Supreme Leader
ถ้าจะบอกว่าฤดูกาลเสื้อผ้าผู้ชายปี 2026 กำลังเดินเข้าสู่ช่วง “ล้างกระดาน” (clean slate) ก็คงไม่ใช่คำพูดที่ฟังดูเกินจริง เพราะสัญญาณมันมาแบบพร้อมเพรียงจากทั้งรันเวย์ ตารางแฟชั่นวีค ไปจนถึงพรมแดงที่กลายเป็นสนามทดลองทิศทางของ “ความเป็นชาย” มาหลายปี
และคนที่เหมือนตั้งเข็มทิศไว้ล่วงหน้าตั้งแต่คนอื่นยังไม่เริ่ม…คือ Timothée Chalamet รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล

1) Chalamet เป็นเหมือน “เทรนด์บารอมิเตอร์” ของยุค: จาก gender blur กลับสู่ preppy masculine modernity
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา Chalamet ทำหน้าที่คล้ายคน “ลองของก่อน” บนพรมแดง ด้วยการเล่นกับซิลูเอตที่เบลอเส้นแบ่งระหว่าง feminine/masculine, สีจัด, ความพลิ้ว, ความแฟชั่นแบบไม่ต้องเกรงใจใครหรือแบรนด์ใดๆ ซึ่งมันช่วยทำให้ “ผู้ชายแต่งตัว” กลายเป็นบทสนทนาวัฒนธรรมป๊อป ไม่ใช่มีเพียงแค่ชุดสูทปลอดภัยแบบเดิมๆ
แต่จุดน่าสนใจคือ ปีนี้เขากลับมาพร้อมภาพที่ “เป็นหลักเป็นฐาน” มากขึ้น และที่สำคัญคือ มาพร้อมรางวัล เพราะเขาเป็นผู้ชนะรางวัลบนเวที Golden Globes 2026 รวมถึง Critic’s Choice ที่ผ่านมาด้วยจากภาพยนตร์ที่สร้างกระแสความเท่ได้อย่างไวรัล Maty Supreme โดยทั้งสองงานเราได้เห็นว่าเขาได้ไปหยิบจับสไตล์ของตัวละครและนำมาปรับใหม่โดยเลือกใส่ลุคที่หนักไปทางโครงสร้าง/ความเป็นชายเชิงงานช่าง (custom Chrome Hearts พร้อมบูต Timberland) ซึ่งให้พลังของ workwear-meets-luxury แบบแมนชัด ๆ มากกว่าการเล่นเพศสภาพแบบเดิม

จากนั้นในช่วงต้นฤดูกาลรางวัล เขายิ่งย้ำภาพ “preppy masculine modernity” ผ่านชุดสูททรงคลาสสิก (ดับเบิลเบรสต์/โทนเข้ม) ในลุคที่ถูกพูดถึงมากช่วง Palm Springs โดยระบุชัดว่าเป็น Givenchy custom ภายใต้การออกแบบของ Sarah Burton นี่คือภาษาของความเนี้ยบแบบผู้ใหญ่ ที่ยังโมเดิร์นและมีคาแรกเตอร์ สิ่งที่น่าคิดต่อจากนี้คือ พอ “คนที่เคยเป็นตัวแทนความเสี่ยงทางสไตล์” หันกลับมาหา โครงสร้าง ความคม และความเรียบที่ตั้งใจ มันเหมือนบอกว่า วงจรการทดลองทางแฟชั่นสุดขั้วเริ่มอิ่มตัว และตลาดกำลังอยากได้ “ความชัด” อีกครั้ง
2) Runway กำลังพูดภาษาเดียวกัน: Heritage ผสมด้วย Preppy และ Archive คือ ความใหม่แบบ “ไม่ต้องตะโกน”

