#legendFashion โดย มานิต มณีพันธกุล @kaimanit
มีบางคอลเล็กชันที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เรา “ดู” แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เรา “จำ” และ Generation Gucci ของ Demna ก็เป็นหนึ่งในนั้นคอลเล็กชันที่ไม่ได้เริ่มต้นจากรันเวย์ ไม่ได้มีเสียงฝีเท้าของโมเดล หรือแสงแฟลชจาก front row แต่กลับถือกำเนิดขึ้นจาก “ภาพของโชว์ในจินตนาการ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในที่ใดมาก่อนมันคือการตั้งคำถามที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งอย่างประหลาด ถ้าแฟชั่นโชว์ไม่จำเป็นต้องมีอยู่จริง แล้วสิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็น “ความจริงของแฟชั่น” ยังยึดโยงอยู่กับอะไร
และคำตอบของ Demna ก็คือ ความทรงจำ

ในโลกของ Gucci ที่ผ่านมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเพียงอดีตที่ถูกเก็บไว้ในอาร์ไคฟ์ หากแต่เป็นคลังของ “รหัส” (codes) ที่รอการตีความใหม่อยู่เสมอ Generation Gucci จึงไม่ใช่การย้อนกลับไปเพื่อยืนยันความคลาสสิก แต่คือการเข้าไป “รื้อ” ความหมายของสิ่งเหล่านั้น ก่อนจะประกอบมันขึ้นใหม่ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งที่น่าสนใจคือ Demna ไม่ได้เลือกจะเล่าเรื่องผ่าน timeline แบบตรงไปตรงมา เขาไม่ได้พาเราย้อนกลับไปยุค 70s หรือ 90s อย่างที่ Gucci เคยทำมาอย่างชัดเจน แต่เลือกจะ “ผสมเวลา” จนมันกลายเป็นสภาวะเดียว อดีตที่ยังไม่จบ และปัจจุบันที่ไม่เคยเริ่ม
และนั่นทำให้เสื้อผ้าในคอลเล็กชันนี้มีบางอย่างที่แปลกไปจาก Gucci ที่เราคุ้นเคย

สูทที่ตัดเย็บอย่างประณีตกลับให้สัมผัสเบาบางราวกับเสื้อผ้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เสื้อไหมที่ควรจะหรูหรากลับดูเหมือนมีชีวิต มีความยับ มีความอ่อนล้าแบบวินเทจที่ตั้งใจสร้างขึ้นใหม่ กางเกงยีนส์ที่ไร้ตะเข็บดูเหมือนจะพยายามลบ “โครงสร้าง” ของเสื้อผ้าออกไป ขณะที่ชุดเดินทางกลับเบาสบายจนคล้ายชุดนอน ราวกับตั้งใจจะบอกว่า luxury ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความแข็งแรงหรือความสมบูรณ์แบบอีกต่อไป
แม้แต่ชุดสำหรับปาร์ตี้หรือ evening wear ก็ไม่ได้พยายามจะ “ประกาศตัว” อย่างที่แฟชั่นเคยทำ หากแต่เลือกจะกระซิบด้วยผ้าเจอร์ซีย์ที่พลิ้วไหว ชิฟฟอนที่เบาแทบจะลอยได้ และซิลูเอตที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเองมากกว่าถูกควบคุม
มันคือความหรูหราที่ไม่ได้ต้องการการยืนยัน

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ยังคงอยู่ และอาจจะชัดเจนยิ่งกว่าเดิม คือ “รหัส” ของ Gucci ที่ยังคงลอยอยู่ในทุกลุคอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นแถบ Web สีเขียวแดง เข็มขัด Double G หรือกลิ่นอาย equestrian ที่ถูกแปลใหม่ผ่านผ้าไหมพิมพ์ลาย ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม เพียงแต่ถูกลดเสียงลงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นจุดเด่นที่ต้องถูกมองเห็นทันที
นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ Gucci ในยุคของ Demna จากแบรนด์ที่เคย “เล่าเรื่องผ่านภาพ” กลายเป็นแบรนด์ที่ “เล่าเรื่องผ่านความรู้สึก”
และในความรู้สึกนั้น ยังมีอีกชั้นของความหมายที่น่าสนใจ เรื่องของ “ร่างกาย”
รองเท้าบัลเลริน่าที่ถูกแปลใหม่ให้กับผู้ชาย โลฟเฟอร์ที่ถูกทำให้ใส่สบายเหมือนรองเท้าเต้นรำ หรือแม้แต่รองเท้าส้นสูงที่โครงสร้างดูเหมือนจะเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกับพื้นรองเท้า ทุกอย่างดูเหมือนจะตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับเสื้อผ้า ว่าแท้จริงแล้ว เรากำลัง “ใส่” เสื้อผ้า หรือเสื้อผ้ากำลัง “เคลื่อนไหวไปกับเรา”

ในโลกที่แฟชั่นเคยเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ Generation Gucci กลับพยายามพาเรากลับไปสู่จุดเริ่มต้น จุดที่เสื้อผ้าไม่ได้มีไว้เพื่อให้ถูกมอง แต่มีไว้เพื่อให้ “รู้สึก”
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคอลเล็กชันนี้จึงเลือกจะไม่เกิดขึ้นจริง
เพราะเมื่อไม่มีสถานที่ ไม่มีเวลา ไม่มีโชว์ที่ต้องถูกจดจำในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันจึงสามารถกลายเป็น “ความทรงจำร่วม” ที่เปิดให้ทุกคนตีความได้เอง
Generation Gucci จึงไม่ใช่แค่คอลเล็กชัน แต่เป็นบทสนทนา ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างสิ่งที่เคยมีอยู่กับสิ่งที่เราเลือกจะเชื่อว่ามันเคยมี และในโลกของแฟชั่น ที่ความจริงมักถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่เสมอ บางครั้งสิ่งที่ “ไม่เคยเกิดขึ้น” อาจกลายเป็นสิ่งที่จริงที่สุดก็ได้



