เต๋อ นวพล
January 28, 2026

บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ ไม่มีการเปิดตัว ไม่มีการปูเรื่อง ไม่มีคำถามใหญ่ ไม่มีภาษาสัมภาษณ์ ไม่มีพิธีรีตอง มีเพียงเก้าอี้ในห้องตัดต่อ กับคนสองคนที่คุยกันเรื่องชีวิต เรื่องงาน และเรื่องความคิดในจังหวะที่ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องโชว์ และไม่ต้องอธิบายตัวเองให้ใครเข้าใจ โดย ไก่ มานิต มณีพันธกุล และ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ไม่ได้เริ่มพูดถึง Human Resource ในฐานะ “หนังเรื่องใหม่” แต่เริ่มจากจังหวะความคิดของตัวเอง “พอทุกเรื่องเวลามันจบ มันก็จะคิดเรื่องต่อไปเลย… มันเหมือนเป็นธรรมชาติ เรารู้ว่ากว่าจะสร้างหนังเรื่องหนึ่งมันใช้เวลานานมาก สมมติเราเว้นไปปีนึงไม่ทำอะไรเลย มันก็จะเถิบไปอีก เพราะงั้นพอเรื่องหนึ่งใกล้จบ มันก็จะเริ่มคิดเรื่องต่อไปแล้วว่าอันต่อไปคืออะไร” เขาไม่ได้พูดในน้ำเสียงของคนที่รีบ แต่เป็นน้ำเสียงของคนที่เข้าใจ “เวลา” ของการทำงาน เข้าใจ “จังหวะ” ของกระบวนการสร้างสรรค์ และเข้าใจว่าการคิด ไม่ใช่การเร่ง แต่เป็นการอยู่กับมัน “เรารู้ว่า process มันใช้เวลาเป็นปี ปีครึ่ง สองปี ถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ มันจะอีกนานเลย แล้วเราก็อยากทำไปเรื่อย ๆ”

ประโยคพวกนี้ไม่ได้ฟังเหมือนการวางแผนอาชีพ แต่มันฟังเหมือน “ภูมิประเทศทางความคิด” ของคนที่อยู่กับการเล่าเรื่องมานานจนมันกลายเป็นระบบชีวิต และความคิดที่ค่อย ๆ พาไปสู่ Human Resource ก็ไม่ได้เริ่มจาก “หนัง”แต่เริ่มจากคำถามชีวิตธรรมดาที่สุดคำถามหนึ่ง “มันเริ่มจากคำถามว่า เราจะมีลูก หรือไม่มีลูก”

คำถามที่ไม่ได้ถูกตั้งในเชิงดราม่า แต่เป็นคำถามที่โผล่ขึ้นมาตามวัย ตามสังคม ตามวงเพื่อน ตามบทสนทนาในชีวิตประจำวัน “มันตามวัยจริง ๆ หนังที่ผมทำมันตามวัยหมดเลย เราเขียนจากประสบการณ์ตัวเอง หรือประสบการณ์คนรอบตัว เพื่อนเริ่มมีครอบครัว บางคนมีลูกแล้ว บางคนกำลังจะมี มันก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาในชีวิตประจำวันมากขึ้น” คำถามเรื่องลูก ค่อย ๆ พาเขาไปไกลกว่านั้น “พอเริ่มจากหัวข้อนี้ มันไม่ใช่แค่มีดีหรือไม่มีดี แต่มันเริ่มถามว่า การเกิดคืออะไร เกิดมามีชีวิต ชีวิตคืออะไร แล้วชีวิตมันสัมพันธ์กับสังคม โครงสร้าง เศรษฐกิจ การเมืองยังไง”

จากคำถามครอบครัวไปสู่คำถามสังคม จากเรื่องส่วนตัวไปสู่เรื่องโครงสร้าง จากเรื่องชีวิตไปสู่เรื่องระบบ จากเรื่องความรักไปสู่ความรับผิดชอบ และจากเรื่องของมนุษย์ไปสู่ระดับโลก ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะปรากฏขึ้นอย่างเรียบง่าย “การที่เราจะให้กำเนิดใครสักคน มันเหมือนพาคนมาที่โลก เขาเหมือนเป็นพนักงานใหม่ที่มาบริษัทที่ชื่อว่าโลก” คำพูดนี้ไม่ได้ฟังเหมือนพล็อต แต่มันฟังเหมือน “ภาษาความคิด”เหมือนการแปลงชีวิตให้กลายเป็นระบบ

