How Julian Klausner Rewrote Menswear as a Coming-of-Age Story
มานิต มณีพันธกุล รายงาน
โชว์ผู้ชาย Winter 2026 ของ Dries Van Noten ไม่ได้เปิดด้วยภาพจำของ “แฟชั่นโชว์” ในความหมายดั้งเดิม แต่มาในจังหวะที่เหมือนการเปิดบทใหม่ของชีวิตใครบางคน ช้า นิ่ง ลึก และเต็มไปด้วยชั้นความหมายมากกว่าความหวือหวา เสียงฝีเท้าของนายแบบที่เดินออกมาบนรันเวย์ไม่ได้ให้ความรู้สึกของพลังอำนาจแบบ menswear คลาสสิก แต่ให้ความรู้สึกของ “การออกเดินทาง” ของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่กำลังออกจากบ้าน กำลังจะเติบโต และกำลังจะกลายเป็นใครบางคนในโลกใบใหม่
ภายใต้การนำของ Julian Klausner คอลเล็กชันนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อโชว์ความสามารถเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ถูกออกแบบให้เป็น “พื้นที่ของการเติบโต” พื้นที่ที่เสื้อผ้าไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ แต่ทำหน้าที่เป็นภาษาของการค้นหาตัวตน Klausner อธิบายแนวคิดของโชว์นี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
“มันคือแนวคิดของการเติบโต การก้าวผ่านจากความเป็นวัยรุ่น การออกไปสำรวจโลก การออกจากบ้าน และการพกพาสิ่งที่เรารักติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่ส่งต่อกันมา เสื้อโค้ตของคุณปู่ หรือเสื้อเบลเซอร์ในวัยเด็กของเราเอง”
ภาพของชายหนุ่มใน Winter 2026 จึงไม่ใช่ผู้ชายที่ “พร้อมแล้ว” แต่คือผู้ชายที่ “กำลังจะพร้อม” ไม่ใช่ผู้ชายที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่คือผู้ชายที่กำลังเรียนรู้ว่าตัวเองอาจเป็นอะไรได้บ้าง ความรู้สึกของการ “ยังไม่เสร็จสมบูรณ์” นี้แทรกอยู่ในทุกซิลูเอต ทุกเลเยอร์ และทุกโครงสร้างของเสื้อผ้า
สิ่งที่ชัดมากตั้งแต่ลุคแรกคือโครงสร้างของ outerwear เสื้อโค้ตทรงเรียวแบบกึ่งทหาร กึ่งวิกตอเรียน เสื้อคลุมทรงยาว เสื้อพาร์กา เสื้อ cloak และเสื้อ trench ที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันโลกภายนอก มากกว่าเป็นเพียงเสื้อผ้าแฟชั่น Outerwear ในโชว์นี้ไม่ใช่แค่หมวดสินค้า แต่เป็น “สัญลักษณ์” ของการเดินทาง การออกจากบ้าน และการเผชิญโลก
ท่ามกลางโครงสร้างที่ดูจริงจังนั้น รายละเอียดกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ละเอียด และเปราะบาง โดยเฉพาะ งานถัก (knitwear) ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของทั้งโชว์ Klausner พูดถึงเรื่องนี้ว่า
“เป็นเวลานานแล้วที่โชว์ของเรายังไม่มีสารหลักเรื่อง knitwear อย่างจริงจัง เรามีทีมถักที่ยอดเยี่ยมมาก บางคนอยู่กับแบรนด์มากว่า 30 ปี และพวกเขาคือคนที่ทำงานถักให้ Dries เกือบทั้งหมด สำหรับผม มันเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับประสบการณ์และมุมมองของพวกเขา”
งานถักใน Winter 2026 ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่เสื้อกันหนาวหรือไอเท็มฤดูหนาว แต่ถูกใช้เป็น “โครงสร้างความคิด” ตั้งแต่หมวกที่ซ้อน Nordic beanie กับ chullo ชาติพันธุ์ คาร์ดิแกนลายริบสไตรป์ไหล่มีโครง แผง knit เรขาคณิตที่ถอดออกได้ พื้นผิว knit แบบ glitch texture ไปจนถึง knit tank top ที่จัดวางแบบ trompe l’oeil หลอกตาเหมือนเสื้อซ้อน ทุกอย่างสะท้อนการทดลอง การไม่ยึดรูปแบบ และการปฏิเสธความสมบูรณ์แบบ
