เมื่อปฏิทินเดินทางมาถึง “วันวาเลนไทน์” บรรยากาศรอบตัวก็มักจะถูกเติมเต็มด้วยท่วงทำนองของความรัก ไม่ว่าจะหันทางไหนก็เจอแต่คนควงแขนกันพร้อมดอกไม้ช่อโต แถมยังเสริมบรรยากาศไปด้วยเพลงรักหวานซึ้งในทุกสถานที่ที่ไป
วันวาเลนไทน์ปีนี้ #legend_TH ขอพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสำรวจบทเพลงรักที่ไม่ได้เป็นแค่เพลงฮิตติดชาร์ต แต่คือ “ตัวแทนแห่งยุคสมัย” ที่พิสูจน์ความคลาสสิกด้วยอิทธิพลที่ยังคงตราตรึงมาจนถึงปัจจุบัน
1960s : “Can’t Help Falling in Love” – Elvis Presley

“Can’t Help Falling in Love” เพลงฮิตตลอดกาลของ Elvis Presley เปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 ประกอบภาพยนตร์ Blue Hawaii ที่เขาแสดง โดยถ่ายทอดความรักที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปรียบเปรยความรู้สึกที่ไหลไปตามธรรมชาติดั่งสายน้ำ ท่วงทำนองได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 อย่าง “Plaisir d’amour” และเดิมทีเพลงนี้ถูกเขียนจากมุมมองของผู้หญิงในชื่อ “Can’t Help Falling in Love with Him” ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในเพลงซิกเนเจอร์ที่ Presley ใช้ปิดการแสดงช่วงบั้นปลายอาชีพของเขา และถูกนำมาขับร้องใหม่โดยศิลปินมากมายจนถึงปัจจุบัน
1970s : “Let’s Stay Together” – Al Green

“Let’s Stay Together” เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาเป็นซิงเกิลในปี 1971 โดย Al Green เนื้อหาเพลงพูดถึงความรักที่มั่นคง ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ดีหรือร้ายก็ยังเลือกจะอยู่เคียงข้างกัน โดยเพลงนี้ได้ขึ้นอันดับ 1 ใน ชาร์ต Billboard Hot 100 ของสหรัฐอเมริกา และอยู่ในชาร์ตนานถึง 16 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ต R&B ของ Billboard เป็นเวลานานกว่า 9 สัปดาห์ และทาง Billboard จัดอันดับให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ขายดีที่สุดอันดับที่ 11 ของปี 1972 ทำให้เพลงนี้เป็นตัวแทนของเพลงรักยุค 70s อและเป็นต้นแบบของเพลงรักแนว R&B ในยุคต่อๆมา
1980s : “I Just Called to Say I Love You” – Stevie Wonder

“I Just Called to Say I Love You” ถูกปล่อยในปี 1984 ขับร้องโดย Stevie Wonder เพื่อประกอบภาพยนตร์ The Woman in Red เนื้อเพลงกล่าวถึงการโทรหาคนรักโดยไม่ต้องมีวันสำคัญใดๆ เพียงแค่ต้องการบอกว่ารัก ด้วยความเรียบง่ายของถ้อยคำทำให้ผู้ฟังเข้าถึงได้ทันที และกลายเป็นเพลงรักที่ตรงไปตรงมาที่สุดเพลงหนึ่งของยุค โดยเพลงนี้ได้ขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 และขึ้นอันดับ 1 ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดของปี 1984 รวมถึงคว้ารางวัล Academy Award สาขา Best Original Song อีกด้วย
1990s : “My Heart Will Go On” – Celine Dion

“My Heart Will Go On” บทเพลงอมตะโดย Celine Dion ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง Titanic ในปี 1997 เนื้อหาถ่ายทอดความรักที่ยังคงดำรงอยู่แม้ต้องเผชิญกับการสูญเสีย ผสานท่อนฮุกอันทรงพลังและน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Celine Dion ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในยุคนั้น โดยเพลงมียอดจำหน่ายกว่า 18 ล้านชุดทั่วโลก ขึ้นอันดับ 1 ในมากกว่า 25 ประเทศ และคว้ารางวัลจากเวที Grammy Awards หลายสาขา รวมถึง Record of the Year ความสำเร็จของทั้งภาพยนตร์และเพลงส่งให้ซิงเกิลนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่มียอดขายสูงที่สุดตลอดกาล
2000s : “We Belong Together” – Mariah Carey

“We Belong Together” ซิงเกิลในปี 2005 ของ Mariah Carey ที่ถ่ายทอดความคิดถึงและการตระหนักว่าคนรักคือส่วนสำคัญของชีวิต ผ่านซาวด์ R&B ผสานป๊อปบัลลาดที่สะท้อนอารมณ์โหยหาได้อย่างลึกซึ้ง โดยเพลงนี้เป็นไฮไลต์จากอัลบั้ม The Emancipation of Mimi และครองอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 นานถึง 14 สัปดาห์ พร้อมถูกจัดให้เป็นเพลงอันดับ 1 ประจำปี 2005 อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของทศวรรษ 2000s และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พา Mariah กลับคืนสู่จุดสูงสุดของวงการเพลงได้อีกครั้ง
2010s : “Perfect” – Ed Sheeran

“Perfect” ซิงเกิลปี 2017 ของ Ed Sheeran จากอัลบั้ม ÷ (Divide) ถ่ายทอดเรื่องราวการพบรักแท้ตั้งแต่วัยเยาว์และเติบโตเคียงข้างกัน จนกลายเป็นบทเพลงโรแมนติกยอดนิยมที่ถูกเลือกใช้ในงานแต่งงานทั่วโลก โดยเพลงนี้ได้ขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 และ UK Singles Chart พร้อมทำยอดสตรีมบน Spotify มากกว่า 3 พันล้านครั้ง และได้รับการรับรองระดับ Diamond ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ เวอร์ชัน “Perfect Duet” กับ Beyoncé ยังเปิดตัวทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ทันทีที่ปล่อย และยังมีเวอร์ชัน “Perfect Symphony” ที่ร่วมงานกับ Andrea Bocelli ช่วยเพิ่มมิติความคลาสสิกให้กับบทเพลงนี้ให้เป็นเหมือนเป็นเพลงรักอมตะตลอดกาลของยุคปัจจุบัน



