จากรันเวย์สู่ถนนเมืองไทย มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition จากความร่วมมือของ มินิ และ พอล สมิธ เปิดตัวยานยนตร์ที่ผสานศิลปะ แฟชั่น และเทคโนโลยีเข้าไว้อย่างลงตัว ภายใต้การนำเสนอโดย MINI ประเทศไทย ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นแฟชั่นไอเท็มที่มีคุณค่าทางศิลปะ และวิศวกรรมอีกด้วย
ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความสอดคล้องด้านวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ของทั้งสองแบรนด์ โดย “ทั้งมินิและพอล สมิธ มีความหลงใหลในนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ พร้อมทั้งยืนหยัดในเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลงานของพอล สมิธโดดเด่นด้วยดีไซน์ “Classic with a Twist” ที่ผสมผสานสีสันอย่างชาญฉลาด ขณะที่มินิถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ในทุกรุ่น” รถยนต์ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition รุ่นล่าสุดนี้จึงสะท้อนถึงความลงตัวระหว่างฟังก์ชันและความสวยงาม รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลอย่างแท้จริง” คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าว
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เสมือนการ ‘สไตลิ่ง’ ชิ้นเอก ตั้งแต่เฉดสีตัวถังที่ถูกคัดสรรมาอย่างลงตัว ไปจนถึงการประดับตกแต่งที่บ่งบอกถึง DNA ของทั้งสองแบรนด์ สำหรับผู้ที่หลงใหลความคลาสสิกแต่ยังคงมองหาความแปลกใหม่ โดยมาใน 3 โทนสีหลัก ได้แก่
- Statement Grey ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีเทาของ มินิ Austin Seven รุ่นปี 1959
- Inspired White สีเบจยอดนิยมจากมินิคลาสสิกหลายรุ่น
- Midnight Black Metallic ที่สะท้อนความโฉบเฉี่ยวของเจเนอเรชันปัจจุบัน





หัวใจสำคัญที่ทำให้ มินิ คันนี้โดดเด่นและกลายเป็นไอคอนแฟชั่นที่เคลื่อนที่ได้นั่นคือ หลังคาสีเขียว Nottingham Green อันเป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ พร้อมด้วย Signature Stripe ลายขีดสีสันอันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ประดับอย่างมีรสนิยมบริเวณขอบหลังคาฝั่งคนขับ เสมือนเป็นการประทับลายเซ็นลงบนผลงานชิ้นเอกนี้อย่างบรรจง นอกจากนี้ สีเขียว Nottingham Green ยังถูกใช้ตกแต่งบนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่สลักตัวอักษร Paul Smith ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงความ ‘Custom-Made’ อย่างแท้จริง
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงามในด้านแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจแบบ “Go-Kart Feeling” อันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า (160 กิโลวัตต์) ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) นี่คือการผสานรวมระหว่างความยั่งยืน ความเร้าใจ และสไตล์อันไร้ที่ติ ที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยที่มองหานวัตกรรมที่มาพร้อมความโดดเด่น



