“…ผีเสื้อที่บินวนเหนือกลีบดอกไม้อันบอบบางก่อนจะบินเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อบอกเวลา หรือตัวละครหญิงชายเดินมาบรรจบกันบนสะพานสะท้อนช่วงเวลาสุดโรแมนติกบนหน้าปัด ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์ในการบอกเวลาที่ไม่เหมือนใครของ Van Cleef & Arpels ซึ่งในนิทรรศการ ‘The poetry of Time’ จัดขึ้น ณ Central Ferry Pier 4 บนเกาะฮ่องกง ได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมซงผู้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนฝันดุจเทพนิยายสู่ศิลป์แห่งเวลานับแต่อดีตจนปัจจุบัน…”

ชั้นบนสุดของท่าเรือหมายเลข 4 ถูกเนรมิตให้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่แบ่งโซนจัดแสดงตามธีมต่างๆ ซึ่งเป็นคอนเซปต์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาของเมซงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Enchanted Nature, Fairies and Ballerinas, Love Stories, Poetic Astronomy แต่ส่วนจัดแสดงที่พิเศษมากกว่าส่วนอื่นๆ คือ Patrimony ที่ได้รวบรวมงานออกแบบชิ้นมรดก โดยเฉพาะนาฬิกาที่หาชมได้ยากในอดีตมาจัดแสดงไว้ด้วยกัน เราได้เห็นนาฬิกาที่มีหน้าปัดขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้แนบเนียนราวกับสร้อยข้อมือที่ออกแบบในช่วง 1910s-1920s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงยังไม่นิยมสวมใส่นาฬิกาข้อมือ จึงต้องสวมนาฬิกาขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายจิวเวลรีมากที่สุด เราได้เห็นการสืบสานรูปแบบของนาฬิกา Ludo จากปี 1934 ที่หน้าปัดได้รับการดิไซน์ให้ซ่อนไว้ภายใต้ตัวเรือนรูปแบบกำไลอย่างลงตัว มาสู่ผลงานรุ่นปัจจุบันที่ยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเรายังได้เห็นอีกหลากหลายชิ้นงานที่หลอมรวมเครื่องประดับเข้ากับนาฬิกาอย่างน่าหลงใหลในส่วนจัดแสดง Jewels That Tell Time

“ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาของเรา เราผสานศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาเข้ากับ Métiers d’Art ซึ่งครอบคลุมแขนงงานหัตถศิลป์หลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน” Rainer Bernard หัวหน้าฝ่ายวิจัย และพัฒนาประจำแผนกงานผลิตนาฬิกาข้อมือแห่ง VCA ได้พูดถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์เรือนเวลาของเมซงเอาไว้ ในนิทรรศการนี้ได้มีช่างฝีมือมาสาธิตเทคนิกการลงยา เพื่อสร้างสรรค์ลวดลายบนหน้าปัดให้ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเรายังได้สัมผัสเรือนเวลา Automaton ที่น่ามหัศจรรย์ โดยซ่อนกลไกอันซับซ้อนที่ทำให้นาฬิกาบอกเวลาได้อย่างสง่างามทั้ง Naissance de l’Amour นาฬิการูปทรงกลีบดอกไม้เมื่อบานออกกามเทพก็ได้โผบินออกมาเพื่อแผงศรรัก ในขณะที่ Planétarium ได้ย่อขนาดของระบบสุริยะจักรวาลมาเป็นนาฬิกาที่บอกเวลาในแบบไม่เหมือนใครที่ชวนให้เราหยุดจ้องมองในทุกวินาที #legend_th ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งสื่อที่ได้สัมภาษณ์กับ Rainer Bernard ถึงเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างนาฬิกาภายใต้คอนเซปต์ ‘The Poetry of Time’

#legend_th: กระบวนการสร้างสรรค์เรือนเวลาของ Van Cleef & Arpels แตกต่างจากการรังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงอย่างไร และสองศาสตร์นี้มาบรรจบกันอย่างเป็นธรรมชาติตรงจุดไหน?
RB: “ในความเป็นจริงกระบวนการทั้งสองคล้ายกันมาก ไม่ว่าจะเป็นไฮจิวเวลรีหรือนาฬิกา ทุกอย่างเริ่มต้นจากสตอรีก่อนเสมอ ต้องรู้ก่อนว่าจะถ่ายทอดอะไร เมื่อมันชัดเจนแล้วจึงเริ่มต้นจากแบบร่าง เช่น ภาพนกสองตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้กำลังป้อนอาหารให้ลูก ภาพนี้สามารถเป็นจุดตั้งต้นในการสร้างสรรค์ได้ทั้งสำหรับนาฬิกาและเครื่องประดับชั้นสูง แต่ในโลกของนาฬิกาจะมีอีกหนึ่งมิติที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือกลไกซึ่งต่างจากจิวเวลรี เรือนเวลาสามารถทำให้เรื่องราวมีชีวิตขึ้นมาผ่านแอนิเมชัน สตูดิโอสร้างสรรค์ วิศวกรนาฬิกา และช่างฝีมือจะทำงานร่วมกันตั้งแต่แรกเริ่ม เราพัฒนาสเก็ตช์ กำหนดโครงสร้าง และหาไอเดียในเรื่องงานหัตถศิลป์ เพราะวัสดุ น้ำหนัก และขนาด ล้วนส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ในช่วงแรกจะมีคำถามมากมายให้เราต้องแก้ไข และกระบวนการอาจดำเนินไปอย่างช้าๆ นาฬิกายิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะแอนิเมชันต้องถูกผสานเข้าไปในกลไกของเครื่อง นอกนั้นกระบวนการโดยรวมนั้น สำหรับ High Jewellery Watch เราทำงานร่วมกับแผนกเครื่องประดับชั้นสูงในปารีสอย่างใกล้ชิด ขณะที่งานสร้างสรรค์นาฬิกาดำเนินการที่เจนีวา ทั้งสองฝ่ายเชื่อมโยงกันผ่านการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง”

