C³: Chanel, Cinderella, Couture
Chanel Haute Couture Spring/Spring 2026: When Chanel Learned How to Breathe Again
รายงานโดย มานิต มณีพันธกุล
Matthieu Blazy ไม่ได้เปิดตัวในโลก Haute Couture ของ Chanel ด้วยท่าทีของ “ผู้สืบทอดบัลลังก์” และไม่ได้เข้ามาในฐานะ “ผู้ปลดปล่อยแบรนด์จากอดีต” หากแต่เลือกบทบาทที่อ่อนโยนกว่านั้นมาก เขาเลือกเป็น “ผู้ลดน้ำหนักของความคาดหวัง” (the one who lightens the weight) ของแฟชั่นเฮาส์ที่แบกสัญลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และอำนาจเชิงวัฒนธรรมมานานเกินศตวรรษ และการลดน้ำหนักในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำให้ Chanel เบาบางลงจนไร้แรงโน้มถ่วง แต่หมายถึงการทำให้แบรนด์ที่เคยถูกคาดหวังให้ “ยิ่งใหญ่เสมอ” ได้กลับมาหายใจอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง Blazy ไม่ได้เลือกเปิดตัวด้วยพลัง ไม่ได้เลือก spectacle ไม่ได้เลือก shock value และไม่ได้เลือกการ rewrite archive แบบแข็งแรง หากแต่เลือกเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เบาที่สุดในระบบแฟชั่น ความฝัน ความเงียบ ความโปร่ง ความลอย และความรู้สึกที่ไม่ต้องอธิบาย
ฉากโชว์สีชมพูอ่อนใน Grand Palais ที่เต็มไปด้วยเห็ด toadstool ขนาดยักษ์และต้น weeping willow สีพาสเทล จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความอลังการ แต่เพื่อสร้าง “ภูมิอารมณ์” ของคอลเลกชัน โลกที่เบา นุ่ม ละมุน และปลอดภัยพอให้ความหมายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง ความเป็น “Wonderland” แบบ psychedelic ที่เต็มไปด้วย mycelia เห็ดเหมือนวงแหวนเวทมนตร์นั้นไม่ใช่เพียงฉากหลัง แต่เป็นการประกาศว่า Chanel ในมือของ Blazy กำลังย้ายจุดศูนย์ถ่วงของตัวเองจาก “การแสดง” ไปสู่ “ความฝัน” จาก “ภาพลักษณ์” ไปสู่ “บทกวี” และจาก “ความยิ่งใหญ่” ไปสู่ “การพักหายใจ” ความรู้สึกนี้ถูก tease ตั้งแต่แอนิเมชันเปิดโชว์ที่เป็นสัตว์ป่าทำงานใน atelier ของ Chanel แบบ Cinderella style ซึ่งไม่ได้เป็นลูกเล่นภาพน่ารัก หากแต่เป็นการเล่าโครงสร้างความคิดของ Blazy อย่างชัดเจนว่า Haute Couture คือโลกของแรงงานฝีมือ (petites mains) เวลา ความอดทน และความรักในกระบวนการ ไม่ใช่โรงงานผลิตภาพลักษณ์ “ผมอยากได้อะไรที่เบา เป็นบทกวี และเข้าใจง่าย การทำให้มันเบา ยังช่วยลดดราม่าลงด้วย” ประโยคนี้ไม่ใช่คำโปรย แต่คือ manifesto ของยุค Chanel ใหม่ การทำให้เบาไม่ได้หมายถึงความตื้น แต่คือการลดเสียงรบกวน ลดแรงกดดัน และลดภาระของความคาดหวังที่ทับซ้อนแบรนด์มาหลายทศวรรษ

และสิ่งที่ทำให้ความ “เบา” ของคอลเลกชันนี้มีน้ำหนักจริง ๆ คือจุดเริ่มต้นของมันไม่ได้มาจาก archive ของ Chanel ไม่ได้มาจาก silhouette คลาสสิก และไม่ได้มาจากประวัติศาสตร์แฟชั่น หากแต่มาจาก haiku สั้นสามบรรทัดที่ Blazy บอกว่ากระแทกเขา “ถึงแก่น” จนกลายเป็นต้นกำเนิดของทุกอย่าง “Bird on a mushroom / I saw the beauty at once / Then gone, flown away” เขาพูดถึงมันด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนเจอบางอย่างที่เล็กมากแต่เปลี่ยนวิธีมองโลก “มันช่างเป็นบทกวี” เขาว่า และเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราในทุกวัน เขาคิดว่า couture อาจทำหน้าที่เป็น “วงเล็บ” ของชีวิต เป็น parenthesis เป็นช่วงพัก เป็นความฝัน เป็นบทกวี แม้แค่ 20 นาทีที่เราหลุดออกจากโลกจริง แล้ว “โยนบทกวีลงบนโต๊ะ” ให้โลกได้เห็นอีกครั้ง นี่คือไอเดียทั้งหมดที่ดูเรียบง่ายอย่างยิ่ง นกบนเห็ดดอกหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นแนวคิดที่ทำให้ Chanel กลับมา “มีชีวิต” อย่างน่าประหลาด
จาก haiku บทสั้นนั้น Birds, Mushrooms, Beauty และ Transience กลายเป็นแกนกลางของทั้งคอลเลกชัน เห็ดปรากฏเป็นรูปธรรมที่สุดผ่านฉากโชว์ใน Grand Palais และแทรกซึมไปถึงระดับรายละเอียดอย่างรองเท้าของ Massaro ที่ใช้ส้นเห็ดแฟนตาซีและมีนกตัวจิ๋วเกาะอยู่เหมือนเครื่องหมายวรรคตอนของบทกวี แต่ถ้าจะบอกตามตรง เห็ดเป็นเพียงสัญญาณแรกที่ชวนให้คนยิ้ม องค์ประกอบที่เป็น “แกนใจ” จริง ๆ คือ “นก” ทั้งระบบภาพ ความคิด และสัญลักษณ์ ใน moodboard ของ Blazy ไม่มี reference แฟชั่น ไม่มีภาพ archive ไม่มี mood shot ของ couture มีเพียงภาพถ่ายนกหลากสายพันธุ์ ราวกับเขาอยากให้ธรรมชาติเป็นครูคนใหม่ของ Chanel “ผมสนใจนก เพราะพวกมันอิสระ เพราะพวกมันเดินทาง และเพราะพวกมันมาจากทุกที่ ผมคิดว่ามันเป็นอุปมาที่สวยงามสำหรับผู้หญิงในโลกปัจจุบัน” เขาพูด และประโยคนี้ทำให้เรารู้ทันทีว่า สิ่งที่เขากำลังทำไม่ใช่การใช้ motif เพื่อความสวย แต่เป็นการใช้ motif เพื่อวาง “ความหมายของผู้หญิง” ให้เป็นแกนกลางของ House อีกครั้ง เพราะนกไม่ใช่แค่ freedom ในความหมายที่โรแมนติก แต่มันคือ freedom ในความหมายร่วมสมัยที่สุด การเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน การเลือกตัวตน การเลือกจะเรียบง่ายที่สุดหรือฟุ่มเฟือยที่สุดก็ได้ “ผู้หญิงคนหนึ่งอาจเรียบง่ายได้สุดทาง และในอีกวินาทีต่อมา ก็เลือกจะฟุ่มเฟือยได้สุดขอบ”

เราจึงเห็นทั้ง humble pigeon feathers และ bird of paradise cocoon เห็น raven จากภาพวาดสุดท้ายของ Van Gogh โผล่บนพื้นหลังผ้าไหมสีเหลือง เห็นภาพนกถูกสร้างด้วยเทคนิคที่แทบไม่ใช้ขนจริง แต่ conjure “ความรู้สึกของขน” ผ่าน raw threads ผ่าน mother of pearl ผ่าน pleating ผ่าน weaving และผ่านงานปักที่เหมือนทำให้เนื้อผ้ากลายเป็นสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่ pigeon gray, raven black, heron, cockatoo, spoonbill ไปจนถึง illusion ของ peacock feathers ทุกอย่างทำงานเหมือนบทประพันธ์ที่พาเราเดินจาก “นกบ้าน ๆ” ไปสู่ “นกในฝัน” โดยไม่เคยขาดความเป็น Chanel
แต่การจะทำให้นกบินได้ Chanel ต้องถอดอะไรบางอย่างออกก่อน และนี่คือจุดที่โชว์เปิดของ Blazy กลายเป็น statement ที่คมที่สุด เขาเริ่มด้วยคำถามเชิงปรัชญาที่ตั้งกับตัวเอง “ถ้าเราถอดโค้ดทั้งหมดออก tweed, trims, iconography มันยังจะเป็น Chanel ไหม?” และเขาตอบด้วย Chanel suit ที่แทบไม่มีตัวตนทางกายภาพ สูท mousseline หรือ organza สี blush pink โปร่งบางเหมือนหมอก กระดุม quartz สีชมพู โซ่ถ่วงชายเสื้อยังอยู่แต่ถูกอัปเดตด้วยไข่มุกธรรมชาติ รองเท้า