มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกแฟชั่นที่สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความเป็น “เมืองต้นกำเนิด” ได้อย่างลึกซึ้งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณเดียวกัน และสำหรับ Bottega Veneta เวนิสไม่เคยเป็นเพียงบ้านเกิดของเมซง หากแต่เป็นรากฐานทางความคิด ภาษาแห่งงานฝีมือ และแรงบันดาลใจที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์มาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1966

ในปี 2026 ซึ่งนับเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของแบรนด์ ภายใต้การนำของ Louise Trotter แบรนด์ได้หวนกลับไปสัมผัสกับเสน่ห์แห่งเมืองเวนิสอีกครั้ง ผ่านชุดกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นในช่วง Venice Biennale เพื่อสะท้อนให้โลกได้รับรู้ถึงบทสนทนาระหว่างศิลปะ สถาปัตยกรรม และผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้

แต่แทนที่จะเลือกนำเสนอเพียงงานแฟชั่นหรืออีเวนต์แบบดั้งเดิม ในครั้งนี้ Bottega Veneta กลับเลือกใช้ “พื้นที่ของเมือง” เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง ผ่านสองความร่วมมือสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการ Lorna Simpson: Third Person ณ Punta della Dogana-Pinault Collection และ If All Time Is Eternally Present โปรเจคพิเศษที่จัดร่วมกับ Pier Luigi Nervi Foundation ภายใต้กรอบความคิดสร้างสรรค์ตามแบบฉบับของ Biennale Arte

บรรยากาศของกิจกรรมเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันที่ 6 พฤษภาคม ด้วย breakfast salotto ที่เชื้อเชิญศิลปินและภัณฑารักษ์มาร่วมแลกเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับแนวคิดของนิทรรศการ ตั้งแต่ Tai Shani, Meriem Bennani, Orian Barki ไปจนถึง Kandis Williams ท่ามกลางบทสนทนาที่ไม่ได้พูดถึงเพียงงานศิลปะ หากยังรวมถึง “ความสัมพันธ์” ระหว่างพื้นที่ เมือง และประสบการณ์ร่วมของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน นิทรรศการได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ Campo Manin พื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองเวนิส ผ่านผลงาน moving image ของศิลปินทั้งสี่คน ซึ่งถูกจัดวางให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตในเมือง มากกว่าจะถูกจำกัดอยู่เพียงภายในกำแพงของสถาบันศิลปะ แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางของ Bottega Veneta ที่ต้องการทำให้ศิลปะกลายเป็นบทสนทนาที่มีชีวิต และเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ ได้อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญเกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 7 พฤษภาคม เมื่อเมซงเปิดประตูต้อนรับแขกภายใน Palazzo Soranzo Van Axel อาคารเก่าแก่จากศตวรรษที่ 15 ซึ่งปัจจุบันเป็น Bottega Veneta Venice Residence เพื่อเฉลิมฉลองนิทรรศการเดี่ยวของ Lorna Simpson ร่วมกับ Hauser & Wirth ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ผลงานแต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างละเมียดละไม ราวกับกำลังสร้างบทสนทนาเงียบระหว่างภาพ ความทรงจำ และพื้นที่โดยรอบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Bottega Veneta ไม่เคยมองเวนิสเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของแบรนด์ หากมองเมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนทางความคิดและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการบูรณะพื้นภายในมหาวิหาร St Mark’s Basilica ความร่วมมือกับ Biennale Danza และ Biennale Architettura หรือโครงการ Bottega for Bottegas ที่ทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่นในเวนิส
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม กิจกรรมทั้งหมดในครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกราวกับเป็นการ “กลับบ้าน” ของเมซง มากกว่าจะเป็นเพียงอีเวนต์ในปฏิทินแฟชั่นระดับโลก เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Bottega Veneta พยายามรักษาไว้ อาจไม่ใช่เพียงมรดกของงานฝีมือ แต่คือจิตวิญญาณของเวนิส เมืองที่ผู้คน ความคิด และศิลปะยังคงไหลเวียนและพบกันอย่างงดงามเสมอ