“HR ก็คือคนที่พาใครสักคนเข้ามาทำงานในบริษัทพาราเรลกับคนที่กำลังจะพาใครสักคนมาอยู่บนโลก” จากจุดนี้ Human Resource จึงไม่ได้เป็นหนังเกี่ยวกับอาชีพ แต่เป็นหนังเกี่ยวกับโลกในฐานะองค์กร ชีวิตในฐานะระบบ มนุษย์ในฐานะ resource การเกิดในฐานะ process เมื่อ #legend ถามว่าทำไมต้องเป็น HR เต๋อไม่ได้ตอบในเชิงบท แต่ตอบในเชิงโครงสร้างชีวิต “HR เจอคนมากมาย สมมติคุณสัมภาษณ์เด็กใหม่ คุณกำลังคุยกับเด็กยุคใหม่ ในขณะเดียวกันคุณก็เป็นตัวกลางของคนรุ่นเก่าด้วย เพราะงั้นคนนี้มันเหมือนเป็น mediator ที่เห็นทั้งข้างบนทั้งข้างล่าง เห็นโลกมากกว่าคนอื่นนิดนึง” HR ในความหมายของเต๋อ จึงไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ของ “คนกลาง” ของ “ผู้เห็นระบบ” ของ “ผู้เชื่อมโลก”

และเมื่อ HR คนนั้นกำลังตั้งครรภ์

“ในเรื่องตัวละครเขาท้องแล้ว แต่เขายังลังเลว่าจะพามาหรือไม่พามา เพราะงั้นคำถามนี้มันจะอยู่ในหัว แล้วเขากลับไปทำงาน ชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ที่เข้ามาในแต่ละวันมันมีผลต่อการตัดสินใจของเขา” คำถามชีวิตกับคำถามงานจึงซ้อนกัน โลกภายในกับโลกภายนอกจึงไม่แยกกัน โครงสร้างองค์กรกับโครงสร้างชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกัน Human Resource จึงไม่ได้เป็นหนังเล่าเรื่องแบบเส้นตรง แต่เป็นหนังแบบคำถาม “มันไม่ใช่หนังแบบลุ้นกันเถอะว่าสุดท้ายเธอจะทำยังไง แต่มันเป็นแบบ คุณเคยมีคำถามแบบนี้ใช่มั้ย มึงเคยคิดแบบนี้ใช่มั้ย แต่มึงไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ใช่มั้ย” หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้อยากให้คนดู “ตามเรื่อง”แต่ให้คนดู “ตามความคิด” “มันเป็นหนังที่เป็นคำถาม ไม่ใช่หนังที่เป็นคำตอบ”

วิธีการกำกับก็ถูกออกแบบจาก mindset นี้ “มันไม่ใช่ตัวละครพิเศษ มันคือคนธรรมดาที่กำลังรีแอ็กต์กับสถานการณ์ ถ้าคุณเจอสถานการณ์นี้ คุณจะรีแอ็กต์ยังไง” นักแสดงไม่ได้ถูกสั่ง ไม่ได้ถูกวางท่า ไม่ได้ถูกกำกับด้วยสูตร แต่ถูกวางในสถานการณ์ แล้วปล่อยให้ “ตอบสนอง” “ผมจะอธิบายคร่าว ๆ แล้วให้เขาลองดู เพราะมันคือการรีแอ็กต์ ไม่ใช่การรอไลน์บทพูด” หนังเรื่องนี้พูดถึง “สิ่งที่ไม่พูด” “หนังมันพูดถึงเรื่องที่อยู่ในใจตัวละครเป็นส่วนใหญ่ มันเหมือนชีวิตจริง บางทีเรารู้สึกแต่เราพูดไม่ได้ทุกเรื่อง” เขาอธิบาย “พูดออกมาง่ายกว่า แต่ไม่พูดนี่แหละยากกว่า” และนั่นทำให้เต๋อค้นพบภาษาใหม่ของการเล่าเรื่อง “เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่ามันรู้สึกผ่านดวงตานักแสดงได้จริง ว่าตัวละครคิดอะไร ทั้งที่เขาไม่พูด”เขาเล่าถึงเรื่องน่าติ่นเต้นในฐานะผู้กำกับ “เวลาเราดูในมอนิเตอร์ มันค่อนข้างตรงไปตรงมา คุณดูแล้วคุณรู้สึกได้ว่าตัวละครคิดอะไร”

