หลังจากออกฉายได้ไม่นาน ‘ซาร่าห์ เริ่ดลวงโลก’ ซีรีส์ออริจินัลเรื่องใหม่จาก Netflix ก็มียอดคนดูพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย และอันดับ 5 ของโลกไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ดึงดูดใจให้นักชมซีรีส์ทั้งหลายพากันดูรวดเดียวจบ 8 ตอน ไม่ได้มาจากเนื้อเรื่องที่เข้มข้นจนหยุดดูไม่ได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการตั้งคำถามกับคนดูว่า “คำโกหก” จะพาเราไปได้ไกลสักแค่ไหน และถ้าเราเริ่มต้นด้วย “การโกหก” เราจะสามารถเปลี่ยนสิ่งนั้นเป็นความจริงในตอนท้ายได้หรือไม่
*บทวิเคราะห์อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

หากคุณเป็นแฟนซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่เล่นกับการสร้างภาพลักษณ์จากคำโกหกอย่าง ANNA (2022) หรือ Inventing Anna (2022) แล้วล่ะก็ กดเซฟเรื่อง The Art of Sarah ไว้ได้เลย เพราะโครงเรื่องหลักมีความคล้ายคลึงกัน แต่จุดที่แตกต่างอย่างน่าสนใจของ ซาร่าห์ คิม (รับบทโดย ชินฮเยซอน) คือ การที่เธอพยายามเปลี่ยนคำโกหกนั้นให้กลายเป็นความจริง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“…จะนักธุรกิจ หรือนักต้มตุ๋น ก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองต่างกัน คือต่อให้จะเริ่มต้นด้วยการหลอกลวง แต่ไม่จบด้วยการหลอกลวงอย่างไรล่ะ”
นี่คือหนึ่งในวรรคทองของซีรีส์ในช่วงต้นเรื่องของ ฮงซองซิน (รับบทโดย จองจินยอง) นักธุรกิจวงการสีเทาวัยกลางคนที่ชวนให้ทั้งเราในฐานะคนดู และซาร่าห์นางเอกของเรื่องฉุกคิดตาม เขาคือคนแรกๆ ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อนางเอกของเราเป็นอย่างมาก จะเรียกว่าจุดประกายเลยก็ว่าได้

ถ้าการโกหกนั้น ตอนหลังกลายเป็นความจริง จะยังเรียกว่า “โกหก” ได้อยู่ไหม
ถึงแม้ซีรีส์เรื่องนี้จะเรียบเรียงการเล่าเรื่องแบบสลับไทม์ไลน์ คือ เอาเหตุการณ์ช่วงท้ายมาเล่าก่อนแล้วค่อยๆ เผยเรื่องย้อนไปสู่ช่วงต้นจนทำให้คนดูอย่างเราสับสนไปบ้าง แต่ถ้าตั้งใจดูตั้งแต่แรกก็พอจับใจความได้อยู่ เราจะเห็นว่านางเอกของเรื่องไม่ได้ชื่อ “ซาร่าห์ คิม” มาตั้งแต่แรก (และจนจบเรื่องเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเดิมเธอชื่ออะไร) แต่ชื่อนี้มาจากการสร้างตัวตนที่เธออยากเป็นต่างหาก แท้จริงแล้วเธอเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่พยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลกให้เธอพบแต่ความลำบากจนทำให้ชีวิตดิ่งลงทุกวัน จนสุดท้ายเธอตัดสินใจละทิ้งชีวิตของตัวเองเพราะอยากให้ทุกอย่างจบลงสักที
จุดเปลี่ยนของเรื่องอยู่ที่ตรงนี้ หลังจากเธอตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไปพร้อมกับสายน้ำ เธอก็ค้นพบหนทางใหม่ในฉับพลัน หญิงสาวราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง และตั้งเป้าหมายว่าจากนี้เธอจะสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่เพื่อก้าวสู่สังคมเศรษฐีตามที่เธอต้องการด้วยตัวของเธอเอง และตอนนั้นเองที่ บูดัวร์ แบรนด์กระเป๋าระดับอัลตร้าลัคชูรีอายุกว่าร้อยปีที่จำหน่ายเฉพาะราชวงศ์ยุโรป และคนสำคัญของโลกโลกเพียง 0.1% ที่บริหารงานโดย ซาร่าห์ คิม ก็เริ่มต้นขึ้น
บูดัวร์ เป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยการโกหกก็จริง แต่ก็อัดแน่นไปด้วยความตั้งใจจะดันแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน ในบทสรุปของเรื่องเราจะเห็นว่าบูดัวร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กระเป๋าแต่ละใบที่ผลิตมาสร้างมูลค่าหลักหลายล้าน กลายเป็นแบรนด์ที่บ่งบอกสถานะทางสังคมชนชั้นสูงไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำซ้ำลงไปอีกว่า แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะมีใครย้อนกลับมาตั้งคำถามไหมว่า แท้จริงแบรนด์นี้เกิดมาจากการหลอกลวงไหม แบรนด์สร้างสตอรี่ขึ้นมาเพื่อสร้างมูลค่ารึเปล่า และถ้าเรื่องทั้งหมดมาจากคำโกหกจริง เราจะยังอยากรู้ไหมว่าความจริงคืออะไร ถ้าความจริงนั้นกระทบกับความเชื่อของเราและคนทั้งโลก