two-tone slingback ที่เขาเรียกว่า “anti-pump” และกระเป๋า 2.55 ที่กลายเป็นเวอร์ชันโปร่งใส ถูกตัดจากเนื้อเดียวกัน แขวนด้วยโซ่ sheer จนดูเหมือนเป็นส่วนต่อขยายของผิวหนัง “เพราะ slingback และ 2.55 มันเป็นเหมือนสิ่งที่คุณไม่เคยตั้งคำถาม เหมือนถนน อาคาร หรือกรรไกร มันคือ pedestal ของ Chanel คุณมีสองอย่างนี้ คุณก็มี allure แล้ว” ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเล่น แต่จริง ๆ มันอธิบายแกนกลางของ Chanel ในแบบที่ไม่ต้องอ้างอิงประวัติศาสตร์เลย Chanel อยู่ในสิ่งที่ “เราคุ้นจนไม่ตั้งคำถาม” และนั่นแหละคือพลังที่สุด
สิ่งที่ทำให้ลุคแรกทรงพลังไม่ใช่ classicism หากคือ “ความโปร่ง” ความกล้าเปลือย brand structure ให้เหลือเพียงร่างกายมนุษย์ lingerie ภายในไม่ได้ทำหน้าที่เชิง erotic แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของความงามเชิง physicality เหมือน Blazy กำลังย้ำว่า couture ไม่ได้มีไว้เป็นภาพถ่าย มันมีไว้สำหรับร่างกาย “มันคือแนวคิดของผู้หญิงที่กำลังเคลื่อนไหว เสรีภาพ และเสื้อผ้าที่ไม่บีบรัดเธอ” นี่คือ couture ที่ไม่ได้ออกแบบจากโครงสร้างแบรนด์ แต่จากชีววิทยาของมนุษย์ จากการหายใจ และจากจังหวะการเคลื่อนไหวจริง ๆ

จากนั้น Blazy ก็เติม “เรื่องเล่า” ให้ร่างกายนั้น ด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “lexicon of symbols” การให้ผู้หญิงใส่เรื่องราวของตัวเองลงไปในเสื้อผ้า initials หัวใจ zodiac sign สัญลักษณ์ส่วนตัว เขาถาม Stephanie Cavalli ผู้สวมลุคแรกว่าอยากได้อะไร เธอตอบว่าอยากได้หัวใจวางตรงหัวใจ และอยากให้มีจดหมายรักจากสามีอยู่ในกระเป๋า จดหมายรักนั้นถูกปักด้วยคำพูดของสามีเธอจริง ๆ และวางอยู่ในกระเป๋า 2.55 โปร่งใสราวกับเป็น “ความลับที่ยอมให้โลกเห็น” “ผู้หญิงนำเรื่องราวของตัวเองเข้ามาในสถานที่นี้” Blazy กล่าว และนี่คือการ dismantle idea ของ “total look” แบบ Chanel เดิมอย่างสง่างาม เพราะแทนที่ Chanel จะขายอัตลักษณ์สำเร็จรูป เขาเสนอ “พื้นที่” ให้ผู้หญิงสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง Chanel เป็นเหมือนผืนผ้าใบ (canvas) ที่ทำให้เรื่องเล่าของผู้สวมใส่ “มีเสียง”
ความคิดนี้ยังขยายไปถึงการ cast ที่ทำให้โชว์มีความสุขแบบหายากใน couture week “เราไม่ได้ cast เด็กอายุ 18 ปี เรามองหาผู้หญิงจากทั่วโลกที่มี maturity ผมสนใจคนที่เราไม่รู้จักมากกว่าคนที่เรารู้จัก เพราะมันทำให้เกิดความน่าสนใจ” เขาพูด และนี่คือเหตุผลที่ Stephanie Cavalli วัย 40+ ไม่ได้เป็น “ข้อยกเว้น” แต่เป็น “หลักการ” ของ Blazy รวมถึง Bhavita Mandava เจ้าสาวที่ทำให้ความเป็น couture ไม่ได้ดูเป็นพิธีกรรม แต่ดูเป็นชีวิตจริงที่ถูกยกระดับ จนถึง Alex Consani ที่ทำให้ LBD ของเขาไม่ใช่แค่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง แต่เป็นท่าทีของผู้หญิงที่รู้จักตัวเอง
