รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
ในช่วงเวลาที่แฟชั่นโชว์จำนวนมากถูกออกแบบให้กลายเป็น “เหตุการณ์” สำหรับโลกโซเชียล ต้องสร้างภาพจำทันที ต้องมีโมเมนต์ที่ผู้ชมอุทาน หรือมีภาพหนึ่งภาพที่พร้อมจะถูกแชร์นับล้านครั้ง การเปิดตัวของ Maria Grazia Chiuri ในฐานะ Chief Creative Officer คนใหม่ของ Fendi กลับเลือกเดินในทิศทางที่เกือบจะตรงกันข้ามทั้งหมด ไม่มีสีสันฉูดฉาด ไม่มีการจัดฉากแบบ theatrical และแทบไม่มีความพยายามที่จะทำให้ผู้ชม “ตะลึง” ภายในเวลาเจ็ดนาทีของรันเวย์
ก่อนโชว์จะเริ่มขึ้น ดีไซเนอร์หญิงชาวโรมันผู้นี้พูดประโยคหนึ่งที่เหมือนจะเป็นการตั้งต้นให้กับทุกสิ่งที่จะตามม “ฉันไม่ใช่นักออกแบบที่ทำงานเพื่อความบันเทิง” ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ในความหมายที่ลึกกว่านั้น มันสะท้อนวิธีคิดแบบหนึ่งเกี่ยวกับแฟชั่นในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า เสื้อผ้ายังมีความหมายอะไร นอกจากการเป็นคอนเทนต์บนหน้าจอ และเมื่อไฟบนรันเวย์ในมิลานค่อย ๆ เปิดขึ้น คำตอบของเธอก็เริ่มปรากฏออกมาทีละชั้น

การกลับบ้านของดีไซเนอร์ที่เติบโตมากับ Fendi
สำหรับ Maria Grazia Chiuri การมาที่ Fendi ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตำแหน่งในเครือ LVMH หากแต่เป็นการ “กลับบ้าน” อย่างแท้จริง เธอเริ่มต้นอาชีพที่นี่ในปี 1989 ตอนอายุเพียง 24 ปี ในทีม accessories ของแบรนด์ ช่วงเวลาที่กระเป๋า Baguette กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในไอคอนสำคัญที่สุดของแฟชั่นร่วมสมัย ที่ Fendi นี่เอง Chiuri ได้เรียนรู้สิ่งที่เธอมักพูดถึงว่าเป็น “โรงเรียนแฟชั่นที่แท้จริง” ในชีวิตของเธอ โรงเรียนที่ไม่มีตำรา แต่มีครูเป็น พี่น้องตระกูล Fendi ทั้งห้าคน
ผู้หญิงห้าคนที่ร่วมกันบริหารแฟชั่นเฮาส์ และสร้างโมเดลของการทำงานแบบร่วมมือ (collaboration) ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในวงการแฟชั่นยุคนั้น ประสบการณ์นี้เองที่กลายเป็นรากของแนวคิดหลักในโชว์เปิดตัวของเธอ บนพื้นรันเวย์มีประโยคหนึ่งถูกเขียนไว้ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ “Less I, More Us.” หรือในความหมายแบบตรงไปตรงมาที่สุด “ให้อัตตาน้อยลง และให้ความเป็น ‘พวกเรา’ มากขึ้น” Chiuri อธิบายแนวคิดนี้หลังเวทีอย่างเรียบง่าย “ฉันอยากทำงานร่วมกับทีมเดียวกันสำหรับทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง เราทำเสื้อโค้ต เราทำแจ็กเก็ต เราทำกางเกง เปลี่ยนเพียงขนาด แต่เป็นเสื้อผ้าชิ้นเดียวกัน… ฉันอยากสร้างแจ็กเก็ตที่ทุกคนอยากสวมใส่” คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคการออกแบบ แต่แท้จริงแล้วมันคือการพยายามนิยาม ตัวตนใหม่ของ Fendi หลังช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านที่ยาวนาน
หลังการจากไปของ Karl Lagerfeld ในปี 2019 หลังการทดลองของ Kim Jones และหลังการดูแลชั่วคราวของ Silvia Venturini Fendi แบรนด์ต้องการทิศทางที่ชัดเจนอีกครั้ง Chiuri จึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสร้างภาพใหม่ให้ Fendi หากแต่เริ่มต้นด้วยการจัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่แล้ว

