รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
ในฤดูกาลที่มิลานดูเหมือนกำลังหมุนตัวอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ แฟชั่นเฮาส์ระดับตำนานของอิตาลีหลายแบรนด์กำลังเริ่มบทใหม่พร้อมครีเอทีฟไดเรกเตอร์รุ่นถัดไป ไม่ว่าจะเป็น Gucci, Fendi, Marni หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Versace บรรยากาศของ Milan Fashion Week ในปีนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับอนาคต ใครจะนิยามความเป็นอิตาเลียนสไตล์ในยุคต่อไป และแบรนด์เก่าแก่เหล่านี้จะรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้อย่างไรท่ามกลางแรงกดดันของโลกแฟชั่นร่วมสมัย
แต่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้น Dolce & Gabbana กลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่แทบจะตรงกันข้ามทั้งหมดแทนที่จะพูดถึง “การเริ่มต้นใหม่” หรือ “วิสัยทัศน์ของอนาคต” Domenico Dolce และ Stefano Gabbana เลือกจะหันกลับไปมองสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นมาตลอดสี่ทศวรรษ นั่นคืออัตลักษณ์ของแบรนด์เอง ปี 2025 คือปีที่ทั้งคู่เฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Dolce & Gabbana และก่อนโชว์จะเริ่มต้นขึ้น ภาพขาวดำของคอลเล็กชันใหม่ก็ปรากฏบนจอ พร้อมเสียงบรรยายที่พูดถึง “พลังของตัวตน” ราวกับเป็นคำประกาศอย่างสงบแต่หนักแน่น

“วันนี้หลายแบรนด์สูญเสียตัวตนของตัวเองไปหมดแล้ว” Domenico Dolce กล่าวก่อนโชว์จะเริ่ม “แต่ประวัติศาสตร์ของเรายาวนานมาก” คำพูดนั้นไม่ได้ถูกกล่าวอย่างท้าทายหรือดราม่า หากฟังดูเหมือนการย้ำเตือนมากกว่า เตือนทั้งตัวเองและโลกแฟชั่นว่า Dolce & Gabbana ไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงทุกฤดูกาล เพราะสำหรับพวกเขา อัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูก “รีเฟรช” อยู่ตลอดเวลา หากเป็นสิ่งที่ต้องถูกปกป้องและขัดเกลา
สองฤดูกาลก่อนหน้านี้ Dolce & Gabbana เพิ่งทดลองขยับตัวเองไปสำรวจโลกของการแต่งกายร่วมสมัยมากขึ้น ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา พวกเขานำเสนอไอเดีย “pajamas all day” ที่สะท้อนชีวิตเมืองยุคใหม่ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก่อนหน้านั้นก็หยิบเอาสไตล์สบาย ๆ ของเพื่อนนางแบบและคนใกล้ตัว เสื้อยืดวินเทจ กางเกงยีนส์ รองเท้าบู๊ตไบเกอร์ และโอเวอร์โค้ตผู้ชายตัวใหญ่ มาถ่ายทอดเป็นคอลเล็กชันที่ดูเหมือนสแนปช็อตของชีวิตจริงมากกว่าภาพแฟชั่นที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ฤดูกาลนี้ ทั้งคู่เลือกเดินย้อนกลับไปไกลกว่านั้น
ไม่กี่วันก่อนโชว์ พวกเขานั่งอยู่ในสตูดิโอและชี้ให้ดูภาพถ่ายเก่าของ Marpessa Hennink และ Isabella Rossellini ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ยุคที่ Dolce & Gabbana เพิ่งก่อตั้งแบรนด์และเริ่มสร้างชื่อด้วยการตีความสูทผู้ชายแบบซิซิเลียนให้กลายเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงที่เปี่ยมพลัง ซิซิลีคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และดูเหมือนว่ามันจะยังคงเป็นที่หลบภัยของพวกเขาเสมอ

