วีซ่าและ ททท. ผนึกกำลังผ่าน Visa Destinations ยกระดับการท่องเที่ยวไทยจาก “จุดหมายปลายทาง” สู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ
รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
การท่องเที่ยวไทยกำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่วัดจากคุณภาพของประสบการณ์ ความสามารถในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และความพร้อมของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่รองรับนักเดินทางจากทั่วโลกได้อย่างแท้จริง
นี่คือเหตุผลที่ความร่วมมือระหว่าง Visa และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ผ่านแพลตฟอร์ม Visa Destinations มีความหมายมากกว่าการเปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยวทั่วไป เพราะในเชิงธุรกิจ นี่คือการวางโครงสร้างใหม่ให้กับการท่องเที่ยวขาเข้าของไทย ตั้งแต่ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงประเทศ การสัญจรระหว่างเมือง การใช้จ่ายระหว่างทริป การค้นพบประสบการณ์ท้องถิ่น ไปจนถึงวันเดินทางกลับบ้าน

ถ้าในอดีตประเทศไทยถูกจดจำในฐานะ dream destination ที่มีทั้งวัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ เมืองใหญ่ และชุมชนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ วันนี้ความท้าทายใหม่ไม่ได้อยู่ที่การทำให้โลก “อยากมา” เท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ทุกการเดินทางในประเทศไทยสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น เชื่อมโยงขึ้น และสร้างมูลค่ากลับสู่ธุรกิจท้องถิ่นได้มากขึ้น Visa Destinations จึงไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หรือข้อเสนอสำหรับผู้ถือบัตร Visa หากแต่ทำหน้าที่คล้าย travel operating system ที่เชื่อมต่อผู้เดินทางเข้ากับเมือง ผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน และระบบชำระเงินดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนเป้าหมายที่สำคัญของการท่องเที่ยวไทยในยุคต่อไป นั่นคือการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่น การเข้าถึงบริการ และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของนักเดินทางให้ราบรื่นขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวกระจายตัวไปยังจุดหมายและชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศได้มากกว่าเดิม ในประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงที่โลกของนักเดินทางเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แม้เศรษฐกิจและสถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอน แต่ความต้องการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงแข็งแกร่ง ข้อมูลของ Visa ระบุว่านักท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับแผน เลือกจุดหมายใหม่ หรือเดินทางในรูปแบบที่ยืดหยุ่นขึ้น มากกว่าจะยกเลิกการเดินทางทั้งหมด นั่นหมายความว่า demand ยังอยู่ แต่พฤติกรรมกำลังเปลี่ยน
นักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้มองหาปลายทางเพียงอย่างเดียว พวกเขามองหาความสะดวกในการใช้ชีวิตระหว่างทริป ความมั่นใจในการชำระเงิน ความคล่องตัวในการเดินทาง และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่จริงมากกว่าเดิม การจ่ายเงินที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อจึงไม่ใช่เรื่องหลังบ้านของระบบการเงินอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งในมุมนี้ Visa Destinations ทำหน้าที่เป็นสะพานระหว่างนักท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะแพลตฟอร์มครอบคลุมตั้งแต่การเดินทาง การใช้จ่ายประจำวัน อาหาร การช้อปปิ้ง สุขภาพ ที่พัก ไลฟ์สไตล์ และการค้นพบประสบการณ์เฉพาะจุดหมาย โดยมีระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเป็นกลไกสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเพียงหนึ่งเมืองหรือหนึ่งแคมเปญย่อย แต่เป็นตลาดแรกในเอเชียแปซิฟิก และเป็นประเทศเดียวที่ได้เป็น Visa Destinations ในระดับประเทศ ครอบคลุมเมืองสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่ และนี่คือภาพของประเทศไทยที่กว้างกว่าโปสการ์ดท่องเที่ยวแบบเดิม เพราะมันไม่ได้พูดถึงแค่แลนด์มาร์ก แต่พูดถึงโครงข่ายของเมือง ชุมชน เส้นทางการใช้จ่าย และความหลากหลายของประสบการณ์ที่สามารถถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านเทคโนโลยีการชำระเงิน
สำหรับ ททท. ความร่วมมือครั้งนี้จึงสอดคล้องกับทิศทางที่ต้องการยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย และมองว่าประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมชี้ถึงโครงการต่าง ๆ ของ ททท. เช่น Krabi Prototype, แพลตฟอร์ม CF-Hotels, รางวัล STG Star และ TTA ที่ล้วนมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นี่คือสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังขยับจากการขาย “ปริมาณ” ไปสู่การสร้าง “คุณค่า” มากขึ้น

