รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
Human Resource (พนักงานใหม่ – โปรดรับไว้พิจารณา) ของ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือน “หนังว่าด้วยประเด็น” ตั้งแต่วินาทีแรกที่มันเริ่มต้น แต่ให้ความรู้สึกเหมือน “ช่วงชีวิต” ช่วงหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในฟิล์ม ช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่ ไม่ได้มีจุดเปลี่ยนแรง ๆ ไม่ได้มีฉากระเบิดอารมณ์ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ของการใช้ชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคยจนแทบไม่รู้สึกว่ามันสำคัญ หนังไม่ได้รีบพาเราไปไหน ไม่ได้พยายามเร่งเรื่อง ไม่ได้พยายามสร้างแรงดึง ไม่ได้พยายาม “ขายดราม่า”

มันพาเรา “อยู่” อยู่กับตัวละคร อยู่กับห้อง อยู่กับออฟฟิศ อยู่กับรถติด อยู่กับโต๊ะทำงาน อยู่กับเสียงโทรศัพท์ อยู่กับเสียงประชุม อยู่กับเสียงถอนหายใจ อยู่กับความเงียบ และความรู้สึกสำคัญที่สุดของหนัง ไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่มันคือความรู้สึกที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก
ความเหนื่อย ไม่ใช่เหนื่อยแบบดราม่า ไม่ใช่เหนื่อยแบบพัง แต่เป็นเหนื่อยแบบคนโต เหนื่อยแบบคนทำงาน เหนื่อยแบบคนที่ต้อง “จัดการชีวิต” Human Resource ไม่ได้เล่าเรื่อง “การต่อสู้” แต่มันเล่าเรื่อง “การประคองตัว” ประคองงาน ประคองความสัมพันธ์ ประคองครอบครัว ประคองความคาดหวัง ประคองความฝัน ประคองความรู้สึก ประคองสภาพจิตใจ ประคองความเป็นมนุษย์
หนังไม่ได้ถามว่า “จะเปลี่ยนโลกยังไง” แต่ถามว่า เราจะอยู่กับโลกนี้ยังไงโดยไม่แตก

สิ่งที่หนังทำได้ดีมากคือการไม่ทำให้ชีวิตดูเป็นเรื่องพิเศษ ไม่ romanticize ความลำบาก ไม่ aestheticize ความทุกข์ ไม่ทำให้ความเหนื่อยกลายเป็นภาพสวย แต่ทำให้มัน “ธรรมดา” ความธรรมดานี่แหละที่ทำให้หนังจริง และรีเลต เพราะชีวิตจริงไม่ได้เป็นฉากใหญ่ ไม่ได้เป็น turning point ไม่ได้เป็น climax ไม่ได้เป็น peak moment
ชีวิตจริงคือ routine คือซ้ำ คือวน คือวันต่อวัน คือเรื่องเล็ก ๆ คือรายละเอียดเล็ก ๆ คือสิ่งที่สะสม คือความเมื่อยคือความล้า คือความชิน ตัวละครใน Human Resource ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นตัวแทนทางสังคม ไม่ใช่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ archetype ไม่ใช่ภาพแทน ไม่ใช่ metaphor
แต่เป็น “คน” คนที่ทำงาน คนที่กลับบ้าน คนที่กินข้าว คนที่คุยกับแฟน คนที่เจอเจ้านาย คนที่รับแรงกดดัน คนที่พยายามทำหน้าที่ คนที่พยายามเป็นคนดี คนที่พยายามเป็นคนโอเค และนี่คือหัวใจสำคัญของหนัง
Human Resource ไม่ได้ถามว่า “เราจะเป็นคนเก่งได้ยังไง” “เราจะประสบความสำเร็จได้ยังไง” “เราจะรวยได้ยังไง” “เราจะไปไกลได้ยังไง” แต่มันถามคำถามที่เล็กกว่านั้น และจริงกว่านั้นมาก

