ต่าย-ธีระ ฉันทสวัสดิ์ ในวันที่มีความสุขกับการพัฒนาผ้าทอไทยร่วมกับชุมชนและการสร้างสรรค์งานดีไซน์
Author: Phuriwat Hirunrangsee | Photographer: Somkiat Kangsdalwirun and T-ra
Mar 13, 2025
จุดเริ่มต้นจากการโพสต์สถานะในโซเชียลมีเดียว่าอยากไปช่วยชาวบ้านพัฒนาสินค้าชุมชน ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ ต่าย ธีระ มายาวนานร่วมยี่สิบปี
“เราสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยพอมันปิดเทอมก็มีเวลานานมาก วันนั้นนึกสนุกไงก็ไม่รู้โพสต์ในเฟสบุ๊คเล่นๆ ว่าชาวบ้านที่อยากให้ตัวเองลงไปช่วยพัฒนาสินค้าหรือผ้าทอ อินบ็อกซ์มาได้เลยเพราะช่วงนี้ว่างโพสต์ไม่ได้ไม่ได้หวังอะไรเลยอะไรเลย พอตื่นเช้ามีคนแชร์ไปเยอะมากเป็นร้อยแชร์แล้วก็มีส่งข้อความเข้ามา ตอนนั้นก็รู้จักกับพี่คนหนึ่งที่เป็นรองผู้ว่าจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็เลยลงพื้นที่ไปที่นั่นก่อนแล้วก็เริ่มตั้งแต่จุดนั้น พอทําออกมาปุ๊บฟีดแบคมันค่อนข้างดี ทําให้งานผ้าที่มีความเป็นออริจินอลให้มันกลายเป็นงานที่ดูร่วมสมัยขึ้น หลังจากนั้นมาก็มีหน่วยงานทางภาครัฐติดต่อมาเรื่อยๆ จนเราคิดว่ามาทางนี้ก็น่าจะดีเพราะว่าเราเข้ากับชาวบ้านได้ ลงพื้นที่เราก็สนุกเอ็นจอยกับการใช้ชีวิตแบบนั้น ก็ทํามาระยะหนึ่งพอสมควรนะถ้ารวมแล้วเกือบจะ 20 ปีได้”
ความตั้งใจแรกในการทำงานร่วมกับชุมชนของเขาคือการยกระดับสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพและดีไซน์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงานได้
“ตอนแรกเรามีความรู้สึกว่าทําเพื่ออยากให้งานมันออกมาแล้วขายได้ ก่อนหน้านั้นเราอาจจะมีอัตตา เป็นตัวเองสูงจากการทำอาชีพดีไซเนอร์ พอเราสั่งงานไปออกแบบลายไปแล้วก็ทําแพทเทิร์นให้ ปรากฏว่ามันอาจจะยากกับชาวบ้านซึ่งเขาไปต่อยอดตรงนั้นไม่ได้ บางทีเขาย้อมผ้าหรือว่าเขาทอผ้าก็จะใช้แค่เทคนิคหรือสองเทคนิค แต่พอเราลงพื้นที่ไปผลปรากฏว่าเราใช้เทคนิคซ้อนเทคนิคจนมันเกิดลวดลายใหม่ๆ พอมันยากขึ้นคราวนี้เราก็ใช้คอนเซปต์ที่ว่า สินค้าโอท็อปมันไม่จําเป็นต้องถูกก็ได้นะ อย่างการทอแล้วใช้เทคนิคที่มันตระการตามากยิ่งขึ้นสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น แรกๆ ชาวบ้านเขาก็ไม่เชื่อจนเราทําให้เขาเห็น เราต้องการเปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้านให้รู้ว่าจริงๆ แล้วโอท็อปไม่ได้เป็นของถูกมันคืองานฝีมือชนิดหนึ่ง เราจะทําทั้งสองแบบเลยคือทําเพื่อจะให้ขายเร็วๆ ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันทอง่ายขึ้น จับคู่สีให้มันสนุกขึ้นให้มันดูไม่เชยไม่แก่ แล้วอีกวิธีหนึ่งก็คือทําแทนไปเลย ในที่สุดฟีดแบคมันกลับมาโดยตรง พอลูกค้าเขาซื้อไปเราก็อยากรู้ว่าลูกค้าคนนี้เป็นใคร เราก็รู้ว่าจริงๆ แล้วกลุ่มคนไทยที่เป็น top spender ยังมีกําลังในการที่จะจ่ายเงินค่างานฝีมือที่เป็นงานทอมือยากๆ สินค้าที่มันสวยๆ เขามีกําลังในการซื้อมัน มันทําให้สนุกกับการทํางาน เราอยากเห็นการเจริญเติบโตงานคราฟท์ของไทยให้มันไปไกลมากกว่าที่เป็นอยู่”