มองจากฝั่งแฟชั่นวีคเอง สัญญาณ “clean slate” ไม่ได้แปลว่าอนุรักษนิยมแบบน่าเบื่อ แต่มันคือการรีเซ็ตวิธีเล่าว่าเสื้อผ้าผู้ชายควรให้ความรู้สึกอย่างไรในโลกที่คนเหนื่อยกับความเร็ว
- Ralph Lauren กลับมาโชว์ที่มิลาน และได้รับการตีความว่า “ยังคงคุมวัฒนธรรมวัยรุ่นได้” ด้วยภาษาของ preppy ที่ถูกอัปเดตให้ร่วมสมัย ทั้ง rugby, denim หลวม, การสไตลิ่งแบบตั้งใจให้ดูเหมือนไม่ตั้งใจ และมันคือความเท่ที่ไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์แฟนซี
- ฝั่ง Paul Smith ก็ชัดเจนในท่าที “ย้อนอ่านอดีตเพื่อเขียนปัจจุบัน” ผ่านการหยิบงานเก่ามารีเวิร์ก และเล่าเรื่องความเป็นอิสระ/งานช่าง/แพตเทิร์น ความใหม่ที่เกิดจากการจัดระเบียบตัวตน ไม่ใช่การวิ่งไล่ไวรัล
- และที่สำคัญคือ ปฏิทินแฟชั่น เองก็บอกเราว่านี่คือช่วงที่ระบบแฟชั่นผู้ชายเดินเครื่องเต็ม ด้วยหลากหลาบความน่าสนใจ ตั้งแต่ Pitti Uomo ต่อด้วย Milan Men’s (16–19 ม.ค. 2026) และ Paris Men’s (20–25 ม.ค. 2026)
สรุปภาพรวมได้อย่างชัดเจนว่า นิยามความหรูของผู้ชายในปี 2026 กำลังเคลื่อนจาก “คอนเซ็ปต์ที่ต้องอธิบาย” ไปสู่ “ยูนิฟอร์มใหม่ที่ใส่แล้วรู้สึกฉลาดขึ้น” และนี่คือ clean slate แบบที่ไม่ลบอดีต แต่ลบ “ความรก” ออก

3) Dolce & Gabbana: เสียงยืนยันจากรันเวย์ว่า “Clean Slate” คือ Manifesto ของแฟชั่นผู้ชายยุคนี้
คำยืนยันที่ทำให้ภาพของ Men’s Fashion Week F/W2026 หนักแน่นขึ้นอย่างแท้จริง มาจากโชว์ Fall ของ Dolce & Gabbana ภายใต้ชื่อ The Portrait of Man โชว์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะไล่ตามเทรนด์ แต่ตั้งใจจะ “รีเซ็ต” ความหมายของความเป็นชายทั้งระบบ
Stefano Gabbana และ Domenico Dolce มองโลกแฟชั่นร่วมสมัยด้วยสายตาที่เฉียบคมกว่าที่เคย พวกเขาบอกว่า สังคมวันนี้เต็มไปด้วยความเหมือนกันไปหมด และสิ่งที่พวกเขาอยากทำ ไม่ใช่การสร้างลุคให้คนลอกตาม แต่คือการเฉลิมฉลอง “ตัวตน” ของผู้ชายแต่ละคน เรื่องราว ความทรงจำ โลกภายใน และความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนของเขา สำหรับพวกเขา ความเป็นชายไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีแบบเดียวที่ถูกต้อง บนรันเวย์ เราเห็นสิ่งที่ Dolce & Gabbana เรียกว่า presence ความเป็นชายแบบอิตาเลียนที่มั่นใจ สง่างาม และเย่อหยิ่งอย่างมีเสน่ห์ ด้วยสูทไหล่ชัดที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ โค้ตดับเบิลเบรสต์กับกางเกงเอวสูงทรงหลวม แจ็กเก็ตไบค์เกอร์ทับเดนิม และทักซิโดสีดำรัดเอวด้วยคัมเมอร์บันด์ราวกับคอร์เซ็ตสุภาพบุรุษ ทั้งหมดไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือ “ยูนิฟอร์มใหม่” ของผู้ชายยุคนี้ เพราะอย่างที่พวกเขาพูดอย่างตรงไปตรงมา วันนี้แฟชั่นไม่มีเทรนด์เดียวอีกต่อไป มีเพียงผู้ชายแต่ละคน ที่ต้องออกแบบกฎของตัวเอง และนั่นแหละ คือเหตุผลที่ Clean Slate ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่มันคือ Manifesto ของแฟชั่นผู้ชายในปี 2026


