รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
ในฤดูกาลที่มิลานเต็มไปด้วยคำถามเรื่อง “ตัวตนของแบรนด์” โชว์ของ Bottega Veneta กลับให้คำตอบด้วยภาษาที่ไม่จำเป็นต้องประกาศเสียงดัง มันไม่ใช่การรีแบรนด์ ไม่ใช่การหักเลี้ยวฉับพลัน แต่เป็นการยืนยันสิ่งที่บ้านหลังนี้เป็นมาโดยตลอด นั่นคือ ความเชื่อว่า งานฝีมือสามารถกลายเป็นภาษาของความหรูหราได้
โชว์คอลเล็กชัน Fall/Winter 2026 ของ Louise Trotter ถูกจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของแบรนด์ใน Palazzo San Fedele อาคารประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่าง La Scala และมหาวิหาร Duomo ใจกลางมิลาน สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะความงดงามของสถาปัตยกรรม หากแต่เป็นเหมือนคำประกาศเงียบ ๆ ว่า ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษผู้นี้ย้ายมาใช้ชีวิตในเมืองนี้แล้ว และเริ่มมองเห็นจังหวะของมันจากภายใน

หลังจากใช้เวลาหนึ่งปีในมิลาน Trotter บอกกับนักข่าวหลังเวทีว่า สิ่งที่ทำให้เมืองนี้น่าสนใจคือความขัดแย้งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวมัน “ฉันเริ่มต้นจากไอเดียของ Brutalism และ sensuality เพราะสำหรับฉัน มันอธิบายความรู้สึกที่มีต่อมิลานได้ดี เมืองนี้ดูเหมือนจะดิบ แข็ง และเคร่งขรึม แต่ข้างในกลับมีความเย้ายวนบางอย่างที่ซ่อนอยู่” มันเป็นประโยคที่เหมือนกุญแจไขทั้งคอลเล็กชัน และมันยังสะท้อนอีกสิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ชาวมิลานยังคง “แต่งตัวเพื่อกันและกัน” “มันนานมากแล้วที่ฉันไม่ได้เห็นเมืองที่ผู้คนยังแต่งตัวจริงจังแบบนี้” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม จากประโยคสั้น ๆ เหล่านั้น คอลเล็กชันจึงค่อย ๆ เปิดเผยตัวเหมือนการเดินสำรวจเมืองในยามเย็น
รันเวย์เริ่มต้นด้วย tailoring ที่มีลักษณะเป็นประติมากรรม แจ็กเก็ตถูกออกแบบให้มีไหล่โค้งมนกว่าฤดูกาลก่อน เล็กน้อยราวกับการตอบสนองต่อเสียงสะท้อนจากโชว์เปิดตัวของเธอเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ขณะที่กางเกงถูกตัดให้หลวมและเคลื่อนไหวได้ง่าย หรือบางครั้งถูกแทนที่ด้วย wrap skirt ที่แขวนอยู่บนเข็มขัดหนังแข็งแรง ไอเดียของกระโปรงนั้น Trotter ยอมรับว่าได้รับแรงบันดาลใจจากโครงสร้างของกระเป๋า ด้วยวิธีที่หนังถูกพับ ถูกดึง และถูกจัดรูปเพื่อให้เกิดความแข็งแรง มันเป็นวิธีคิดแบบ Bottega Veneta อย่างแท้จริง ที่นี่เสื้อผ้าไม่เคยถูกแยกจากงานช่างหนัง และไม่นานหลังจากนั้น จุดสนใจของโชว์ก็เปลี่ยนจากโครงสร้างไปสู่ ผิวสัมผัส

หากคอลเล็กชันแรกของ Trotter สำหรับ Bottega Veneta เป็นการคารวะต่อ Intrecciato ลายสานหนังอันเป็นเอกลักษณ์ คอลเล็กชันที่สองนี้กลับหมุนไปสู่โลกของสิ่งที่เธอเรียกว่า “hairy textures” รันเวย์ค่อย ๆ กลายเป็นสนามทดลองของวัสดุ peacoat ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ถูกทำจาก หนังจระเข้แบบแมตต์ บางตัวถูกถักเป็น intrecciato ที่มีชายขนฟูยื่นออกมา บางชิ้นดูเหมือน astrakhan แต่แท้จริงแล้วคือกำมะหยี่ที่ถูกแกะลายให้เหมือนขนสัตว์ ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเริ่มเล่นเกมทายวัสดุ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่มันเป็น เส้นไหมถูกทำให้ดูเหมือน shearling shearling จริงถูกแปรงจนดูเหมือนขนจิ้งจอก และไฟเบอร์กลาสรีไซเคิลซึ่งเคยสร้างความฮือฮาในโชว์ก่อน กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน สีชมพู bubblegum ที่ลากชายเสื้อไปถึงข้อเท้า มันคือการทดลองระหว่าง ธรรมชาติและสิ่งประดิษฐ์ การแสดงความสามารถของช่างฝีมือในบ้านหลังนี้ Trotter กล่าวถึงทีมช่างของเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันทำงานกับช่างฝีมือที่น่าทึ่งที่สุด และการแสวงหาความสมบูรณ์ของงาน craft คือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ” ความหลากหลายของพื้นผิวในโชว์นั้นแทบจะล้นออกจากรันเวย์ เสื้อโค้ตตัวหนึ่งมีพื้นผิวเหมือนไม้ขีดไฟหลายพันก้าน เทรนช์โค้ตหนังอีกตัวมีรอยสันถี่จนดูเหมือนลูกกวาด licorice ตั้งแต่ขนที่ถูกตัดเรียบเป็นระเบียบ ไปจนถึงขนฟูยุ่งเหยิงแบบ Chewbacca ทุกระดับของ “ความเป็นขน” ถูกนำมาเล่นในโชว์นี้
แต่ท่ามกลางความอลังการของวัสดุ สิ่งที่น่าสนใจคือ ซิลูเอต ในขณะที่เพื่อนร่วมค่าย Kering อย่าง Demna เพิ่งประกาศละทิ้งซิลูเอต oversized ในคอลเล็กชันใหม่ของ Gucci และหันไปหาทรงที่แนบตัวมากขึ้น Trotter กลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม เธอยังคง เพิ่มปริมาตรให้เสื้อผ้า แจ็กเก็ตยาวขึ้น ไหล่โค้งใหญ่ขึ้น แขนเสื้อเต็มขึ้น บางตัวเปิดออกเหมือนดอกไม้ เผยให้เห็นกระโปรงสั้นหรือกางเกงทรงแมนด้านใน นักข่าวบางคนถามเธอหลังโชว์ว่าเสื้อผ้าเหล่านี้อาจ “กลบตัวผู้หญิง” มากเกินไปหรือไม่ Trotter ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราทุ่มเทเวลามากเพื่อสร้างรูปทรง โครงสร้าง และเส้นโค้ง โดยไม่ให้มันหนัก ฉันใส่ใจเรื่องนั้นมากในฤดูกาลนี้” เธอยืนยันว่าเสื้อผ้าหลายชิ้น เบาเหมือนขนนก แม้ว่าสายตาของผู้ชมอาจรู้สึกตรงกันข้าม