ซิลูเอตของคอลเล็กชันเคลื่อนอยู่ในพื้นที่กึ่งชาย กึ่งไร้เพศอย่างชัดเจน มีทั้ง “shkirt” (shirt + skirt) ที่เป็นผ้าลักษณะชายเสื้อแต่ผูกเอวเหมือนกระโปรง มีกิโลต์ตัดจากผ้าวูลแบบ tailoring ที่ใส่ได้ทั้งทับกางเกงและเปลือยขา มี capelets และ mantles แบบกึ่งศาสนา มี pencil coats และ cloaks ที่สร้างบรรยากาศ Victorian + collegiate gothic ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อสร้างความหวือหวาทางเพศสภาพ แต่เพื่อสร้าง “พื้นที่ของความไม่ลงล็อก” พื้นที่ที่ผู้ชายไม่ต้องนิยามตัวเอง ไม่ต้องเลือกบทบาท และไม่ต้องตัดสินใจว่าเขาควรเป็นอะไร
รายละเอียดของแพตเทิร์นและลวดลายถูกทอซ้อนกันอย่างหนาแน่น ทั้ง botanical, floral, Fair Isle, stripe, paisley, check และ geometric แต่กลับไม่รู้สึกวุ่นวาย เพราะ palette สีถูกควบคุมให้อยู่ในโทน muted harmony ทำให้ทุกอย่างหลอมรวมเป็นภาพเดียวกันอย่างนุ่มนวล ยิ่งเมื่อ Klausner หยิบเฉดสีบางส่วนจากคอลเล็กชันผู้หญิง Fall 2009 ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Francis Bacon กลับมาใช้ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกของ “ความทรงจำแบรนด์” ที่ไม่ได้ถูกนำมาโชว์แบบ nostalgic แต่ถูกนำมาเคลื่อนไหวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
หนึ่งในภาพจำที่ชัดที่สุดของโชว์คือ outerwear ลายดอกไม้จากภาพ Polaroid เสื้อพาร์กา jacquard สี olive ซ้อน liner quilted burnt orange และ trench capelet ซาตินลาย Polaroid ที่ย้อมซ้อนสองชั้นสีแดงและ petrol ซึ่งไม่ใช่แค่สวยในเชิงภาพ แต่เป็นเสื้อผ้าที่ “เล่าเรื่องได้” ในตัวเอง เป็นภาพของความทรงจำ ความฝัน ความโรแมนติก และการเดินทางพร้อมกันในชิ้นเดียว
ตลอดทั้งโชว์ เราเห็นผู้ชายที่ไม่ได้เดินอย่างมั่นคงแบบนายแบบคลาสสิก แต่เดินเหมือนเด็กหนุ่มที่กำลังลองเสื้อ ลองตัวตน ลองบทบาท และลองชีวิต ภาพของหมวก knit trapper ผมแสกกลาง แว่นตาเนิร์ด กระเป๋านักเรียน และ crest แบบ collegiate embroidery ทำให้ทั้งโชว์มีบรรยากาศของ “เด็กมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง” ที่กำลังเข้าสู่โลกใหม่อย่างไม่มั่นใจ แต่เต็มไปด้วยความหวัง Klausner สรุปแนวคิดของตัวเองไว้อย่างเรียบง่ายว่า
“มันไม่ใช่อัตชีวประวัติ แต่มันคือภาพฝัน มันคือขั้นตอนของการค้นหาตัวเอง และผมคิดว่านั่นเป็นแนวคิดที่สวยงามมากในการทำงานด้วย”
และประโยคนี้อธิบาย Winter 2026 ได้ดีที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่โชว์ที่พยายามนิยามผู้ชาย ไม่พยายามบอกว่าความเป็นชายคืออะไร และไม่พยายามสร้างภาพลักษณ์สำเร็จรูปให้ผู้ชม แต่เป็นโชว์ที่เปิดพื้นที่ให้ความไม่แน่นอน ความลังเล และความเปราะบางมีตัวตนในโลกแฟชั่น
Dries Van Noten Men’s Winter 2026 จึงไม่ใช่คอลเล็กชันที่ “สวยเพราะภาพ” อย่างเดียว แต่สวยเพราะ “ความหมาย” สวยเพราะ “โครงสร้างความคิด” และสวยเพราะ “ความจริง” ของการเติบโต มันคือแฟชั่นที่ไม่เร่ง ไม่เร้า ไม่เร่งเร้า และไม่เร่งกระแส แต่เลือกเดินช้า ลึก และมั่นคง
นี่คือแฟชั่นที่ไม่ได้ขายความสมบูรณ์แบบ แต่ขาย “กระบวนการกลายเป็นตัวเอง” ไม่ได้ขายภาพฝันสำเร็จรูป แต่ขายพื้นที่ของการค้นหา ไม่ได้ขายความมั่นใจ แต่ขายความกล้าที่จะยังไม่มั่นใจ และในโลกที่แฟชั่นจำนวนมากแข่งขันกันด้วยความเร็ว และความฉาบฉวย Dries Van Noten เลือกแข่งขันด้วย “ความลึก” ความหมาย และความต่อเนื่อง
Winter 2026 จึงไม่ใช่แค่แฟชั่นโชว์ แต่คือบทบันทึกของการเติบโต ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือภาษาแห่งชีวิต ไม่ใช่แค่รันเวย์ แต่คือเรื่องเล่าของการเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะโตขึ้น และนี่แหละ คือ Dries Van Noten ในยุคของ Julian Klausner แบรนด์ที่ไม่ได้บอกว่าคุณควรเป็นใคร แต่บอกว่า คุณมีสิทธิ์ค่อย ๆ กลายเป็นใครก็ได้ ในแบบของคุณเอง