4) ทำไมปีนี้ถึงเหมาะกับ clean slate? เพราะป๊อปคัลเจอร์ทั้งปีส่งสัญญาณ “ย้อนหาความคลาสสิกที่ดูดีในระยะยาว”
แฟชั่นผู้ชายมักเดินคู่กับ “อารมณ์ร่วมของสังคม” มากกว่าที่คิด และปี 2026 มีอีเวนต์ป๊อประดับโลกหลายอย่างที่ดัน mood เดียวกัน ทั้ง ความยิ่งใหญ่แบบพิธีการ (ceremony), ความเป็นทีม/ชาติ (uniform), และความ nostalgia ที่คนรู้สึกปลอดภัย
4.1 Milan–Cortina Winter Olympics “ยูนิฟอร์ม” กลับมาเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก
โอลิมปิกฤดูหนาว 2026 เปิด 6 ก.พ. และจัดที่อิตาลี (มิลาน–คอร์ตินา) นี่คือช่วงเวลาที่ภาพจำอย่าง outerwear, tailoring, team dressing, national colors, ceremonial looks จะล้นฟีด และมันมักทำให้ผู้คน “หลงรักความเนี้ยบแบบมีโครง” อีกครั้ง
4.2 FIFA World Cup 2026 ภาพรวมของ “ผู้ชายในฐานะ community”
ฟุตบอลโลก 2026 (11 มิ.ย.–19 ก.ค.) เป็นมหกรรมที่ทำให้การแต่งตัวผู้ชายวนกลับสู่แก่นเดิมเสมอ: เสื้อทีม, แจ็กเก็ต, เดนิม, รองเท้าใส่ง่าย ความเท่ที่มาจาก “การเป็นส่วนหนึ่งแบบทีมร่วมกัน” มากกว่า “การเล่นเด่นคนเดียว”
4.3 หนังฟอร์มยักษ์ปี 2026 nostalgia machine ทำงานเต็มระบบ
รายชื่อหนังที่ถูกปักหมุดว่า “คนรอ” ในปี 2026 มีหลายเรื่องที่เล่นกับจักรวาลเดิม/ตำนานเดิม/เรื่องเล่าคลาสสิก (เช่น The Odyssey, Toy Story 5, Avengers: Doomsday) และทุกครั้งที่ป๊อปคัลเจอร์เดินเข้าหา “เรื่องเล่าที่คนคุ้น” แฟชั่นก็มักเดินเข้าหา “ซิลูเอตที่คนเชื่อใจ” เช่นกัน
5) นัยสำคัญต่อ Men’s Fashion Week 2026: “ความเนี้ยบ” จะกลายเป็นรูปแบบการต่อต้านความวุ่นวาย
ถ้าต้องลองพิจารณาว่าเราจะเห็นอะไรเด่น ๆ ในซีซันนี้ (บนพื้นฐานสัญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว) ก็อาจจะพอสรุปภาพรางๆ ได้ว่า
- Preppy 2.0: เสื้อผ้าคลาสสิกที่ถูกทำให้หลวมขึ้น/เบาขึ้น/สตรีตขึ้น (แต่ยังดูแพง)
- Tailoring แบบกลับมา “ตรง”: ไหล่ชัด ทรงชัด แพตเทิร์นชัด แต่ไม่ย้อนยุคจนเป็นคอสตูม (นี่แหละ preppy musculine modernity ที่เราพูดถึง
- Workwear-Luxury ที่ดูจริง: ของที่มีรากจากเครื่องแบบ/งานภาคสนาม/รองเท้าลุย แต่ทำด้วยวัสดุและการตัดเย็บระดับลักชัวรี
- Archive rework: การหยิบมรดกแบรนด์/งานเก่ามาทำให้ร่วมสมัย (เพราะ “ความมั่นคง” ขายได้ในยุคไม่มั่นคง)

และทั้งหมดนี้อาจสรุปรวมกันเป็นประโยคเดียวได้ว่า
แฟชั่นผู้ชายกำลังกลับมาทำหน้าที่ “จัดระเบียบ” ให้ชีวิต ไม่ใช่ทำให้ชีวิตซับซ้อนกว่าเดิม
6) บทสรุปแบบเปรียบเปรย: ถ้าแฟชั่นคือการตัดผม…ปี 2026 คือการ “โกนให้เกลี้ยงแล้วเริ่มใหม่”
Timothée Chalamet เคยเป็นคนที่ทำให้ผู้ชายบนพรมแดง “กล้าเล่น” กับความเป็นหญิง/ชายก่อนใคร ด้วยลอนผมสลวย และพอวันนี้เขากลับมาพร้อมลุคที่เป็นโครงเป็นร่างขึ้น พร้อมด้วยการหั่นทรงผมสุดรักทิ้งไป การกลับมาคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีได้บอกกับเราว่า เกมกำลังเปลี่ยนจาก “เราเป็นใครหรือลุคใดก็ได้” ไปสู่ “เราเป็นเรา ในแบบคม ชัด และดูดีโดยไม่ต้องอธิบาย” และนั่นแหละคือ clean slate ของแฟชั่นผู้ชายในปีนี้