โชว์ยังถูกแต่งเติมด้วยองค์ประกอบที่ชวนให้นึกถึงโรงละคร แทบทุกลุคมีหมวก บางใบเป็น knit beanie ธรรมดา
บางใบมีชายฟูเหมือนหมวกในภาพยนตร์ Romeo and Juliet เวอร์ชันปี 1968 ของ Franco Zeffirelli เดรสยาวระดับ tunic ถูกใส่กับขาเปล่าหรือเลกกิ้งหนา มันให้ภาพของความโรแมนติกที่มีความดิบแฝงอยู่ และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สถานที่จัดโชว์อยู่ห่างจาก La Scala เพียงไม่กี่ก้าว เมื่อพูดถึงแรงบันดาลใจ Trotter เอ่ยถึงชื่อสองคน Maria Callas และ Pier Paolo Pasolini หนึ่งคือเสียงร้องโอเปร่าอันทรงพลังของอิตาลี อีกหนึ่งคือผู้กำกับที่มองโลกด้วยสายตาดิบและจริง สองขั้วของวัฒนธรรม ความงดงามและความเข้มข้น เหมือนกับคอลเล็กชันนี้ แม้บางลุคจะเต็มไปด้วยรายละเอียด แต่ช่วงหนึ่งของโชว์กลับเผยให้เห็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด กระโปรง fringe สีขาวดำที่บิดเกลียวลงมาตามขา จับคู่กับเสื้อถัก tank top ธรรมดา มันเป็นลุคที่ทำให้เห็นว่า บางครั้ง ความหรูหราเกิดขึ้นจากการลดทอน
ในฝั่ง menswear คอลเล็กชันกลับดูสมดุลมากขึ้น สูททรงเพรียวแต่ผ่อนคลาย peacoat ขนนุ่ม เสื้อสเวตเตอร์กึ่งทหารที่มีแผ่นหนังบนไหล่ และเสื้อโค้ตหนังแบบ officer ที่ดูเหมือนมีราคาหลายล้าน ทั้งหมดถูกตัดด้วยความมั่นใจแบบที่ทำให้ menswear ดูมีอนาคต บางทีนี่อาจเป็นทิศทางที่ Bottega Veneta สามารถสำรวจต่อไปได้ แน่นอนว่า craftsmanship ระดับนี้ย่อมไม่ถูก Trotter เผยว่าเสื้อโค้ต shearling ตัวหนึ่งต้องใช้ชิ้นส่วนมากกว่า 2,000 ชิ้น แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้แบรนด์ขายได้ ในโลกของ Bottega Veneta รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจาก accessories และนั่นเองที่ทำให้ ready-to-wear สามารถเป็นพื้นที่ของจินตนาการได้อย่างเต็มที่ แฟชั่นในที่นี้ไม่จำเป็นต้อง “ใช้งานได้จริง” เสมอไป มันสามารถเป็นเวทีของงานฝีมือ ของความฟุ่มเฟือย ของความฝัน ในแง่นั้น คอลเล็กชันนี้จึงเหมือนบทกวีเกี่ยวกับเมืองมิลาน
ห้องโถงสไตล์ Brutalist ที่ปูพรมแดงเข้ม โมเดล 80 คนเดินด้วยความเร็วแทบจะเหมือนพายุ พื้นผิวของเสื้อผ้ากระทบแสงและเคลื่อนไหว ทั้งหมดสร้างภาพของเมืองที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งแข็ง อีกด้านหนึ่งอ่อน ด้านหนึ่งเคร่งขรึม อีกด้านหนึ่งเต็มไปด้วยความเย้ายวน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดของมิลาน และอาจเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดของ Bottega Veneta ในยุคของ Louise Trotter ด้วยเช่นกัน