สีดำ และการลดเสียงรบกวนของแฟชั่น
สิ่งแรกที่ผู้ชมสังเกตเห็นได้ทันทีในโชว์นี้คือ “สี” หรือจะพูดให้ถูกต้องกว่านั้นคือ การหายไปของสี คอลเล็กชันส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจาก palette ที่เรียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สีดำ สีงาช้าง สีเบจ และสีแดงเพียงหนึ่งชุด สำหรับแบรนด์ที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความ playful ของ Italian glamour การเลือกใช้สีดำเป็นแกนหลักดูเหมือนจะเป็นการหักเลี้ยวที่เงียบแต่ชัดเจน Chiuri อธิบายมันอย่างตรงไปตรงมา “สีที่ผู้คนใช้จริง ๆ คือสีดำ น้ำเงิน งาช้าง อาจมีแดงเล็กน้อย นั่นแหละคือความจริง เราต้องมองอย่างเป็นจริงเป็นจัง หากเราจะพาอุตสาหกรรมนี้ไปสู่อนาคต” การลดทอนสีจึงทำหน้าที่เหมือนการลดเสียงรบกวนของแฟชั่น เพื่อให้สิ่งที่เธอต้องการเน้นจริง ๆ ปรากฏออกมา
Silhouette หรือ “รูปทรง” ของเสื้อผ้า การค้นหารูปทรงของ Fendi
Fendi เป็นแบรนด์ที่มีภาษาเรื่องวัสดุชัดเจนมาก ขนสัตว์ หนัง งาน intarsia งาน selleria แต่สิ่งที่ Chiuri เชื่อว่ายังไม่เคยถูกกำหนดอย่างชัดเจนคือ รูปทรงของเสื้อผ้า เธอจึงเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดในตู้เสื้อผ้า แจ็กเก็ต โค้ต กระโปรง กางเกง เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกนำเสนอทั้งในเวอร์ชันผู้ชายและผู้หญิง ราวกับเป็นการทดลองแนวคิดที่เธอเรียกว่า shared wardrobe เสื้อโค้ตตัวเดียวกัน แจ็กเก็ตแบบเดียวกัน เพียงเปลี่ยนสัดส่วน มันไม่ใช่การลบความแตกต่างทางเพศ แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เสื้อผ้าแบบไหนที่ “ทุกคนอยากสวมใส่”
Fur ความทรงจำ และวัตถุที่มีอารมณ์
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวที่กล้าหาญที่สุดของคอลเล็กชันนี้กลับเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นหัวใจของ Fendi มาโดยตลอด fur ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์พยายามลดบทบาทของมันลง เพราะแรงกดดันจากสังคม แต่ Chiuri เลือกจะนำมันกลับมา ไม่ใช่ในรูปแบบเดิม แต่ผ่านโครงการที่ชื่อว่า Echo of Love แนวคิดคือการนำขนสัตว์ที่ลูกค้ามีอยู่แล้วมาปรับดีไซน์ใหม่ร่วมกับ atelier ของ Fendi เพื่อสร้างสิ่งที่เธอเรียกว่า “emotional durability” เธออธิบายแนวคิดนี้อย่างเป็นส่วนตัวมาก “ฉันมีเสื้อผ้าบางชิ้นที่สำคัญมากสำหรับฉัน เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัตถุนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวมาก” ในโลกแฟชั่นที่มักถูกขับเคลื่อนด้วยความใหม่ ความคิดนี้แทบจะเป็นการพูดถึง ความทรงจำในฐานะความหรูหรา

บทสนทนากับอดีตของ Fendi
แม้ Chiuri จะพูดถึง “us” อยู่ตลอดเวลา แต่เงาของประวัติศาสตร์ Fendi ก็ยังปรากฏอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ปลอกคอหนังสีขาวที่สวมเหมือน choker บนรันเวย์ ทำให้หลายคนในผู้ชมคิดถึง Karl Lagerfeld ทันทีขณะเดียวกัน การร่วมงานกับศิลปิน Mirella Bentivoglio และ Sagg Napoli ยังสะท้อนวิธีทำงานของ Chiuri ที่เชื่อมแฟชั่นเข้ากับศิลปะอย่างต่อเนื่องคำบนเสื้อและสการ์ฟขนสัตว์อย่าง“Rooted but not stuck”ดูเหมือนจะพูดถึงทั้งเมืองโรม ทั้งประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และทั้งอนาคตของมัน
การเริ่มต้นที่ไม่เร่งรีบ
ในแง่ของแฟชั่นโชว์ คอลเล็กชันนี้อาจไม่ได้เต็มไปด้วยโมเมนต์ที่ทำให้ผู้ชมต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้ มันไม่มี “fashion thrills” แบบที่โลกโซเชียลมักต้องการ แต่สิ่งที่มันมีคือ แจ็กเก็ตที่ตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบ โค้ตที่สงบและมั่นใจ เดรสกำมะหยี่ที่มีกลิ่นอายยุค 1920 เสื้อผ้าที่ดูเหมือนจะพูดกับผู้สวมใส่มากกว่าพูดกับกล้อง และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่ Chiuri ตั้งใจตั้งแต่ต้น หลังโชว์จบลง เธอพูดถึงการเริ่มต้นครั้งนี้ด้วยความรู้สึกที่เรียบง่าย “เมื่อผู้คนต้อนรับคุณอย่างอบอุ่น คุณก็รู้สึกอยากตอบแทนกลับไป ฉันอยากเฉลิมฉลองมรดกของแบรนด์นี้ และคุณค่าที่ฉันได้เรียนรู้จากที่นี่” มันอาจยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Fendi ยุคใหม่จะพาแบรนด์ไปไกลแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ Maria Grazia Chiuri ไม่ได้พยายามเริ่มต้นด้วยเสียงดัง เธอเริ่มต้นด้วยการจัดวางองค์ประกอบของบ้านหลังนี้ใหม่อย่างเงียบ ๆ เพื่อดูว่า หากเราเรียงมันอย่างถูกต้อง DNA ของ Fendi จะปรากฏออกมาเองหรือไม่ และบางที นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Less I, More Us.