บทสนทนาค่อย ๆ ไหลไปสู่การเดินทางในฐานะผู้กำกับ เรื่องที่ 9 ปีที่ 13 ของการทำหนัง

เต๋อไม่ได้พูดถึงความมั่นใจในเชิงความสำเร็จ แต่พูดถึง “ความเข้าใจตัวเอง” “มันไม่ใช่ความมั่นใจแบบสุด ๆ แต่มันเป็นความรู้สึกว่าเราเข้าใจตัวเอง เราถนัดแบบนี้” เขาพูดถึงวัย 30 ว่าเป็นวัยลองผิดลองถูก อยากแมส อยากเชื่อมกับคนดู อยากหาตัวตน แต่พอเข้า 40 “มันเป็นวัยที่เราจะใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำสิ่งที่ตัวเองเป็นให้มันเวิร์ค มันเป็นความมั่นใจที่เกิดจากความเข้าใจตัวเอง ไม่ใช่ความรู้สึกว่าเก่ง” แม้แต่การพาภาพยนตร์ลำดับล่าสุดนี้ไป Venice Film Festival เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ถูกเล่าด้วยภาษานิ่ง ๆ “มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบเยส สำเร็จแล้ว แต่มันเป็นความรู้สึกว่า กูต้องเป็นตัวของตัวเองจริง ๆ” เขาเล่าย้อนถึงความรู้สึกที่ได้ไปเปิดตัวรับรางวัลกับเหล่าทีมนักแสดงนำในเรื่อง “มันไม่ได้เป็นซัคเซสแบบวินรางวัล แต่มันคือประสบการณ์ว่าโลกมันเป็นแบบนี้ ตลาดมันเป็นแบบนี้ คนดูมันเป็นแบบนี้”

บทสนทนาของเราไหลไปถึงเรื่องโลกภาพยนตร์ แพลตฟอร์ม สตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดีย TikTok YouTube พฤติกรรมคนดู และการกระจายความสนใจ “ความสนใจของคนมันกระจายไปหมดแล้ว หนังไม่ใช่ศูนย์กลางอีกต่อไป” เขาเปรยขึ้นมา “มันเหมือนยูนิเวิร์สที่หมุนตลอดเวลา เราพยายามหาแพตเทิร์น แต่แพตเทิร์นมันไม่หยุดนิ่ง” เต๋อเองมองว่า เขาไม่ต่อต้านโลกใหม่ ไม่โทษเทคโนโลยี ไม่โทษคนดู แต่เลือกยืนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเป็น “เอาเป็นว่าเราทำของเราไป แล้วค่อยดูว่าของเรามันอยู่ตรงไหนของแมป” บทสนทนาไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องหนัง แต่มันไหลออกไปสู่โลกที่หนังเรื่องนี้กำลังจะออกไปอยู่ โลกของผู้ชม โลกของผู้คน โลกของคนรุ่นใหม่ โลกของระบบสื่อ และโลกของความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

คำถามเรื่อง “เจเนอเรชัน” โผล่ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ในฐานะธีม ไม่ใช่ในฐานะคีย์เวิร์ดทางการตลาด แต่ในฐานะสิ่งที่คนทำหนังหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคนี้ เต๋อไม่ได้เริ่มต้นจากการแบ่งรุ่น แต่เริ่มจากการตั้งคำถามต่อการ “แบ่ง” “ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเจนมันจะมีผลกับนิสัยคนขนาดนั้นนะ ผมเจอคนหลากหลายมาก แล้วผมรู้สึกว่ามันแล้วแต่คนมากกว่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนพูดเรื่องธรรมดา “สมมติเราบอกว่าคนแก่ต้องอยู่บ้าน ถักโครเชต์ ทำยังไงเราก็ยังเห็นคนแก่ที่ออกไปปีนเขาอยู่ดี เพราะงั้นผมว่าคนแต่ละคนก็คือคนแต่ละคน”

