ทันทีที่โลโก้ใหม่ของ SC Asset ปรากฏขึ้น หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่เพราะมันดู “ไม่เหมือนเดิม” ในแบบที่ชวนให้สงสัยว่า แบรนด์กำลังจะเล่าเรื่องอะไรต่อจากนี้ จากภาพจำของการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่คุ้นเคยตลอดกว่า 20 ปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ดีไซน์ แต่สะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
เราเลยชวนคุณ จูน–โฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand and Communications แห่ง SC Asset มาคุย เพื่อให้เธอเล่าด้วยตัวเองว่า อะไรคือจุดเริ่มต้นของการรีแบรนด์ครั้งนี้ เบื้องหลังโลโก้ใหม่คืออะไร รวมถึงสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะตามมา

#legend_th: อะไรคือจุดเริ่มต้นของการรีแบรนด์ครั้งนี้
CK: คนรู้จักเราในชื่อ SC Asset มาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัทและเข้าตลาดหลักทรัพย์ รวมระยะเวลาประมาณ 23–24 ปี ภายใต้โลโก้เดิมที่อ่านตามชื่อแบรนด์ แต่หลังโควิด พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปหลายอย่าง ทั้งการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิต ช่วงหนึ่งคอนโดฯ ขายไม่ดี เพราะคนไม่มั่นใจเรื่องการใช้พื้นที่ร่วมกับคนจำนวนมาก แต่บ้านกลับขายดีมาก พอโควิดคลี่คลาย คอนโดฯ ก็กลับมาขายดีอีกครั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดคือ “วิธีใช้ชีวิตในบ้าน” จากเดิมที่คนออกไปทำงานแล้วกลับบ้าน แต่ช่วงโควิดหลายคนค้นพบว่าตัวเองสามารถทำงานจากบ้านได้ บางคนกลายเป็น Content Creator สร้างรายได้จากที่บ้าน ใช้บ้านเป็นทั้งออฟฟิศ ห้องออกกำลังกาย และพื้นที่ใช้ชีวิต ในฐานะผู้พัฒนา เราจึงต้องปรับตัวตามลูกค้า และเริ่มเห็นว่าธุรกิจจะอยู่ด้วยการ “สร้างแล้วขาย” อย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป
#legend_th: การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่โครงสร้างธุรกิจแบบใหม่อย่างไร
CK: เราเริ่มมองธุรกิจเป็น 2 เครื่องยนต์ คือการพัฒนาเพื่อขายซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด และการพัฒนาเพื่อเช่า ซึ่งเรามีอยู่แล้วจากธุรกิจอาคารสำนักงาน จากนั้นเราดูว่าอะไรเติบโตไปพร้อมกับเมือง ก็จะเห็นทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ เราเลยต่อยอดไปในสองด้านนี้ ซึ่งทำมาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว และกำลังเติบโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโรงแรมและโลจิสติกส์ ล่าสุดเรากำลังพัฒนาเครื่องยนต์ที่ 3 ซึ่งเป็นธุรกิจสำหรับคุณภาพชีวิตในอนาคต
#legend_th: แล้วในอนาคต ธุรกิจใหม่อย่าง Wellness จะเข้ามามีบทบาทอย่างไร
CK: เราอยากต่อยอดจากสิ่งที่เราทำได้ดี คือการดูแลลูกบ้าน ไปสู่การดูแลชีวิตในระยะยาวมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะวันนี้ชีวิตของคนซับซ้อนขึ้น และแต่ละบ้านก็มีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเราสามารถสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์จริงในแต่ละสถานการณ์ได้ มันก็จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้จริง

#legend_th: แม้จะมีหลายเอนจิ้น สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคืออะไร
CK: ไม่ว่าเอนจิ้นไหน เรามี DNA ร่วมกัน 3 อย่าง อย่างแรกคือเราไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพ อย่างที่สองคือการแคร์คน เราต้องคิดแทนเขา และอย่างที่สามคือความรับผิดชอบ เราเชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิด แต่เมื่อเกิดปัญหา สิ่งสำคัญคือคุณจะทำอย่างไร จะทิ้งลูกค้าไปหรือจะอยู่เคียงข้างจนกว่าปัญหาจะถูกแก้ไข ซึ่งสำหรับเรา เราจะไม่ทิ้งลูกค้า
#legend_th: อะไรคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ต้องรีแบรนด์ในครั้งนี้
CK: จริง ๆ แนวคิดมาจาก CEO (คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์) ซึ่งเป็นคนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอยู่แล้ว เขามองว่าไม่อยากให้คนเห็นเราแล้วคิดว่าเราทำเป็นแค่ “Asset” อีกต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะภาพจำของคนถูกสร้างมานาน ถ้าเราอยากเปลี่ยนภาพจำนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีที่เรานำเสนอตัวเอง ซึ่งก็คือการรีแบรนด์
#legend_th: แกนของแบรนด์ที่ยังคงอยู่คืออะไร
CK: เรามีปรัชญาว่า “For Good Mornings” คือการสร้างเช้าที่ดีให้กับทุกคน เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนตื่นมาโดยไม่มีความกังวล เขาจะมีแรงไปทำสิ่งสำคัญในชีวิตต่อได้ หน้าที่ของเราคือดูแลเรื่องบ้าน เพื่อให้เขาตัดความกังวลเรื่องหนึ่งออกไปได้ สิ่งนี้ไม่ได้เปลี่ยน แต่ขยายขึ้น จากเดิมที่เราคิดถึงลูกค้า พนักงาน และคู่ค้า วันนี้เราคิดไปถึงสังคมในวงกว้างมากขึ้น