เราจะเป็น “คนธรรมดาที่โอเค” ได้ยังไง
โอเคกับงาน โอเคกับคน โอเคกับชีวิต โอเคกับสภาพแวดล้อม โอเคกับโลก โอเคกับตัวเอง โดยไม่กลายเป็นคนแข็ง
ไม่กลายเป็นคนชา ไม่กลายเป็นคนหมดศรัทธา ไม่กลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกอะไร ไม่กลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบอัตโนมัติ หนังไม่ได้เล่าเรื่องการต่อต้านระบบ แต่เล่าเรื่องการ “อยู่ในระบบโดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์” มันไม่ใช่การปะทะ แต่เป็นการประคอง ไม่ใช่การล้มระบบ แต่เป็นการรักษาตัวเอง ไม่ใช่การเปลี่ยนโลก แต่เป็นการไม่ให้โลกเปลี่ยนเราไปจนไม่เหลือตัวตน
ตัวละครในเรื่องไม่ได้ heroic ไม่ได้ brave ไม่ได้ rebel ไม่ได้ radical แต่เป็น “คนดีธรรมดา” ที่พยายามใช้ชีวิตให้ไม่ทำร้ายคนอื่น พยายามทำหน้าที่ พยายามไม่สร้างปัญหา พยายามไม่ทำให้ใครเดือดร้อนพยายามอยู่ร่วมกับคนอื่น และนี่คือความยากที่สุดของชีวิตผู้ใหญ่ ไม่ใช่การไล่ล่าความฝัน แต่คือการ “อยู่ร่วมกับผู้อื่น” อยู่กับเจ้านาย อยู่กับเพื่อนร่วมงาน อยู่กับครอบครัว อยู่กับระบบ อยู่กับสังคม อยู่กับความคาดหวัง อยู่กับคนที่คิดไม่เหมือนเรา อยู่กับคนที่ไม่แฟร์ อยู่กับคนที่ไม่โอเค โดยไม่กลายเป็นคนไม่โอเคเหมือนกัน
Human Resource จึงเป็นหนังที่ไม่ได้เล่าเรื่อง “ความพัง” แต่เล่าเรื่อง “การไม่พัง” ไม่พังทางจิตใจ ไม่พังทางความสัมพันธ์ ไม่พังทางศีลธรรม ไม่พังทางตัวตนมันคือหนังของ “คนธรรมดา” ไม่ใช่คนพิเศษ ไม่ใช่คนสำคัญ ไม่ใช่คนมีพลัง ไม่ใช่คนเปลี่ยนโลก แต่เป็นคนที่พยายาม “ไม่ทำร้ายโลก”และ “ไม่ให้โลกทำร้ายตัวเองจนพัง”
สิ่งที่งดงามของหนังเรื่องนี้ คือมันไม่เร่งให้คนดูรู้สึก ไม่บังคับอารมณ์ ไม่กระตุ้นน้ำตา ไม่เล่นกับความสงสาร ไม่ใช้ดนตรีกดอารมณ์ แต่มันปล่อยให้ความรู้สึกเกิดเองจากการ “อยู่ร่วม” กับตัวละคร ดูไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ อยู่ไปเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งจะรู้สึกว่า “นี่มันชีวิตกูเลย” ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ แต่เพราะจังหวะชีวิต จังหวะความคิด จังหวะความเหนื่อย จังหวะความเงียบ จังหวะความพยายาม จังหวะการอยู่ต่อ
Human Resource จึงเป็นหนังที่ไม่ได้พยายาม “พูดเสียงดัง” แต่พูดด้วยเสียงเบา และเพราะมันเบา มันเลยเข้าไปอยู่กับคนดูได้นาน ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วร้องไห้ แต่เป็นหนังที่ดูแล้ว “เงียบ” ไม่ใช่เงียบเพราะว่าง แต่เงียบเพราะคิด เงียบเพราะรู้สึก เงียบเพราะเชื่อมโยง เงียบเพราะเห็นตัวเอง และเมื่อหนังจบ คำถามที่มันไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ค้างอยู่ในใจ คือคำถามง่ายมาก

เรากำลังเป็นคนแบบไหนอยู่ในโลกนี้
เราเป็นคนที่โอเคหรือยัง หรือแค่เป็นคนที่ทนเก่ง เราเป็นคนที่ยังรู้สึกอยู่ไหม หรือแค่ชิน เราเป็นคนที่ยังมีความหวัง หรือแค่ทำหน้าที่ เราเป็นคนที่ยังเป็นมนุษย์ หรือแค่ฟังก์ชันหนึ่งของระบบ Human Resource ไม่ได้ให้คำตอบ แต่มันทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ที่สุดอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ คือ ทำให้เราหยุด แล้วมองตัวเอง ไม่ใช่มองโลก ไม่ใช่มองระบบ ไม่ใช่มองสังคม แต่กลับมามองชีวิตตัวเองในแบบที่ไม่ค่อยได้มอง และนั่นคือเหตุผลที่มันเป็นหนัง “น้ำดี” ไม่ใช่เพราะประเด็น ไม่ใช่เพราะแนวคิด ไม่ใช่เพราะการตีความ แต่เพราะมันพูดกับความเป็นมนุษย์ตรง ๆ แบบไม่ต้องยกเสียง ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องชี้นำ
Human Resource จึงเป็นหนังที่ไม่ได้ถามว่า “โลกนี้เป็นยังไง” แต่ถามว่า เราจะเป็นคนแบบไหนในโลกนี้ และบางทีคำถามนี้ อาจสำคัญกว่าคำถามเรื่องงาน เรื่องความสำเร็จ เรื่องอนาคต หรือเรื่องความมั่นคงทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตไม่ได้วัดจากว่าเราไปไกลแค่ไหน แต่วัดจากว่า เรายังเป็นตัวเองอยู่หรือเปล่า
ในวันที่โลกไม่ง่าย งานไม่ง่าย ชีวิตไม่ง่าย และผู้คนไม่ง่าย Human Resource คือหนังที่ไม่พยายามให้คำตอบ แต่พยายาม “อยู่กับคำถามนั้น” อย่างซื่อสัตย์ และนั่นคือความงามที่เงียบแต่ชัดเจนของหนังเรื่องนี้ครับ
คุณสมบัติไหนของ ‘พนักงานใหม่’ ที่จะผ่านการพิจารณาในบริษัทที่ชื่อว่า ‘โลก’?
เรื่องราวของพนักงานแผนกทรัพยากรบุคคลที่ต้องค้นหา ‘พนักงานใหม่’ สู่โลกแห่งการทำงาน และในขณะเดียวกันก็ต้องพาอีกหนึ่งชีวิตมาเป็น ‘พนักงานใหม่’ สู่โลกแห่งความจริง
‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ ภาพยนตร์ชวนคิด ชีวิตคนเมือง นำแสดงโดย เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์, เพชร – เผ่าเพชร เจริญสุข, อะตอม – ชนกันต์ รัตนอุดม, พิมมา PiXXiE – พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ กำกับโดย เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
เปิดรับสมัครพร้อมกัน 29 มกราคมนี้ ในโรงภาพยนตร์



