May 12, 2026

มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกแฟชั่นที่สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความเป็น “เมืองต้นกำเนิด” ได้อย่างลึกซึ้งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณเดียวกัน และสำหรับ Bottega Veneta เวนิสไม่เคยเป็นเพียงบ้านเกิดของเมซง หากแต่เป็นรากฐานทางความคิด ภาษาแห่งงานฝีมือ และแรงบันดาลใจที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์มาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1966

ในปี 2026 ซึ่งนับเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของแบรนด์ ภายใต้การนำของ Louise Trotter แบรนด์ได้หวนกลับไปสัมผัสกับเสน่ห์แห่งเมืองเวนิสอีกครั้ง ผ่านชุดกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นในช่วง Venice Biennale เพื่อสะท้อนให้โลกได้รับรู้ถึงบทสนทนาระหว่างศิลปะ สถาปัตยกรรม และผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้

แต่แทนที่จะเลือกนำเสนอเพียงงานแฟชั่นหรืออีเวนต์แบบดั้งเดิม ในครั้งนี้ Bottega Veneta กลับเลือกใช้ “พื้นที่ของเมือง” เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง ผ่านสองความร่วมมือสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการ Lorna Simpson: Third Person ณ Punta della Dogana-Pinault Collection และ If All Time Is Eternally Present โปรเจคพิเศษที่จัดร่วมกับ Pier Luigi Nervi Foundation ภายใต้กรอบความคิดสร้างสรรค์ตามแบบฉบับของ Biennale Arte

บรรยากาศของกิจกรรมเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันที่ 6 พฤษภาคม ด้วย breakfast salotto ที่เชื้อเชิญศิลปินและภัณฑารักษ์มาร่วมแลกเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับแนวคิดของนิทรรศการ ตั้งแต่ Tai Shani, Meriem Bennani, Orian Barki ไปจนถึง Kandis Williams ท่ามกลางบทสนทนาที่ไม่ได้พูดถึงเพียงงานศิลปะ หากยังรวมถึง “ความสัมพันธ์” ระหว่างพื้นที่ เมือง และประสบการณ์ร่วมของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน นิทรรศการได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ Campo Manin พื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองเวนิส ผ่านผลงาน moving image ของศิลปินทั้งสี่คน ซึ่งถูกจัดวางให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตในเมือง มากกว่าจะถูกจำกัดอยู่เพียงภายในกำแพงของสถาบันศิลปะ แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางของ Bottega Veneta ที่ต้องการทำให้ศิลปะกลายเป็นบทสนทนาที่มีชีวิต และเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ ได้อย่างชัดเจน 

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญเกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 7 พฤษภาคม เมื่อเมซงเปิดประตูต้อนรับแขกภายใน Palazzo Soranzo Van Axel อาคารเก่าแก่จากศตวรรษที่ 15 ซึ่งปัจจุบันเป็น Bottega Veneta Venice Residence เพื่อเฉลิมฉลองนิทรรศการเดี่ยวของ Lorna Simpson ร่วมกับ Hauser & Wirth ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ผลงานแต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างละเมียดละไม ราวกับกำลังสร้างบทสนทนาเงียบระหว่างภาพ ความทรงจำ และพื้นที่โดยรอบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Bottega Veneta ไม่เคยมองเวนิสเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของแบรนด์ หากมองเมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนทางความคิดและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการบูรณะพื้นภายในมหาวิหาร St Mark’s Basilica ความร่วมมือกับ Biennale Danza และ Biennale Architettura หรือโครงการ Bottega for Bottegas ที่ทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่นในเวนิส

และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม กิจกรรมทั้งหมดในครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกราวกับเป็นการ “กลับบ้าน” ของเมซง มากกว่าจะเป็นเพียงอีเวนต์ในปฏิทินแฟชั่นระดับโลก เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Bottega Veneta พยายามรักษาไว้ อาจไม่ใช่เพียงมรดกของงานฝีมือ แต่คือจิตวิญญาณของเวนิส เมืองที่ผู้คน ความคิด และศิลปะยังคงไหลเวียนและพบกันอย่างงดงามเสมอ

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search