Blazy ยังพา couture กลับสู่รากเหง้าของ Gabrielle Chanel ในอีกชั้นหนึ่งด้วยการทำให้มัน “ใส่ได้จริง” อย่างตั้งใจ เขาพูดชัดว่าในยุคของ Gabrielle Chanel ready-to-wear ยังไม่มี Couture ไม่ได้แปลว่าการปักหรือ embellishment เสมอไป Chanel เคยทำสูทเรียบ ๆ ไม่มี embroidery แต่มันก็ยังเป็น couture และเขาอยากเอาสิ่งนี้กลับมา จึงเกิด daywear couture ชุดสูท crepe สีดำที่ Chanel เคยใช้จริง (Blazy เอามันกลับมาทำใหม่) ทุกลุคมีปุ่มของตัวเอง กางเกงสูทมีนกแก้วเป็นกระดุม เดรสดำเรียบเป็นหนึ่งในชิ้นที่เขาชอบที่สุด เพราะมัน “ไม่ scream ว่าเป็น couture” แต่ภายในซ่อนความซับซ้อนจนเขาหลุดคำว่า “ข้างในมันเหมือนคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ” และนี่คือแกนจริยธรรมของเขา: couture ที่ดีคือสิ่งที่คุณ “ไม่เห็น” ต่างหาก “เสน่ห์ของโอต์กูตูร์ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตา แต่อยู่ที่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน และนั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของมัน”
จากตรงนั้น เราจึงเข้าใจว่าเหตุใด Blazy ถึงลด volume ลด jewelry ลด ornamentation จน silhouette กลายเป็นเส้นยาว เรียบ และนิ่ง แล้วปล่อยให้ความ sexy เกิดจากการเคลื่อนไหว “ทุกอย่างดู sexy เพราะเมื่อมันเคลื่อน มันอยู่เหนือเข่า ร่างกายคือเครื่องมือ” ความคิดนี้ไปไกลสุดใน tank top และ trompe-l’œil “jeans” ที่เขาเคยทำให้เป็นตำนานมาแล้วที่ Bottega Veneta และก่อนหน้านั้นที่ Margiela ที่ Chanel เขาเสนอชิ้นนี้ใน couture ในฐานะ “พื้นที่ว่าง” แบบ blank canvas เพื่อให้ผู้หญิงเลือกจะเขียนเรื่องของตัวเองลงไป

และเมื่อทุกอย่างเดินมาถึงตอนจบ เพลงที่ถูกเลือกกลับกลายเป็นประโยคสุดท้ายของบทความนี้โดยไม่ต้องพิมพ์อะไรเพิ่ม finale soundtrack ที่ mash-up “Bittersweet Symphony” กับ “Wonderwall” ทำให้เราเห็น Chanel ของ Blazy ชัดในเชิงอารมณ์มากที่สุด “Bittersweet Symphony” คือโลกจริง โครงสร้าง แรงกดดัน ระบบ และความขมของชีวิตร่วมสมัย ส่วน “Wonderwall” คือสิ่งที่มนุษย์ยังยอมเชื่อ ความหวัง ความฝัน และความโรแมนติกที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ และ Chanel ของ Blazy คือจุดตัดของสองสิ่งนั้น เป็น symphony ของความขมและความหวาน เป็นการยอมรับว่าโลกหนักจริง แต่เรายังควรมีพื้นที่ให้ความฝันอยู่ด้วย Front row ที่กลายเป็นพื้นที่ร้องตามของ Dua Lipa, A$AP Rocky และ Margaret Qualley จึงไม่ใช่ PR moment แบบถูกคุม แต่เป็นอารมณ์ร่วมแบบมนุษย์จริง เหมือนแบรนด์กำลังบอกว่า “ความสุขไม่ต้องถูกออกแบบให้สมบูรณ์แบบ”
หลังจาก ready-to-wear ในเดือนตุลาคมที่เคยปิดโชว์ด้วยความ triumphant จนเพลง “Rhythm is a Dancer” ถูกพูดถึงหนัก และมีเรื่องเล่าว่าขึ้นชาร์ต Spotify ตามมา การปิด couture ครั้งนี้กลับเลือกโทนที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง “Diamonds and Rust” ของ Joan Baez เสียงหวานปนสนิม เหมือนการยอมรับว่าความงามกับความเสื่อมสลายอยู่ในประโยคเดียวกัน และมันช่างเข้ากับ haiku ที่เป็นรากของโชว์อย่างสมบูรณ์แบบ ความงามเกิดขึ้นทันที แล้วก็หายไป
“ผมเป็นเหมือนพ่อครัว” Blazy พูด “ผมเตรียมวัตถุดิบทุกอย่าง วางทุกอย่างลงบนจาน แล้วคุณก็หวังว่าเวทมนตร์จะเกิดขึ้น คุณควบคุมได้หลายอย่าง แต่ก็มีหลายอย่างที่คุณควบคุมไม่ได้ โมเดลจ