ในเชิงเศรษฐกิจ ข้อมูลของ Visa ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเดินทางขาเข้าในปี 2568 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่การใช้จ่ายต่อทริปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนว่านักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และการใช้ชีวิตในท้องถิ่นมากขึ้น แม้สัดส่วนการใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกมากกว่าสองในสาม แต่นักท่องเที่ยวระยะไกลจากสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และยุโรป ยังคงสร้างมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง โดยหมวดการใช้จ่ายหลักครอบคลุมที่พัก อาหาร ค้าปลีก สุขภาพ และบริการในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง ซึ่งนี่คือโครงสร้างรายได้ที่น่าสนใจ เพราะมันบอกว่าการท่องเที่ยวไทยไม่ได้ขับเคลื่อนแค่โรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ยังเชื่อมต่อกับร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ธุรกิจสุขภาพ การเดินทางในชีวิตประจำวัน และบริการจำนวนมากที่อยู่ในระดับเมืองและชุมชน
ในอีกด้านหนึ่งนั้น คุณแอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการ Visa ประจำประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าจุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ความหลากหลาย ทั้งเมืองใหญ่ระดับโลกและชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ และเมื่อความคาดหวังของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ผู้เดินทางจึงให้ความสำคัญมากขึ้นกับความมั่นใจ ความสะดวก และความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือกับ ททท. จึงมีบทบาทในการยกระดับประสบการณ์การชำระเงินให้ไร้รอยต่อและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้คือหัวใจของเรื่อง เพราะการชำระเงินไม่ใช่เพียงขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อขายอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น

สำหรับนักท่องเที่ยว การจ่ายเงินที่สะดวกและปลอดภัยทำให้พวกเขากล้าสำรวจมากขึ้น กล้าลองร้านใหม่ ๆ มากขึ้น และกล้าเดินออกจากเส้นทางท่องเที่ยวกระแสหลักมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ระบบชำระเงินดิจิทัลคือประตูที่ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงนักท่องเที่ยวนานาชาติได้ง่ายขึ้น และเปลี่ยนการมองเห็นให้กลายเป็นรายได้จริง ภาพนี้เห็นได้ชัดจากกิจกรรม Feel So Thai ที่ทรงวาด ซึ่งทำให้ Visa Destinations ถูกนำออกจากระดับแพลตฟอร์มไปสู่ประสบการณ์จริงในพื้นที่ ย่านทรงวาดไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของแคมเปญ แต่เป็นตัวอย่างของชุมชนเมืองที่มีทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อาหาร วัฒนธรรม และผู้ประกอบการท้องถิ่นที่กำลังเติบโต การพาสื่อมวลชนและครีเอเตอร์ระดับนานาชาติมาสัมผัสย่านทรงวาด จึงไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์จุดหมายใหม่ แต่เป็นการทดลองให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์สามารถทำงานร่วมกับระบบชำระเงินดิจิทัลและธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างไร เมื่อร้านค้าในย่านสามารถรับชำระเงินดิจิทัลได้สะดวกขึ้น นักท่องเที่ยวก็ใช้จ่ายได้มั่นใจขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าไปอยู่ในระบบการท่องเที่ยวขาเข้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือจุดที่เทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่แทนเสน่ห์ของชุมชน แต่ช่วยทำให้เสน่ห์นั้นถูกค้นพบและสร้างมูลค่าได้จริง
ในภาพใหญ่ Visa Destinations จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นโมเดลของ public-private collaboration ที่น่าสนใจ ระหว่างภาครัฐที่ต้องการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวและกระจายรายได้ กับภาคเอกชนระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ข้อมูลการใช้จ่าย และการเชื่อมต่อผู้บริโภคข้ามพรมแดน และนี่อาจเป็นสูตรสำคัญของการท่องเที่ยวไทยในอนาคต เพราะการแข่งขันของประเทศจุดหมายปลายทางจะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีสถานที่สวยกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดของนักเดินทางเชื่อมต่อกันได้ดีกว่า ตั้งแต่ airport arrival ไปจนถึงร้านอาหารท้องถิ่น จากการเดินทางในเมืองไปจนถึงการซื้อของในย่านเก่า จากบริการระดับลักชัวรีไปจนถึง SME ที่ซ่อนอยู่ในตรอกเล็ก ๆ

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาได้มากแค่ไหน แต่คือเราจะทำให้การเดินทางของพวกเขาสร้างมูลค่าได้ลึกและกว้างกว่าเดิมอย่างไร Visa Destinations อาจเป็นเพียงหนึ่งแพลตฟอร์ม แต่สิ่งที่มันสะท้อนคือทิศทางของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนจาก destination marketing ไปสู่ destination infrastructure จากการโปรโมตภาพสวยของประเทศ ไปสู่การออกแบบระบบที่ทำให้นักท่องเที่ยวใช้ชีวิต ใช้จ่าย และเชื่อมต่อกับผู้คนในพื้นที่ได้จริง และในโลกที่นักเดินทางไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ แต่ต้องการความมั่นใจ ความสะดวก และความหมายของประสบการณ์ ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าเสน่ห์ของเราไม่ได้อยู่แค่ในสิ่งที่นักท่องเที่ยวเห็น แต่อยู่ในวิธีที่ทั้งประเทศสามารถต้อนรับ เชื่อมต่อ และสร้างคุณค่าร่วมกับพวกเขาได้ตลอดทั้งการเดินทาง
ท้ายที่สุด ความร่วมมือระหว่าง Visa และ ททท. ผ่าน Visa Destinations จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนของอนาคตเศรษฐกิจไทยที่ประสบการณ์ วัฒนธรรม ชุมชน และดิจิทัลคอมเมิร์ซกำลังเดินเข้าหากันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการท่องเที่ยวที่ดีในวันนี้ไม่ได้จบลงที่การทำให้คนอยากมาเยือนประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องทำให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางในประเทศไทยสามารถสร้างความทรงจำ ความเชื่อมั่น และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เดินทางต่อไปได้ไกลกว่าทริปนั้นเอง



