รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
มีบางชีวิตที่ไม่เคยได้เป็นเพียง “ชีวิต” จริง ๆ หากแต่กลายเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่ผู้คนอยากเชื่อมาตลอด และ Michael ของผู้กำกับ Antoine Fuqua ก็เหมือนจะเข้าใจดีว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเล่าชีวประวัติของชายคนหนึ่ง แต่คือการเลือกว่าจะ “จำเขาแบบไหน”
หนังเริ่มต้นอย่างที่หนังชีวประวัติป๊อปสตาร์แทบทุกเรื่องเคยเริ่ม ด้วยภาพเงาด้านหลังของร่างหนึ่งที่กำลังเดินเข้าสู่แสงไฟ เสียงกรีดร้องของผู้คนที่ดังขึ้นราวกับคลื่น ก่อนที่ภาพจะตัดย้อนกลับไปยังบ้านหลังเล็กใน Gary, Indiana ที่เด็กชายคนหนึ่งกำลังถูกฝึกให้ “สมบูรณ์แบบ” มากพอจะหนีออกจากชีวิตธรรมดา และบางที ตั้งแต่วินาทีนั้น เราก็เริ่มเข้าใจว่า Michael ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นภาพยนตร์ที่ “ค้นหา” ตัวตนของ Michael Jackson เท่าไรนัก แต่มันคือการ “จัดวาง” ตัวตนนั้นใหม่อีกครั้ง ให้ดูสะอาด เรียบง่าย และปลอดภัยพอสำหรับการมอง
ภาพของพ่ออย่าง Joe Jackson ถูกวาดขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับเป็นเงามืดเพียงหนึ่งเดียวที่หนังยอมให้มีอยู่ ความโหดร้าย ความเข้มงวด และความฝันแบบอเมริกันดรีมที่ถูกผลักลงบนไหล่ของลูกชายด้วยสายเข็มขัดหนัง ถูกเล่าอย่างตรงไปตรงมา จนเกือบจะกลายเป็นคำอธิบายแบบสำเร็จรูปว่า “ทุกอย่าง” ที่เกิดขึ้นกับ Michael ในภายหลัง ล้วนมีต้นทางมาจากตรงนี้ มันคือการเล่าเรื่องที่ทำงานได้ดีในเชิงอารมณ์ เพราะความเจ็บปวดที่เห็นจากภาพในหนังนั้นจับต้องได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ชีวิตที่ซับซ้อนของศิลปินคนหนึ่ง ถูกย่อให้เหลือเพียงเส้นตรงเส้นเดียว นั่นคือ เด็กชายที่พยายามหนีจากพ่อ และ Jaafar Jackson ในบท Michael ก็ทำให้เส้นตรงนั้นดูสว่างไสวอย่างน่าประหลาด เขาไม่ได้เพียงเลียนแบบท่าทาง เสียง หรือการเคลื่อนไหวของอา แต่เขากลับถ่ายทอด “แรงดึงดูด” บางอย่างที่เราเองก็ยากจะอธิบาย ความเปราะบางที่แฝงอยู่ในความแม่นยำทางการแสดง ผสมไว้ด้วยความนุ่มนวลที่ซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ภายในผ่านการถ่ายทอดทางแววตา
ในหลายฉาก โดยเฉพาะเมื่อเสียงเพลงเริ่มต้นขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่ I’ll Be There, Don’t Stop ’til You Get Enough, Billie Jean จนมาถึงเพลงที่เรารักมากและเซอร์ไพรซ์สุดๆ ที่ถูกเลือกมาใช้ในหนังด้วยอย่าง Ben หรือช่วงเวลาที่เขายืนอยู่บนเวที หนังเหมือนจะหลุดออกจากข้อจำกัดของตัวเอง และปล่อยให้ “พลังของเพลง Michael” ทำหน้าที่แทนการเล่าเรื่อง มันไม่ใช่แค่การแสดง แต่มันคือการ “รำลึก” ที่มีชีวิต แต่เมื่อเสียงดนตรีเงียบลง หนังกลับเลือกที่จะเดินต่อในเส้นทางที่ปลอดภัย…เกินไป


Michael ในเรื่องนี้แทบไม่เคยเป็นมนุษย์ที่มีรอยร้าว เขาไม่เคยโกรธอย่างแท้จริง ไม่เคยหลงทางอย่างลึกซึ้ง และแทบไม่มีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเขา “กำลังสร้าง” อะไรบางอย่างขึ้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง เพลงต่าง ๆ ปรากฏขึ้นราวกับเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในอากาศ รอเพียงให้เขาหยิบมันลงมา นี่คือ Michael ในฐานะ “สิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์” มากกว่า “ศิลปิน” และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่หนังต้องการจะเป็น
เพราะเมื่อมองให้ลึกลงไป Michael ไม่ได้เพียงเลี่ยงเรื่องราวด้านมืดของเจ้าของชื่อ แต่มันกำลังสร้าง “เวอร์ชัน” ของเขาขึ้นมาใหม่ เวอร์ชันที่ไม่มีข้อกล่าวหา ไม่มีความคลุมเครือ ไม่มีคำถามที่ไม่มีคำตอบ โลกของหนังจึงเต็มไปด้วยภาพของการเยียวยา รักษาตัวตนและชื่อเสียง การไปเยี่ยมเด็กในโรงพยาบาล รอยยิ้มจากผู้คนที่ยืนมองอยู่หน้าประตู ราวกับต้องการย้ำกับผู้ชมว่า “นี่คือความจริงอีกแบบหนึ่งที่คุณสามารถเลือกเชื่อได้” และในจุดนี้เอง หนังเริ่มกลายเป็นมากกว่าภาพยนตร์ มันกลายเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับ “การควบคุมเรื่องเล่า”
ในโลกที่คนดังถูกสร้างและถูกทำลายผ่านสื่ออยู่ตลอดเวลา ชีวิตของ Michael Jackson อาจเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ถูกเขียนซ้ำมากที่สุด ทั้งโดยนักข่าว โดยแฟนเพลง โดยผู้กล่าวหา และโดยผู้ที่ปกป้องเขา Michael เลือกที่จะเขียนมันอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่า คือสิ่งที่หนัง “ไม่เขียน”


การจบเรื่องที่ Wembley ในปี 1988 ไม่ใช่แค่การเลือกช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่มันคือการหยุดเวลาไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะซับซ้อนกว่านั้น ก่อนที่ชื่อของ Michael จะไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในฐานะ “King of Pop” แต่ในฐานะบุคคลที่โลกไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะมองเขาอย่างไร และนั่นทำให้ Michael กลายเป็นหนังที่ทั้งจริงและไม่จริงในเวลาเดียวกัน จริง ในความทรงจำของเสียงเพลง การเต้น และพลังบนเวที และ ไม่จริง ในความเลือกที่จะเงียบของสิ่งที่ถูกตัดออกไป
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดของหนัง อาจไม่ใช่ตัวหนังเอง แต่คือสิ่งที่มันสะท้อนกลับมาหาเรา เราต้องการเห็น Michael Jackson แบบไหนกันแน่? เด็กชายที่ถูกพรากวัยเด็ก ศิลปินอัจฉริยะที่เปลี่ยนโลก หรือมนุษย์คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง Michael ไม่ได้ให้คำตอบ แต่มันยื่น “เวอร์ชันหนึ่ง” มาให้เรา สวยงาม ลื่นไหล และปลอดภัยพอที่จะรัก และในโลกของป๊อปคัลเจอร์ บางที แค่นั้นก็อาจเพียงพอแล้ว หรืออาจจะไม่เลยก็ได้ แต่รับรองว่า Michael Not BAD!
Michael เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์