ถ้าแยกของปลอมกับของจริงไม่ออก จะเรียกว่าของปลอมได้อย่างไร
อีกหนึ่งวรรคทองของซีรีส์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ การแยกของจริงกับของปลอมออกจากกัน โดยเราจะเห็นการตอกย้ำประเด็นนี้ตั้งแต่ บูดัวร์ แบรนด์กระเป๋าที่กลายเป็นเครื่องแบ่งแยกชนชั้น VVIP ออกจาก VIP ถ้าเราไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของสตอรี่เบื้องหลังแบรนด์ได้ เราจะยืนยันได้อย่างไรว่าสิ่งที่แบรนด์พูดมาคือเรื่องโกหก และเราจะรับได้ไหมถ้าสิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ของจริง” มาตลอด กลับกลายเป็นของปลอมที่ไร้ค่าไร้ราคา
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องตัวตนของ ซาร่าห์ คิม หญิงสาวปริศนาที่ผู้หญิงทุกคนพากันอิจฉา เธอสวย สมาร์ท มั่นใจ มีการศึกษา ทั้งยังเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ดูแลแบรนด์กระเป๋าระดับอัลตร้าลัคชูรีในเอเชียแต่เพียงผู้เดียว แน่นอนว่าต้องมีคนอยากลองใช้ชีวิตเป็นซาร่าห์ดูสักครั้ง แต่ถ้ามีแค่คนวงในเท่านั้นที่รู้ว่าซาร่าห์หน้าตาเป็นอย่างไร และมีหญิงสาวคนหนึ่งบังเอิญรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับซาร่าห์ชนิดที่แยกกันแทบไม่ออก คนภายนอกจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือ ซาร่าห์ คิม ตัวจริง
การตั้งคำถามกับคนดู และการแสดงให้เห็นทางเลือกหนึ่งของตอนจบ ทิ้งข้อคิดไว้ในใจเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว มันทำให้เราเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า ถ้าเราเลือกเชื่อคนละแบบกับที่ตัวละครเชื่อล่ะ ตอนจบของซีรีส์ก็จะเปลี่ยนไปด้วยใช่ไหม ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราบ้างจะตัดสินใจอย่างไร และถ้าเราแยกไม่ออกจริงๆ ว่าอะไรคือของจริง อะไรคือของปลอม เราจะบอกว่าสิ่งนั้นคือของจริงทั้งคู่ หรือของปลอมทั้งคู่ ได้ไหม?
หรือจริงๆ แล้ว สิ่งตรงหน้าจะเป็นของจริง หรือของปลอม อยู่ที่ตัวเราต่างหากว่าจะเลือกเชื่อแบบไหน

เรื่องราวจะเป็นแบบไหน อยู่ที่ใครเป็นคนเล่า
เสน่ห์ที่ดึงดูดใจเราเป็นอย่างมากของซีรีส์ ซาร่าห์ เริ่ดลวงโลก คือ เราสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้จากคำบอกเล่า หรือคำให้การของพยานที่รู้จักกับ ซาร่าห์ คิม แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังตัดสินไม่ได้อยู่ดีว่าความจริงทั้งหมดคืออะไรกันแน่ เพราะแต่ละคนต่างเล่าใน “มุมมองของตัวเอง” เป็นหลัก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ มูฮยอก (รับบทโดย ลีจุนฮยอก) นายตำรวจที่สืบสวนคดีนี้ ต้องแยกแยะให้ออกว่าเรื่องที่ได้ฟังมามีส่วนที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และผู้เล่าต้องการให้เรื่องออกมาเป็นแบบไหน
ฉากที่ตอกย้ำความสำคัญของ “ผู้เล่าเรื่อง” ในความคิดของเรา คือ ฉากสุดท้ายที่เฉลยว่าใครคือหญิงสาวปริศนาที่ถูกฆาตกรรมในท่อระบายน้ำ นางเอกเลือกที่จะให้การกับตำรวจว่าตัวเองคือ คิมมีจอง คนที่พยายามเลียนแบบ ซาร่าห์ คิม มาตลอด และลงมือสังหารซาร่าห์ คิม ด้วยตัวของเธอเอง คำให้การนี้ส่งผลต่อรูปคดีทั้งหมดที่มูฮยอกทำมา เพราะหลักฐานทุกอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เธอเล่า นั่นหมายความว่า ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของ ซาร่าห์ คิม และแบรนด์ดูบัวร์ จะถูกกลบหายไปตลอดกาล คดีนี้จะถูกปิดลงอย่างสวยงามแบบไร้ที่ติด้วยการเข้าคุกของคิมมีจอง และแบรนด์ดูบัวร์จะกลายเป็นแบรนด์กระเป๋าเลอค่าในสังคมชั้นสูงแบบไร้ข้อกังขา
เอาจริงๆ ช่วงท้ายของเรื่อง มูฮยอกเกือบไล่ต้อนนางเอกจนจนมุมได้แล้ว แต่เพราะการที่มูฮยอกไม่สามารถระบุตัวตนที่แตกต่างกันของ ซาร่าห์ คิม และ คิมมีจอง ได้อย่างชัดเจน จึงทำให้นางเอกใช้ช่องโหว่นี้พลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ สามารถกำกับเรื่องราวทั้งหมดได้ด้วยคำบอกเล่าของตัวเธอเอง
Picture credit: imdb.com