#legend_th: Van Cleef & Arpels มักกล่าวถึง ‘Poetry of Time’ ปรัชญานี้มีอิทธิพลต่อการจินตนาการ และการสร้างเรือนเวลาอย่างไร?
RB: “หัวใจของ Poetry of Time คือแนวคิดที่ว่าเวลากลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว กลไกซับซ้อนเชิงกวีชิ้นแรกของเรา สร้างขึ้นในปี 2006 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของเมซง ใช้หน้าปัดที่หมุนเพียงหนึ่งรอบต่อปี ถ่ายทอดการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลต่างๆ ผ่านงานลงยา การเคลื่อนไหวนั้นช้ามากจนแทบมองไม่เห็น แต่แท้จริงแล้วมันเดินหน้าไปทุกวินาที เป็นการสื่อถึงความเชื่องช้าของเวลา ในเรือนเวลาอื่นๆ ผีเสื้ออาจเป็นตัวบอกชั่วโมงและนาทีขณะโบยบินบนหน้าปัด หรือดอกไม้ค่อยๆ ผลิบานและหุบลงทุกหกสิบนาที เป้าหมายของเราคือการถ่ายทอดเวลาในรูปแบบของเรื่องราว นาฬิกาเหล่านี้ชวนให้ผู้สวมใส่ชะลอจังหวะชีวิต การอ่านเวลาไม่ใช่เพียงการเหลือบมอง แต่ต้องใช้การสังเกตและความอดทน คุณติดตามการเคลื่อนไหวของมัน มองหาผีเสื้อ แล้วจึงค้นพบชั่วโมงกับนาที ช่วงเวลาแห่งการหยุดนิ่งนี้ช่วยดึงคุณออกจากความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน และพาคุณเข้าสู่โลกของการเล่าเรื่อง แม้รูปแบบจะดูสร้างสรรค์ราวบทกวี แต่นาฬิกายังคงความแม่นยำในเชิงเทคนิคอย่างสมบูรณ์ เมื่อเราเปิดใช้แอนิเมชัน กลไกจะนำเวลาที่ผ่านไปมาผสานเข้ากับการแสดงผล ทุกอย่างทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์ นั่นคือจุดที่ความมหัศจรรย์เกิดขึ้น”

#legend_th: ในนาฬิกาที่ผสานแอนิเมชันเข้ากับการบอกเวลา กลไกทั้งสองทำงานร่วมกันโดยไม่รบกวนกันได้อย่างไร?
RB: “สิ่งนี้ต้องอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมและการซิงโครไนซ์ที่แม่นยำมาก ในนาฬิการุ่น Pont des Amoureux การบอกเวลาทำงานแยกจากกัน ขณะที่ออโตเมตันจะทำงานในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ตอนเที่ยงวันและเที่ยงคืน แอนิเมชันต้องสอดคล้องกับการแสดงเวลาอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้นาฬิกายังต้องรองรับการสั่งแอนิเมชันตามต้องการโดยไม่กระทบต่อความเที่ยงตรงของเวลา เมื่อแอนิเมชันถูกกระตุ้น ระบบจะชดเชยเวลาที่ผ่านไป เพื่อให้การแสดงผลยังคงถูกต้อง ทุกวินาทีถูกคำนวณไว้ทั้งหมด สิ่งนี้ต้องอาศัยการทดสอบ การทดลอง และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันทุกผลงานใหม่ก็ยังเป็นความท้าทายครั้งใหม่เสมอ”

#legend_th: สำหรับ Van Cleef & Arpels ‘เวลา’ มีความหมายอย่างไร และเมซงถ่ายทอดวิสัยทัศน์นี้ผ่านเรือนเวลาอย่างไร?
RB: “เวลาอาจเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดที่เรามี ล้ำค่ากว่าเงินเสียอีก เพราะมันมีอยู่อย่างจำกัด นาฬิกาของเราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการวัดเวลาอย่างแม่นยำสูงสุด แม้มันจะเป็นเครื่องมือที่เที่ยงตรงก็ตาม แต่เราต้องการมอบมุมมองที่แตกต่างในการรับรู้เวลา ทั้งการสื่อสาร ความเชื่องช้า และความงดงามของมัน ผ่านภาพคู่รักที่จุมพิตกัน ผีเสื้อที่โบยบิน หรือดอกไม้ที่ผลิบาน เราเตือนให้ผู้คนเห็นคุณค่าและตระหนักถึงเวลา ผลงานสร้างสรรค์ของเรายกเวลาให้โดดเด่นในฐานะหัวใจสำคัญ ไม่ใช่กรอบที่จำกัด แต่เป็นสิ่งงดงามที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง”




‘บทกวีแห่งเวลา’ ไม่ได้เป็นเพียงคำจำกัดความที่สวยหรู แต่คือบทพิสูจน์ในความตั้งใจและทุ่มเทเพื่อการบอกเวลาที่เปี่ยมด้วยเวลาและความหมายในแบบฉบับเฉพาะตัว “เราจะยังคงบอกเวลาผ่านเรื่องราวอันงดงาม และค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการหลอมรวมเวลาเข้าไปในบทสนทนาเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่เรารัก และยังคงเป็นหัวใจของงานทำนาฬิกาของเราเสมอ” Rainer Bernard กล่าวทิ้งทายไว้อย่างน่าประทับใจ



