป็นคนที่ดูประดิษฐ์ประดอยให้ได้มากที่สุด ส่วนสิ่งที่สองนั้นยังไม่มีใครค้นพบ”
วัฒนธรรมของความ Camp ถูกยกระดับจากรสนิยมเฉพาะกลุ่มเข้าสู่โลกวิชาการและแฟชั่นชั้นสูงอย่างเป็นทางการในปี 1964 เมื่อ ซูซาน ซอนแทก (Susan Sontag) นักคิดและนักวิจารณ์วัฒนธรรมชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์เรียงความชิ้นประวัติศาสตร์ “Notes on ‘Camp’” โดยเธอได้นิยามสไตล์นี้เอาไว้อย่างคมคายว่าเป็น “รสนิยมที่รักในความเกินจริง ความไม่เป็นธรรมชาติ และความประดิษฐ์ประดอย”
ต่อมาในศตวรรษที่ 20 ที่สังคมยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ “Camp” ก็ได้กลายเป็นเกราะกำบังและอาวุธในการแสดงออกของชาวเควียร์หลายๆคน อย่างศิลปินและแฟชั่นไอคอนที่ใช้แคมป์ในการทลายกรอบสังคม เช่น Divine แดร็กควีนผู้บุกเบิกความงามแบบหลุดโลก, Cher นักร้องตัวแม่กับชุดขนนกและซีทรูสุดอลังการฝีมือดีไซเนอร์ Bob Mackie, David Bowie ในร่างล้ำยุคของ Ziggy Stardust ที่ทำลายเส้นแบ่งทางเพศสภาพ รวมถึง RuPaul และ Elton John ที่นำความจัดจ้านของ Camp เข้าสู่สังคมกระแสหลัก
จนกระทั่งในปี 2019 Met Gala ได้นำธีม “Camp: Notes on Fashion” ซึ่งเป็นการเชิดชูงานเขียนของ ซูซาน ซอนแทก (Susan Sontag) โดยตรง งานในคืนนั้นกลายเป็นพื้นที่ประชันความกึกก้องที่ทลายทุกกฎเกณฑ์ นำโดย Billy Porter ที่สร้างประวัติศาสตร์พรมแดงด้วยการปรากฏตัวเยี่ยงฟาโรห์บนเสลี่ยงขัตติยา ก่อนจะกางปีกนกอินทรีสีทองอร่ามขนาดยักษ์ และ Lady Gaga กับการแสดงเปลี่ยนชุดสลับสับเปลี่ยนถึง 4 ลุคภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากนี้ยังมีลุคไอคอนิกอย่าง Katy Perry ในชุดแชนเดอเลียร์ระย้า และแฝดสยามของ Jared Leto ที่ถือหุ่นจำลองศีรษะของตัวเองเดินเข้างาน




ในโลกของแฟชั่นนั้น ความจัดจ้านก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนพรมแดงเท่านั้น แต่ยังเป็นดีเอ็นเอสำคัญที่อยู่ในผลงานของดีไซเนอร์มาทุกยุคสมัย นำโดยผู้บุกเบิกความเซอร์เรียลลิสต์อย่าง Elsa Schiaparelli ที่เปลี่ยนสิ่งของในชีวิตประจำวันอย่างหมวกรูปทรงรองเท้าส้นสูงหรือชุดกุ้งมังกรให้กลายเป็นแฟชั่นชั้นสูง ถัดมาในยุค 80s และ 90s Thierry Mugler ก็ได้เขย่ารันเวย์ด้วยเสื้อผ้าโครงสุดอลังการอันจัดจ้านที่เปลี่ยนผู้หญิงให้กลายเป็นหุ่นยนต์แมลงและสัตว์โลกใต้ทะเลสุดล้ำยุค ขณะที่ Franco Moschino ท้าทายอุตสาหกรรมแฟชั่นด้วยความตลกขบขันและการหยิบยืมป๊อปคัลเจอร์มาล้อเลียนอย่างแสบสัน


อีกหนึ่งไอคอนคือ Rei Kawakubo จาก Comme des Garçons ผู้ทลายกรอบความงามตามขนบด้วยการออกแบบเสื้อผ้าที่ทั้งบิดเบี้ยว และใหญ่จนเกินจริง จนซูซาน ซอนแทก เคยยกย่องว่าผลงานของเธอคือหนึ่งในนิยามของ Camp ยุคใหม่ ปิดท้ายด้วยคู่หูดีไซเนอร์ Viktor & Rolf (Viktor Horsting และ Rolf Snoeren) ที่เนรมิตแฟชั่นโชว์ให้กลายเป็นศิลปะการแสดงสดแนวคอนเซ็ปชวล เช่น คอลเลกชันเดรสตูตูขนาดยักษ์ที่ถูกตัด แหว่ง หรือสวมใส่ในแนวตั้งฉากชวนตะลึง ยิ่งตอกย้ำว่า ความ Camp คือหนึ่งในรูปแบบของการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ และการสะท้อนความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถกดทับได้