สิ่งที่เขาถ่ายทอดให้กับชุมชนเริ่มเห็นผลชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อชุมชนเริ่มมีวิธีการทำงานให้พวกเขาใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
“ชาวบ้านเขาคือนักสู้นะ เขาต้องเอาตัวรอดให้ได้ตั้งแต่โควิดมาเศรษฐกิจมันตกต่ำ เช่น ช่วงโควิดพี่ลงพื้นที่ไปก็ต้องบิดวิธีการทํางานว่าเราจะไม่ซื้อของใหม่ จะใช้ของที่มีอยู่มันก็ไปคล้องจองกับการ upcycling เอาของที่มีสต็อกอยู่แล้วมาครีเอทใหม่มันก็สนุกเข้าไปอีก เคยถามเขาว่าเคยวัดรึเปล่าว่าเคยชั่งน้ำหนักหรือเปล่าว่า เส้นไหมที่คุณมีอยู่ในในสต็อกมันมีทั้งหมดกี่กิโลกรัม บางคนมีเป็นกิโลซึ่งร้อยโลฟังดูก็น้อยนะแต่มันทอผ้าได้เป็นกี่ร้อยเมตรก็ไม่รู้ คือการปรับเปลี่ยนของชุมชนเขาก็เริ่มรู้สึกว่าใครที่ยังทํางานแบบเดิมๆ อยู่โดยที่บอกว่าลายเดิมถ้ามีกลุ่มลูกค้าเดิมก็โอเค แต่ถ้าคนที่ไม่ปรับเปลี่ยนแล้วยังไปก็อปปี้เขาอีก แบบนี้ก็เริ่มทยอยหายไปจากวงการ สินค้าที่มันตอบโจทย์คือสินค้าที่มันต้องมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน เวลาลงพื้นที่เราจะไม่เอาความคิดตัวเองเป็นหลักนะ จะถามว่ากลุ่มลูกค้าคุณเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ถ้าคุณนึกไม่ออก เวลาที่คุณมีคนมาซื้อของให้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ แล้วเราก็จะวิเคราะห์จากมัน มันสามารถที่จะเอามาปรับให้เข้ากับคอนเส็ปท์ของตัวเอง มันสําคัญมากกว่าการที่คิดถึงเรื่องแรงบันดาลใจว่ามาจากอะไร สีมาจากอะไร เรามีกลุ่มลูกค้ามีเป้าหมายที่มันชัดเจนมาก เพราะกลุ่มตรงนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน”
ประสบการณ์จากการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ทำให้เขาถ่ายทอดความชำนาญนั้นมาสู่งานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์บนผืนผ้าโดยการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด
“ส่วนมากเน้นเรื่องการทําผ้าโดยใช้คอนเซ็ปต์ตัวเอง คือการทําเทคนิคซ้อนเทคนิค จะบอกกับชุมชนว่าไม่ว่าคุณจะทําผ้ายังไงก็ตามทําให้มันออกมาดูสวยก่อนเป็นอันดับแรก ขอให้ผ้าสวยก่อนแล้วมาทําอะไรมันสวยหมดเลย เรายังใช้คอนเซปต์นี้ตลอดเวลาในการลงพื้นที่ คือถ้าเกิดผ้าทอคุณยังไม่ผ่านมองดูแล้วมันก็เหมือนกับผ้าทอทั่วไปมันเรียกราคาไม่ได้ แต่ถ้าคุณมีคอนเซปต์ คุณทอขึ้นมาแล้วมันมีเทคนิคอะไรที่มันพิเศษจริงๆ มันไม่ต้องยากก็ได้นะบางทีแค่การจับคู่สีก็สําคัญ ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องกลมกลืนไม่ใช่ว่าฉันชอบสิ่งนี้ยี่ห้อนี้เลยมันต้องมองเลยว่ากลุ่มลูกค้าคุณเป็นใครชอบสีอะไร ถ้าการจับคู่สีค่อนข้างโดดเด่นแล้ว เอาศักยภาพของผู้ประกอบที่เขาเก่งเรื่องอะไรพี่ก็จะเน้นขยี้ตรงนั้นให้มันออกมาเป็นเทคนิคที่เขาถนัดจะไม่ยัดเยียดอะไรที่มันดูยากจนเห็นว่าไม่ใช่ตัวเขา การที่เราเอาตัวเองใส่ไปในงานให้กับผู้ประกอบการ เขาจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้ภูมิใจเพราะว่ามันเป็นความคิดของเรา แต่ถ้า ณ วันหนึ่งลงพื้นที่แล้วแม่ๆ เขารู้สึกว่ามีส่วนช่วยเหมือนเขาได้ใช้ความสามารถ เราให้เขาเป็นตัวเองเลยเพราะว่าเขาสามารถจะไปเล่าให้ฟังได้ว่าเขาคิดสีเองนะ อาจารย์เข้ามาช่วยกันประมาณนี้ ทําให้เขาสนุกกับการทํางาน”
จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชนมานับสิบปี มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขารู้สึกประทับใจและซาบซึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เรารู้สึกว่ากลุ่มนี้มีศักยภาพ คิดว่าน่าจะเป็นไหมแต้มหมี่อําเภอชนบทของพี่จุ๋มแบรนด์นิตดา การแต้มหมี่มันทําให้ย่นระยะเวลาในการทํางาน คือปกติจะเป็นมัดหมี่ซึ่งใช้เวลานานมาก แต้มหมี่มันก็จะเป็นไฮบริดเป็นเทคนิคใหม่แล้ว เทคนิคแต้มหมี่นี่เขาคิดค้นกันเอง เราเป็นคนออกแบบลายให้น่าจะ 10 ปีที่แล้ว ลายที่เป็นออริจินอลตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกก็ยังขายอยู่ เขาจะปรับไปเรื่อยๆ ออกแบบลายเอง เอาอันนั้นมาผสมกับอันนี้เปลี่ยนสีหรือทําให้มันโอเวอร์สเกล เราออกแบบให้เขาตลอดโดยผ่านตัวของลูกสาวคือพี่จุ๋ม วันหนึ่งมีโปรเจกต์ของกระทรวงการคลังต้องลงพื้นที่ไปแล้วก็ไปเจอกับแม่ๆ ซึ่งแม่เขาเรียกทีมงานทั้งหมดที่ทอผ้าให้ประมาณ 50 กว่าคนมาฟังเราด้วย คนที่นั่งอยู่เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับแม่เรา ก่อนที่เราจะเริ่มบรรยายแม่ของพี่จุ๋มก็บอกกับทุกคน คุณแม่บอกว่ากราบอาจารย์ต่ายที่อุตส่าห์มาช่วยพัฒนาให้จนคุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้นมีเงินมีทอง เขากล่าวเสร็จเราน้ำตาไหล ก็เป็นจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่เราคิดว่าเราอยากจะทํา เห็นการเจริญเติบโตของชุมชนไม่ใช่แค่เราลงพื้นที่แต่ไปต่อยอดให้กับแม่ๆ ทุกคนด้วย ถ้ามันขายดีมากและทุกคนก็ยังเรียกหาลายนี้อยู่ เรามีความรู้สึกว่าเจ๋งของจริง เราอยากทํางานกับชุมชนที่เป็นอะไรประมาณนี้มากกว่า"
ในบทบาทของการเป็นอาจารย์ เขาส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ใช้ความรู้ในเรื่องของนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปลูกฝังให้ทุกคนเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในประเทศไทย
“เหมือนคุยให้เขาฟังว่าจริงๆแล้ว พี่อาจจะไม่เก่งเท่าน้องเพราะสิ่งที่เรียกว่ามันเป็นปัจจุบันน้องจะรู้มากกว่าพี่อีกเยอะ รู้ว่าตอนนี้อะไรกําลังไปกําลังมา อะไรกําลังฮิตเพราะฉะนั้นแล้วอยากจะให้น้องหันกลับมามองว่าจริงๆ แล้วเรามีรากเหง้าที่ค่อนข้างแข็งแรง เราต้องใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์แล้วเอาความสามารถเอาความที่ ความที่น้องรู้จัก Ai มาออกแบบ ทํายังไงก็ได้ให้เขาขายได้แล้วขายดีด้วยนะ แล้วก็เรื่องของนวัตกรรมซึ่งเราอาจจะตามไม่ทันแล้ว แต่รุ่นน้องจะเก่งกว่าแล้ว สิ่งหนึ่งที่กําลังสอนเด็กตลอดเวลาเลย คือเรื่องของวัฒนธรรมกับนวัตกรรมต้องเดินคู่ไปด้วยกัน ถ้ามันขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งวัฒนธรรมก็จะอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นแล้วอย่าลืมว่านวัตกรรมมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ การดัดแปลงเรื่องวัสดุเรื่องของไอเดียต่างๆ เอามารวมกับความเป็นวัฒนธรรมที่เรามีอยู่แบบอย่างมหาศาล เชื่อว่ายังไงก็ตามอนาคตต่อไปเด็กรุ่นใหม่ก็ยังสนใจเรื่องงานหัตถกรรมของคนไทยอยู่
“จากการทำงานให้กับชุมชนมายาวนาน ในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เขาจะกลับมาสร้างสรรค์งานดีไซน์ของตัวเองอีกครั้งในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น
“น่าจะเริ่มปีนี้แล้ว เวลาเราลงพื้นที่ไปแล้วมีของที่เราทําขึ้นมาเสร็จเรียบร้อย เราโพสต์ในเฟซบุ๊คทุกคนก็บอกว่าสวยมาก ทําไมไม่เอามาตัดเป็นสินค้า คําถามนี้ถูกถามมาเป็น 10 ปีแล้ว บางทีเราออกแบบให้ชาวบ้านให้ชุมชนไปเราก็จะทิ้งคอนแทคเอาไว้ให้ไปติดต่อกันเองไม่อยากยุ่งด้วยปรากฏว่าเพื่อนหรือว่าคนรู้จักก็ตามไปซื้อ แล้วเขาก็จะอินบ็อกซ์มาบอกว่าตัดเย็บไม่เรียบร้อยเลย ทําไมไม่หมือนที่เธอโพสเลย ทําไมสีมันเป็นแบบนี้คือจะมีคําถามพวกนี้ตลอด โปรเจกต์ส่วนตัวคืออยากทําแบรนด์โดยการเอาสินค้าโอท็อปมาทําในรูปแบบของเรา แล้วก็ขายในเชิงที่ดีไซน์มีความซับซ้อนในแบบของเรามีแบรนด์ดิ้งใส่ลงไป ส่วนโปรเจกต์ที่ทํากับชุมชนต่างๆ ก็ยังคงจะมีอยู่ แต่พอเราก้าวสู่ปีที่ 20 แล้วจะต้องเริ่มโฟกัสแล้วว่าจะไม่ลงมั่วปีนี้ น่าจะเป็นปีแรกที่คิดว่าต้องเริ่มโฟกัส...ถ้าเป็น T-ra เมื่อสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว จะมีความเรียบง่ายซับซ้อน ฟังดูมันขัดแย้งนะซึ่งถ้าจะทำ T-ra ในรูปแบบใหม่อาจจะต้องตัดความเดรปปิ้งออกเพราะว่า หนึ่งตัดเย็บยาก สองผ้าไทยบางชนิดอย่างผ้าฝ้ายทอมือ จะไม่เหมาะกับการเดรปทําให้เสื้อมันบวม อาจจะเห็นรูปแบบใหม่ที่ดูเรียบขึ้น แพทเทิร์นนิ่งขึ้นแล้วก็ใส่ได้นานขึ้น”