ในยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้องพักสวย วิวดี หรือการบริการระดับพรีเมียม แต่ผู้คนกลับเลือกหาและให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ที่มีความหมายมากขึ้น แบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง InterContinental ภายใต้เครือ IHG จึงเลือกยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการที่พัก สู่การเป็นผู้เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละจุดหมายปลายทาง ผ่านแคมเปญระดับโลก “Doors Unlocked 2025” ที่คัดสรรประสบการณ์สุดพิเศษในเมืองสำคัญทั่วโลก เพื่อพาแขกผู้เข้าพักได้ “ปลดล็อก” มุมมองใหม่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้จากการท่องเที่ยวในแบบเดิมๆ
หนึ่งในหมุดหมายแรกของแคมเปญที่ทาง #legend_TH ได้มีโอกาสร่วมสัมผัส คือ InterContinental London Park Lane ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วง London Fashion Week เดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา และเมื่อเดินทางมาถึงช่วงเดือนธันวาคมในปีเดียวกัน เราได้เดินทางสู่ ภูเก็ต ประเทศไทย เพื่อเช็คอินจุดหมายสุดท้ายของแคมเปญ ร่วมกับ InterContinental Phuket กับการเยี่ยมชมงานศิลปะใน “Thailand Biennale, Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 4” อย่างใกล้ชิด

“Thailand Biennale มหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ” คืองานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยที่หมุนเวียนสถานที่จัดงานทุกสองปี โดยครั้งนี้ได้พลิกโฉม “ภูเก็ต” จากเมืองท่องเที่ยวให้กลายเป็นหมุดหมายทางศิลปะแห่งใหม่ของเอเชีย ระดมผลงานจากศิลปินชั้นนำกว่า 65 ชีวิต จาก 25 ประเทศทั่วโลก มาจัดแสดงภายใต้แนวคิด “นิรันดร์ [กัลป์]” เปลี่ยนภูเก็ตให้เป็นพื้นที่แห่งศิลปะ การตั้งคำถาม และการเรียนรู้ถึง “การอยู่ร่วมกัน” ท่ามกลางวิกฤตโลก ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อนำไปสู่การค้นพบ “วิถีแห่งการอยู่รอด” ครั้งใหม่
ภายในช่วงครึ่งเช้าของวันออกทัวร์ ทีมงานจากโรงแรม พีอาร์ และ Thailand Biennale ได้พาเราเดินทางไปยัง 4 สถานที่จัดแสดงสำคัญทั่วเมืองภูเก็ต เพื่อชมผลงานไฮไลต์มากกว่าสิบชิ้นอย่างใกล้ชิด โดยในบทความนี้เราขอหยิบยกเพียงบางส่วนมาเล่า เริ่มต้นที่ “โรงหนังเพิร์ล” โรงภาพยนตร์แห่งแรกของภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สามมิติ

ที่นี่ ต้อนรับเรากับผลงานชิ้นแรกอย่าง “ภูเก็ต ยินดีที่ได้รู้จัก” พร้อมเจ้าของผลงาน “สันติ ลอรัชวี” ที่ทักทายและบอกเล่าเบื้องหลังการทำผลงานชิ้นนี้อย่างเป็นกันเอง ทั้งงานเซรามิก สิ่งพิมพ์ และเทปวิดีโอ ล้วนทำหน้าที่เป็นบันทึกการเดินทางของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันหลากหลายของภูเก็ต ก่อนจะเดินต่อไปชมผลงานของ “อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์” ไม่ว่าจะเป็น “Ella Petchara Dazzling Miracle Heel” รองเท้าแก้วระยิบระยับจากเศษขยะทะเล และ “Foxy Diva Hot Pink Lacegina Queen” งานถักทอจากวิกผมที่ถ่ายทอดเรื่องราวของนักแสดงโชว์สตรีข้ามเพศในโลกแห่งแสงสี ซึ่งเมื่อม่านการแสดงปิดลง กลับเหลือเพียงตัวตนที่เปราะบางท่ามกลางกรอบคติของสังคม ต่อด้วยผลงาน “Pearl Boy Operating Theatre” ของ “โอ๊ต มณเฑียร” ศิลปินเควียร์ผู้อยู่เบื้องหลังพื้นที่ศิลปะ LGBTQ+ ของไทย ที่พาผู้ชมสำรวจภูเก็ตผ่านโลกของสถานบริการยามค่ำคืนและฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุก เผยให้เห็นความย้อนแย้งระหว่างความสุขและความเจ็บปวดในอุตสาหกรรมบันเทิง


เดินออกไปต่อเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึง “เพิร์ลโบว์ล” ลานโบว์ลิ่งแห่งแรกที่เป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเมืองภูเก็ตในอดีต สถานที่ที่สองของเราในวันนั้น เพื่อชม “Cherishing the Sea Forests” ผลงานร่วมของ “อเล็กซ์ มอนทีธ, มารี ชีแฮน และอภิวัฒน์ ทองยวน” ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับผืนทะเลของภูเก็ต ผ่านภาพและเสียงที่บันทึกจากรอบเกาะภูเก็ต เกาะสุรินทร์ และหมู่เกาะสิมิลัน ผลงานชิ้นนี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมดิ่งลึกไปสู่ความงดงามของธรรมชาติ พร้อมตั้งคำถามถึงภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทางทะเลจากโครงสร้างทุนนิยมของมนุษย์

จากย่านเมืองเก่าภูเก็ต เรามุ่งหน้าเดินทางต่อไปยัง “อาคารยิมเนเซียม 4,000 ที่นั่ง” บริเวณศูนย์กีฬาสะพานหิน เพื่อพบกับผลงาน “IS YOUR TIME” ของ “ริวอิจิ ซากาโมโตะ และ ชิโร ทากาทานิ” ที่โอบล้อมผู้ชมด้วยจังหวะของเสียง แสง และเปียโนที่ตั้งตระหง่าอยู่กลางอาคาร นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเด่นที่สุดในมหกรรมศิลปะครั้งนี้ โดย ริวอิจิ ซากาโมโตะ นักดนตรีชื่อดังระดับโลกชาวญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ พบเปียโนดังกล่าวในโรงยิมของโรงเรียนมัธยม หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2554 และถูกนำมาเชื่อมโยงกับความทรงจำของเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2547 ทำให้เปียโนตัวนี้กลายเป็นสื่อกลางที่ผสานความทรงจำ ความสูญเสีย และกาลเวลาเข้าไว้ด้วยกัน

จุดหมายสุดท้ายของทัวร์ในวันนั้นคือ “จุดชมวิวเขารัง” เหนือทิวทัศน์ของเมืองภูเก็ต กับผลงาน “Silent Memories” ของ “อิบราฮิม มาฮามะ” มาฮามะแปรเปลี่ยนกระสอบปอสามัญธรรมดาให้กลายเป็นพื้นผิวขนาดมหึมาที่ห่อหุ้มหอเกียรติยศ 100 ปี ทำหน้าที่เป็นคลังบันทึกความทรงจำร่วมของแรงงานจำนวนมาก แต่ละผืนอัดแน่นไปด้วยร่องรอยการใช้งาน ตราประทับ คราบเปื้อน และตะเข็บที่หลุดลุ่ย ซึ่งล้วนสะท้อนเรื่องราวในอดีต เมื่อผลงานถูกติดตั้งต่อหน้าสายตานักท่องเที่ยว พื้นที่ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจจึงแปรเปลี่ยนเป็นภูมิทัศน์แห่งการเยียวยาและความทรงจำ