สำหรับเขา “generation” เป็นภาษาของระบบ เป็นเครื่องมือจัดหมวด เป็นภาษาทางสังคม ไม่ใช่ภาษาของชีวิตจริง “ในสังคมมันเป็นยุคของการแบ่งประเภท มึง X กู Y น้อง C จะได้เข้าใจง่าย แต่สำหรับผมมันแล้วแต่คนจริง ๆ” เขาไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของความต่างระหว่างวัย แต่ปฏิเสธการ “เหมารวม” “มันอาจจะมี Y ที่เข้าใจโลกออนไลน์สุด ๆ ก็ได้ หรือ C ที่ความคิด traditional สุด ๆ ก็ได้ ผมเคยเจอทั้งสองแบบ เพราะงั้นผมเลยไม่ค่อยเชื่อในการเหมารวมว่าคนรุ่นนี้ต้องเป็นแบบนี้” แล้วเต๋อก็พูดถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็น “หัวใจจริง” ของคนรุ่นใหม่ “ผมว่าถ้าจะบอกว่าเจนซีคืออะไร ผมรู้สึกว่ามันคือเจนที่รู้สึกว่าเขาเป็นอะไรก็ได้” เต๋ออธิบายให้เราฟัง “เขาโตมากับโลกออนไลน์ โตมากับความเป็นไปได้หลายแบบ สุดโต่งหลายแบบ โลกมันอนุญาตให้เป็นแบบนั้นด้วย เพราะในแต่ละความเป็นไปได้มันมี community รองรับ” ประโยคนี้ไม่ใช่คำอธิบายเชิงสังคมวิทยา แต่มันคือมุมมองของคนทำหนังที่มอง “มนุษย์” มากกว่า “รุ่น” “สำหรับผมมันเป็นเรื่องคนมากกว่าเรื่องเจน”

จาก generation บทสนทนาไหลไปสู่ “โลกภาพยนตร์” และ “โลกสื่อ” เต๋อไม่ได้พูดถึงวงการหนังไทยในเชิงวิกฤต ไม่ได้พูดในเชิงเสื่อมถอย ไม่ได้พูดในเชิงโหยหาอดีต แต่พูดในเชิง “การเปลี่ยนโครงสร้างความสนใจของมนุษย์” “อันแรกคือแพลตฟอร์ม คนดูหนังเปลี่ยนพฤติกรรมจากโรงไปบ้าน จากโรงไปจอ จากโรงไปมือถือ อันที่สองคือความสนใจของคนมันกระจายไปหมดแล้ว” เขาไม่ได้พูดคำว่า “สตรีมมิ่ง” อย่างตื่นเต้น แต่พูดเหมือนพูดถึงสภาพภูมิอากาศ “เดี๋ยวนี้หนังมันไม่ใช่ one big thing แบบเมื่อก่อนแล้ว คนดู TikTok ทุกวันสนุกกว่า ดู YouTube ทุกวันดีกว่า เรายังไม่ต้องพูดถึงเกมเลย ความสนใจมันกระจายไปหมดจริง ๆ” น้ำเสียงของเขาไม่ใช่การบ่น แต่เป็นการ “รับรู้ความจริง” “มันเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ เพราะตัวเราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน”

จากนั้นบทสนทนาเริ่มลึกลงไปอีก ไม่ใช่แค่เรื่องแพลตฟอร์ม แต่เป็นเรื่อง “ความไม่แน่นอนของความสนใจมนุษย์” “มันเหมือนยูนิเวิร์สที่หมุนตลอดเวลา แล้วมันไม่หยุดนิ่ง เราพยายามหาแพตเทิร์น แต่แพตเทิร์นมันไม่อยู่นิ่ง คนเราจะรู้สึก secure เวลาเจอแพตเทิร์น แต่ตอนนี้มันไม่มีแพตเทิร์นตายตัวแล้ว” เขาพูดถึงโลกสื่อเหมือนจักรวาลที่ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีสูตร ไม่มีจุดยืนถาวร ไม่มีแกนกลางเดียว “เมื่อก่อนอาจขยับทีนึงแล้วมองได้พักหนึ่ง แต่ตอนนี้เดือนที่แล้วกับเดือนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว”