#legend_th: แนวคิดนี้ถูกต่อยอดอย่างไรในแบรนด์ใหม่
CK: เราใช้แนวคิด “สร้างคุณค่าสู่คนและโลก” เพื่อสะท้อนว่าเราไม่ได้อยากถูกจำกัดอยู่แค่ธุรกิจอสังหาฯ แต่ทำอะไรก็ได้ตราบที่มันมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้คน
#legend_th: ในส่วนของโลโก้ กระบวนการคิดเป็นอย่างไร
A: สำหรับเรา โลโก้ต้องไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องมีเรื่องราวที่อยู่เหนือกาลเวลา เราจึงเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวตนของแบรนด์อย่างลึกก่อน
จากนั้นเลือกทำงานกับ Pentagram ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบจากอังกฤษ และเป็นหนึ่งในบริษัทออกแบบระดับโลกที่มีประสบการณ์มายาวนาน เพื่อให้ได้มุมมองใหม่ที่ไม่ยึดอยู่แค่บริบทแบบไทย
เขาบินมาที่ไทย เพื่อทำความเข้าใจชีวิตผู้คนจริง ๆ เราพาเขาไปดูว่าเราทำอะไร เล่าให้ฟังถึงคุณภาพของบ้าน บริการหลังการขาย และสิ่งที่เราอยากให้คนรู้สึกเมื่อเห็นแบรนด์
#legend_th: ทำไมถึงเป็น Pentagram
CK: ตอนนั้นเราพิจารณาหลายบริษัท ทั้งในเอเชียและยุโรป มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ แต่ในช่วงที่นำเสนอไอเดีย เรารู้สึกว่า Pentagram เข้าใจบริบทของเอเชียได้ดีในแบบที่เราต้องการ ไม่ใช่ว่าบริษัทอื่นไม่ดี แต่เป็นความ “พอดี” ระหว่างความเป็นอินเตอร์ และความเข้าใจโลคัล ซึ่งทำให้การทำงานร่วมกันลงตัวมาก

#legend_th: การทำงานกับทีมระดับโลกให้อะไรกับแบรนด์บ้าง
CK: มันทำให้เราได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น จากเดิมที่เราอาจคิดแบบคนไทย แต่เมื่อมีคนภายนอกเข้ามา เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติ และช่วยแปลงสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา ให้กลายเป็นภาษาดีไซน์ที่สื่อสารได้ในระดับสากล
#legend_th: อะไรคือแรงบันดาลใจของโลโก้ใหม่
CK: หนึ่งในนั้นคือ “ดอกทานตะวัน” ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการดูแลลูกค้าของ SC ที่เปรียบลูกค้าเสมือนแสงอาทิตย์ และ SC คือดอกทานตะวันที่หันหน้าเข้าหาแสงนั้นอยู่เสมอ แนวคิดนี้สะท้อนทั้งวิธีคิดและวิธีปฏิบัติขององค์กรที่เรียกว่า Sunflower Mindset — การใส่ใจ ดูแล และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในทุกช่วงเวลา
Pentagram จึงหยิบเอาโครงสร้างภายในของดอกทานตะวัน ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและไม่ตายตัว มาพัฒนาเป็นดีไซน์ที่สะท้อนความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด
#legend_th: แล้วสิ่งนี้ถูกแปลงมาเป็นดีไซน์อย่างไร
CK: ทีมออกแบบนำโครงสร้างของดอกทานตะวัน ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและไม่ตายตัว มาสร้างเป็นโลโก้ที่ประกอบด้วยรูปทรง 3 ชิ้นจากวงกลมที่ไม่เท่ากัน เมื่อนำมาจัดเรียงใหม่ มันสามารถขยายต่อได้ไม่สิ้นสุด และยังอ่านเป็น SC ได้ด้วย ซึ่งตรงกับแนวคิดของเราที่ไม่อยากให้ธุรกิจมีขีดจำกัด

#legend_th: โลโก้นี้สื่ออะไรเกี่ยวกับแบรนด์ในวันนี้
CK: มันไม่ได้เป็นโลโก้ที่บอกตรง ๆ แล้วจบ แต่เป็นโลโก้ที่เปิดให้เกิดการตีความ เป็นดอกไม้ เป็น SC หรือเป็นรูปทรงที่ขยายต่อได้
เราชอบที่มันสร้างบทสนทนา และทำให้คนอยากตั้งคำถามกับแบรนด์
#legend_th: แล้วเรื่อง “สี” ที่เพิ่มขึ้นมีความหมายอย่างไร
CK: จากเดิมที่เรามีสีส้มเป็นหลัก วันนี้เรามีสีที่หลากหลายมากขึ้น เช่น โทนชมพูที่ได้แรงบันดาลใจจากสีของพระอาทิตย์ยามเช้า ซึ่งอยู่ในสเปกตรัมเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีสีอื่น ๆ ตามบริบท ไม่ว่าจะเป็นสีดำ เทา หรือโทนที่ให้ความรู้สึกต่างกันไปมันสะท้อนว่าแบรนด์มีความหลากหลาย และเปิดกว้างมากขึ้น
#legend_th: อยากให้คนจดจำแบรนด์ในวันนี้อย่างไร
CK: เราอยากให้คนรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร เขาก็เชื่อมั่นและอยากเดินไปกับเรา เห็นโลโก้นี้แล้วรู้สึกมั่นใจ
มันอาจไม่ได้บอกว่าเราคืออะไรชัดเจน แต่เปิดพื้นที่ให้คนตั้งคำถามและตีความ ซึ่งสำหรับเรา นั่นคือพลังของแบรนด์
มันไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตน แต่เป็นการขยายสิ่งที่เราเชื่อให้ชัดขึ้น และกว้างขึ้นกว่าเดิม



