Laufey หรือ Laufey Lín Bing Jónsdóttir (เลเวย์ หลินปิง โยนส์สโตห์ตีร์) นักร้องสาวสัญชาติ ไอซ์แลนด์-จีน เจ้าของรางวัล Grammy ผู้ปลุกกระแสให้ดนตรีโมเดิร์นแจ๊สกลับมาโลดแล่นบนชาร์ตเพลงป๊อปได้อีกครั้ง ล่าสุดเธอกลับมาด้วยการปล่อยอัลบั้ม A Matter of Time: The Final Hour เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนต้องพูดถึง อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง Madwoman ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อที่ 13 เมษายน ด้วยการยกทัพเหล่าเซเลบริตี้สายเลือดผสมเอเชีย (Wasian) ระดับแถวหน้ามารวมตัว จนแฟนๆ ต่างขนานนามว่านี่คือแก๊ง “Wasian Avengers”
@laufeyland
รายชื่อแขกรับเชิญที่ทำให้โซเชียลแทบแตกเริ่มตั้งแต่ Hudson Williams นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งสัญชาติแคนาดา-เกาหลีจากซีรีส์ Heated Rivalry, Lola Tung สาวหน้าใสสัญชาติสวีเดน-จีนจากซีรีส์ The Summer I Turned Pretty, Alysa Liu สาวน้อยนักสเก็ตลีลาสัญชาติอเมริกัน-จีน แชมป์โอลิมปิกขวัญใจทั่วโลก และ Megan Skiendiel สมาชิกสาวสวยสัญชาติอเมริกัน-จีนจากวง KATSEYE


@laufey
รวมถึงภาพของ Havana Rose Liu นักแสดงสาวสัญชาติไอริช-จีน และ Chase Sui Wonders นักแสดงสาวสัญชาติอเมริกัน-จีนในมิวสิกวิดีโออีกด้วย


ซึ่ง Laufey ตั้งใจคัดเลือกนักแสดงที่เป็นคนเอเชียและลูกครึ่งเอเชียทั้งหมด เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนเรื่องการขยายพื้นที่และช่วยส่องแสงให้กับคนเอเชียในสื่อกระแสหลักในอุตสาหกรรมบันเทิงตะวันตกอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ในมิวสิกวิดีโอยังมีการสอดแทรกรายละเอียดที่สะท้อนวัฒนธรรมตะวันของชาวเอเชียออกมาได้อย่างมีลุกเล่นน่ารัก ด้วยภาพศิลป์ในสไตล์ Slim Aarons ช่างภาพชื่อดังผู้โดดเด่นในการถ่ายภาพวิถีชีวิตของชาวตะวันตกชั้นสูงที่หรูหราอู้ฟู่แบบย้อนยุคริมสระว่ายน้ำ
Slim Aarons: Style
กลับถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นอายเอเชียอย่าง การเล่นไพ่นกกระจอก (Mahjong) ริมสระ พร้อมอาหารที่เสิร์ฟอย่างปลากระพงแดง เป็ดย่าง ไปจนถึงขนมทาร์ตไข่และเข่งติ่มซำ



รวมถึงมู้ดของความเหงาและโรแมนติกแบบหม่นๆ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Wong Kar-wai ด้วยซีนจากภาพยนตร์เรื่อง In the Mood for Love อันเป็นเอกลักษณ์ทั้งแสงสีอำพัน การใช้เงาสะท้อน และแฟชั่นชุดกี่เพ้าผ้าซาติน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นการนำเสนออัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวเอเชียออกมาได้อย่างร่วมสมัยและเต็มไปด้วยสไตล์



นอกจากงานภาพที่น่ารักแล้ว เนื้อเพลงน่าสนใจก็ไม่แพ้กัน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและยากจะต้านทาน แม้จะรู้ดีว่ารักครั้งนี้อาจเป็นเรื่องที่ผิดที่ผิดทางหรือไม่ยั่งยืนเพียงใด แต่ความรู้สึกที่มีให้กลับรุนแรงเกินกว่าจะถอนตัว จนต้องนิยามตัวเองว่าเป็น “Madwoman” ที่แม้สมองจะสั่งให้หยุด แต่หัวใจกลับไม่เคยยอมฟังเลยสักครั้ง
“But still, I want you like a mad, mad woman”