และในโลกแบบนั้น เต๋อไม่ได้เลือกวิธี “ปรับตัวแบบไล่ตาม” แต่เลือกวิธี “ยืนอยู่กับตัวเอง” “เอาเป็นว่าเราทำของเราไป แล้วค่อยดูว่าของเรามันอยู่ตรงไหนของแมป ถ้าจะเอาหมดทุกอย่างก็ต้องไปคำนวณว่าความสนใจมวลรวมคืออะไร แต่นั่นมันอีกแบบหนึ่ง” เขาไม่ได้บอกว่าทางไหนถูก แต่บอกว่าเขาเลือกทางไหน “ผมเลือกไม่ฟิตอินกับทุกอย่าง แต่เลือกว่าจะเป็นอะไร”

จากโลกกลับเข้าสู่ตัวตน จากอุตสาหกรรมกลับเข้าสู่ชีวิต บทสนทนาไหลไปสู่เรื่องวัย 40 สุขภาพ ร่างกาย จิตใจ พลังงานชีวิต ความคิด และการจัดระเบียบชีวิต เต๋อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของความสนใจ “พอเข้าวัย 40 ความสนใจมันชัดขึ้น มันจะเหลือแค่บางอย่าง สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เคยกระจุกกระจิก มันจะหายไป เหลือแต่สิ่งที่อยากทำให้มันดีขึ้นจริง ๆ” เขาพูดถึงร่างกายแบบไม่ดราม่า ไม่โหยหา ไม่โรแมนติไซส์ แต่พูดในฐานะ “โครงสร้างชีวิต”

“สุขภาพมันก็กลายเป็นเรื่องจริง ต้องดูแล ต้องจัดระเบียบ ต้องหาวิธีที่ฟิตกับตัวเอง” เขาพูดถึงการออกกำลังกาย การจัดเวลา การจัดพลังงาน การคิดงานตอนเช้า “ตอนเช้าความคิดมันมาเร็วมาก งานเขียน งานบท มันชัดกว่าตอนกลางคืน มันเหมือนชีวิตเริ่มมีระบบมากขึ้น” ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่อง lifestyle แต่มันคือ “โครงสร้างความคิด” ของคนทำงานสร้างสรรค์ ที่เริ่มจัดระเบียบโลกภายใน เพื่อให้โลกภายนอกทำงานได้

บทสนทนาค่อย ๆ กลับมาที่แก่นของ Human Resource โดยไม่ต้องตั้งคำถาม เพราะทุกอย่างที่เต๋อพูด มันสะท้อนแก่นเดียวกันว่า ชีวิต เท่ากับ ระบบโลก เท่ากับ โครงสร้าง มนุษย์ เท่ากับ ความเปราะบาง การเกิด เท่ากับ ความรับผิดชอบ การทำงาน เท่ากับ ตัวตน การเป็นตัวเอง เท่ากับ ความมั่นคง และสุดท้าย ทุกอย่างก็วนกลับมาที่ประโยคเดียว “มันเป็นความมั่นใจแบบที่เกิดจากความเข้าใจตัวเอง” ไม่ใช่ความมั่นใจว่าเก่ง ไม่ใช่ความมั่นใจว่าประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ความมั่นใจว่าไปถึง แต่เป็นความมั่นใจว่า “รู้ว่าตัวเองเป็นใคร” “เราเข้าใจตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วเรารับผลของมันได้” เขายืนยัน

ในโลกที่หมุนเร็ว ในระบบที่เร่ง ในอุตสาหกรรมที่ไว ในสังคมที่รีบ การ “เข้าใจตัวเอง” อาจเป็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ และ Human Resource ก็คือผลลัพธ์ของความมั่นคงแบบนั้น ไม่ใช่ในฐานะหนัง แต่ในฐานะชีวิต ชีวิตของผู้กำกับคนหนึ่ง ที่ไม่ต้องแข่ง ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องดัง ไม่ต้องเหมือนใคร ไม่ต้องพิสูจน์ แต่มั่นคงพอจะพูดว่า “เราจะเป็นคนแบบนี้แหละ” และนั่นอาจเป็น human resource ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ในเรื่อง ไม่ใช่ในโลก แต่ในตัวของ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เอง

Share

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Search