สี่สิบปีผ่านไป ทักษะการตัดเย็บของ Domenico Dolce ยังคงเฉียบคมอย่างน่าทึ่ง ซิลูเอตต์แบบ hourglass ที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์ถูกนำกลับมาอีกครั้ง แต่ถูกปรับให้ซับซ้อนขึ้นอย่างประณีต แจ็กเก็ตและโค้ตบางตัวถูกออกแบบให้ด้านหลังสะท้อนภาพด้านหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ มีปกเสื้อเหมือนกัน มีกระดุมเรียงขึ้นไปตามแนวสันหลังราวกับเป็นเงากระจกของตัวเสื้อ “มันเป็นความท้าทายที่ใหญ่มาก” Dolce ยอมรับ
เพื่อให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดของงานฝีมืออย่างเต็มที่ เขาขอให้นางแบบที่สวมชิ้นพิเศษเหล่านั้นหยุดกลางรันเวย์แล้วหมุนตัวแบบ old-school fashion show การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นั้นทำให้เสื้อผ้าดูมีชีวิตขึ้นมาอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะสูท double-breasted ทรงผู้ชายที่เผยให้เห็นเสื้อคามิโซลผ้าไหมลูกไม้ด้านในเพียงเล็กน้อย การผสมระหว่างความเคร่งครัดของการตัดเย็บแบบบุรุษกับความเย้ายวนที่เป็นหัวใจของ Dolce & Gabbana มาตลอด
ทั้งคอลเล็กชันแทบจะจมอยู่ในสีดำ สีที่ดูเหมือนจะกลายเป็นโทนหลักของมิลานในสัปดาห์นี้ แต่สำหรับ Dolce & Gabbana สีดำไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงสไตล์ หากเป็นภาษาทางอารมณ์ของแบรนด์มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ มันคือสีของซิซิลี สีของความเข้มงวด สีของความเย้ายวนที่ไม่ต้องพยายาม
ช่วงท้ายของโชว์ สีดำถูกทำให้เบาลงด้วยเดรสพิมพ์ลายขนาดเล็กที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายอันโด่งดังของ Helmut Newton ในปี 1975 ซึ่งนางแบบ Lisa Taylor นอนเอนอยู่บนโซฟา เดรสลายพิมพ์แยกออกระหว่างขา ขณะที่เธอมองชายเปลือยท่อนบนที่ยืนหันหลังให้กล้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจ มันคือภาพที่สะท้อน “female gaze” ก่อนที่คำนี้จะกลายเป็นศัพท์ทางวัฒนธรรมเสียอีก “เรามักพูดถึงความทรงจำจากภาพถ่ายกันตลอดเวลา” Stefano Gabbana อธิบาย

สำหรับ Dolce & Gabbana ความทรงจำไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจ แต่เป็นวัสดุในการออกแบบ เหมือนกับที่ช่างตัดเสื้อใช้ผ้าไหมหรือผ้าวูล ภาพถ่าย ภาพยนตร์ ดนตรี และผู้หญิงในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมป๊อปล้วนกลายเป็นชั้นของเรื่องเล่าที่ถูกทอเข้าด้วยกัน และหนึ่งในผู้หญิงเหล่านั้นก็ปรากฏตัวอยู่ในห้องโชว์วันนี้ Madonna เธอคือแขกคนสำคัญของค่ำคืน และการปรากฏตัวของเธอแทบจะทำให้เรื่องเล่าทั้งหมดของโชว์สมบูรณ์แบบขึ้นทันที ในปี 1993 Dolce & Gabbana คือผู้ออกแบบชุดให้กับ “Girlie Show” tour ของ Madonna หนึ่งในทัวร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวัฒนธรรมป๊อปยุค 90
ไม่นานมานี้ Madonna ยังเพิ่งบันทึกเพลง “La Bambola” ของ Patty Pravo จากปี 1968 เพื่อใช้ในแคมเปญน้ำหอม Dolce & Gabbana The One เพลงอิตาเลียนคลาสสิกเพลงนั้นพูดถึงเสน่ห์และอิทธิพลของวัฒนธรรมอิตาลีที่แพร่กระจายไปทั่วโลก และในบางแง่ Dolce & Gabbana ก็ทำสิ่งเดียวกันมาตลอด การที่ Madonna มานั่งอยู่แถวหน้าในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงโมเมนต์ของคนดังในแฟชั่นโชว์ หากเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับวัฒนธรรมป๊อป ความสัมพันธ์ที่ยาวนานพอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของแบรนด์เอง
ในโลกแฟชั่นที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และการเปลี่ยนแปลงมักถูกยกย่องว่าเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุด Dolce & Gabbana เลือกจะพูดสิ่งที่ตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงความรู้สึกเดจาวูของคอลเล็กชันนี้
ในความเป็นจริง พวกเขาตั้งใจให้มันเกิดขึ้น การกลับไปยังปลายทศวรรษ 1980 ยุคที่แฟชั่นของพวกเขาถูกอาบด้วยสีดำ ซิลูเอตต์ที่โค้งเว้า การผสมระหว่างสูทเข้มงวดกับชุดชั้นใน และความเย้ายวนที่ถูกควบคุมด้วยวินัยของการตัดเย็บ ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงอดีต หากเป็นการประกาศอย่างชัดเจน นี่คือสิ่งที่เราเป็น นี่คือสิ่งที่ลูกค้าของเราต้องการจากเรา และบางที ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การยึดมั่นกับตัวตนของตัวเองอาจเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญที่สุด
เพราะเมื่อโลกเริ่มพร่ามัว Domenico Dolce และ Stefano Gabbana ก็เพียงแค่หันกลับไปยังที่เดิม ซิซิลี บ้านของเรื่องเล่าทั้งหมดของพวกเขา และจุดเริ่มต้นของ Dolce & Gabbana เสมอ



